ของสิ่งเดียวกันแท้ๆ คนหนึ่งว่าเป็นความสุข อีกคนเห็นว่าเป็นความทุกข์

ในตอนที่ ๑ ผมได้เสนอทฤษฎีลำดับความต้องการของมนุษย์ที่ปรับมาจากทฤษฎีของมาสโลว์เสียใหม่ โดยจัดการหมวดหมู่เสียใหม่ รวมทั้งเพิ่มความต้องการทางวิญญาณเข้าไปให้เป็นยอดของปิรามิด http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480759 มาบทนี้ผมจะขมวดให้เห็นว่า แท้จริงแล้วความต้องการทั้งหลายมันสามารถรวมกันได้เป็น “หมวดเดียว”

 

หมวดเดียวที่ว่านั้นก็คือ “ความสุข” นั่นเอง เพราะมนุษย์ทั้งหลายต่างมีความต้องการความสุขด้วยกันทั้งสิ้น คือ ความสุขทางกาย ทางอารมณ์ ทางใจ และ ทางวิญญาณ

 

ความสุขทางกาย อารมณ์  และ ใจ นั้น เป็นความสุขที่ไม่มั่นคงและไม่ถาวร เพราะขึ้นอยู่กับ “ความยึดมั่น”  กล่าวคือ ใครยึดมั่นในอะไรก็คิดว่าสิ่งนั้นคือความสุข  (แม้แต่ความสุขทางวิญญาณถ้าทำไม่ดีก็จะยึดมั่นเหมือนกัน..โปรดอ่านต่อไป)

 

ดังนั้น คนชอบกินเผ็ดจึงบอกว่าการได้กินพริกคือความสุข แต่คนกินชอบกินจืดก็บอกเป็นตรงกันข้ามว่ามันคือความทุกข์ และดังนั้นคนชอบฟังเพลงร็อคจึงบอกว่าการได้ฟังเพลงร็อคคือความสุข แต่คนชอบฟังเพลงคลาสสิคจึงบอกว่ามันคือความทุกข์ เป็นต้น

 

ของสิ่งเดียวกันแท้ๆ คนหนึ่งว่าเป็นความสุข อีกคนเห็นว่าเป็นความทุกข์

 

แต่ความสุขทางวิญญาณนั้น โดยเฉพาะตามที่นักวิทยาศาสตร์ทางวิญญาณนามว่า “สิทธัตถะ” ได้พิสูจน์ค้นคว้าไว้กว่า 2500 ปีมาแล้ว ปรากฎว่า เกิดจากการ “ละวางความยึดมั่นถือมั่น”   

 

ดังนั้นน่าคะเนได้ว่าความสุขแบบนี้จะมีความ “เหมือนกันหมด” ในความคิดของคนทุกคน เพราะต่างก็”ไม่ยึดมั่น”ในสิ่งใดๆเหมือนกันหมด ไม่ว่าเผ็ด จืด ขาว ดำ

 

ความสุขแบบนี้นอกจากจะนำความสุขส่วนบุคคลมาให้กับปัจเจกชนแล้ว ยังน่าจะนำสันติสุขสู่สังคมมนุษย์ด้วย เพราะการไม่ยึดติดในสิ่งใด ก็ไม่เกิดความแตกต่างของความต้องการที่มักจะขัดแย้งกัน ที่ทำให้เกิดการเบียดเบียนกันในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการทำสงครามกัน

 

น่าสังเกตว่าการเบียดเบียนกันในสังคมรวมไปถึงระดับประเทศมีรากฐานมาจากการต้องการ “ความสุข” ที่ทำให้ต้องแย่งชิงกันและหรือที่ทำให้ขัดใจกันเสมอ แต่รากฐานจริงๆก็คือความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง

 

แม้แต่การขัดใจกันในเรื่องของความแตกต่างจากการยึดมั่นในนิยามของพระเจ้า (องค์เดียวกัน) ที่พวกเขาต่างนับถือ ก็ทำให้เข่นฆ่ากันได้แล้ว เช่น สงครามครูเสด (ระหว่างคริสต์และอิสลาม) สงครามระหว่างคริสต์ด้วยกัน (คาทอลิค-โปรแตสแตนท์) สงครามระหว่างมุสลิมด้วยกัน (ซูนิ-ชิอะห์) เป็นต้น

 

 

 สำหรับชาวพุทธยังไม่มีสงครามกับใคร (ที่ชาวพุทธเองเป็นฝ่ายเริ่มต้น) หรือระหว่างกลุ่มย่อมภายในด้วยกันเอง

 

โอ..เจ้าความต้องการของมนุษย์เอ๋ย เจ้าช่างกำหนดคน กำหนดโลก ได้ปานนั้นเชียวหนอ

 

...คนถางทาง (๒ มีค. ๒๕๕๕)