ความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนกับโรคในกลุ่มออติสติก

 วัคซีนที่เด็กๆได้รับตั้งแต่เกิด จากผู้ให้บริการ โดยไม่เข้าใจนัยสำคัญของตัวเลขเชิงสถิติ และการอ่านข้อโต้แย้งต่างๆเกี่ยวกับวัคซีนในสื่อมวลชน ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความเข้าใจผิดโดยอนุมานการแพ้วัคซีนและข้อเสียอื่นของวัคซีนว่ามีอยู่มากเกินความเป็นจริงไปมาก
ในประเด็นการแพ้วัคซีนนั้น ได้มีการศึกษา [1] การให้วัคซีน 7,644,049  ครั้ง พบว่ามีการแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) เพียง 2 ครั้ง หรือมีอุบัติการณ์เกิดต่ำเพียง 0.26 ครั้งในล้านครั้ง เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นอุบัติการณ์ที่ต่ำมากเสียจนแทบจะตัดทิ้งได้เลย อีกทั้งในสมัยปัจจุบันนี้ ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานทั่วไปสามารถรักษาการแพ้ยาหรือวัคซีนแบบรุนแรงอย่างได้ผลดี ความกลัวแพ้วัคซีนจนไม่กล้าฉีดวัคซีน และยอมเสียประโยชน์ของวัคซีนที่มีอยู่อเนกอนันต์ จึงเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผล
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเกิดจากสื่อมวลชนรายงานข่าวคดีฟ้องร้องในต่างประเทศ คือความกลัวว่าถ้าฉีดวัคซีนซึ่งมีการใช้สารไทเมอโรซัล(Thimerosal) ซึ่งมีส่วนผสมของอะตอมปรอทแล้วจะทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นหรือโรคในกลุ่มออติสติก (autistic spectrum disease - ASD) ในเรื่องนี้วงการแพทย์ได้มีการตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบด้านแล้ว และพบว่าอุบัติการเป็นโรคในกลุ่มออติสติกของเด็กที่ได้รับการฉีดวัคซีนที่มีส่วนผสมของทิเมอราซาล เทียบกับเด็กที่ได้วัคซีนชนิดที่ไม่มีสารทิเมอราซาล โดยมีช่วงติดตามดูนาน 7-10 ปี พบว่าอุบัติการเป็นโรคในกลุ่มออติสติกไม่แตกต่างกัน [2] นั่นหมายความว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆระหว่างวัคซีนกับการเป็นโรคในกลุ่มออติสติกเลย