ประธานาธิบดีหม่า แห่งไต้หวัน (ปริญญากฎหมายจากฮาร์วาร์ด) ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ (พศ. ๒๕๕๒) ว่า ที่ผ่านมาไต้หวันผิดพลาดที่เอาเศรษฐกิจไปผูกไวกับอุตสาหกรรมไอท ีเพียงอย่างเดียว ทำให้เจ็บหนักเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เขาเพิ่งเกิดวิสัยทัศน์ว่าจะปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจให้หลากหลาย มากขึ้นโดยจะเน้น 6 ด้านคือ

1. พลังงานเขียว

2. อุตสาหกรรมการเกษตร

3. การท่องเที่ยว

4. เทคโนโลยีชีวภาพ

5. อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (cultural industry ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไรแน่ อาจหมายถึงอุตสาหกรรมที่อิงอยู่กับวัฒนธรรมจีน เช่น สินค้าที่เฉพาะคนจีนบริโภค)

6. อุตสาหกรรมที่อิงอยู่กับการคิดค้นใหม่ (ท่านอภิสิทธิ์ก็กำลังพูดถึงประเด็นนี้อยู่เหมือนกัน)



ผมเพิ่งเขียนไปหยกๆ ถึงเกาหลี ที่เขาก็กำลังเน้นปฏิวัติลูกที่สามคือ ชีวเคมี ดูสิครับประเทศแนวหน้าเขาต่างหันมาทางเกษตร ชีวะ กันทั้งนั้น ทั้งที่ศักยภาพด้านภูมิศาสตร์พื้นฐานของเขาไม่สอดคล้องนัก ส่วนไทยเรามีศักยภาพด้านนี้สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับไม่สนใจโดยไปกระสันต์อยากเป็นใหญ่ทางอุตสาหกรรมอีเล็กทร อนิกส์และสร้างรถยนต์จนขายตัวให้นายทุนต่างชาติด้านนี้เข้ามาปู ้ยำประเทศเป็นการใหญ่ใน 30 ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาผมได้เขียนบทความนับร้อยได้แล้วกระมังเพื่อเสนอให้ร ัฐบาลไทยปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐศาสตร์ของชาติให้การเกษตรและอุ ตสาหกรรมการเกษตรเป็นแกนหลัก ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าถ้าคิดบัญชีให้ดีแล้วจะเห็นว่าการเกษตรมี มูลค่ามหาศาลกว่าสินค้าอื่นมากนัก (ทั้งมูลค่าตรงและอ้อม) (ผมได้ทำนายไว้ด้วยว่าเศรษฐกิจโลกต้องพังแน่ไม่ช้าก็เร็ว การเน้นการเกษตรจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้มากที่สุด)

ประเทศเราดูถูกการเกษตรเหลือเกิน จนขณะนี้ไม่มีใครเรียนวิศวเกษตรกันแล้ว ได้แต่นักศึกษาหางแถวที่คะแนนสอบเข้าเพียง 150 เต็ม 500 ส่วนวิศวคอมฯ โทรคมฯ ไฟฟ้า แย่งแทบจะเหยียบกันตาย วิศวกรรมอาหารมีมหาลัยเปิดสอนเพียงสองแห่งเท่านั้น แต่วิศวคอมพิวเตอร์เปิดสอนทุกซอกตึกเลยก็ว่าได้ (นี่แสดงว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริม หรือมีแผนชาติทางด้านนี้เลย) เท่ากับว่ารัฐบาลไทยกำลังเป็นองค์กรที่บ่อนทำลายประเทศไทยมากที ่สุดก็ว่าได้

ผมเน้นให้ฟังอีกครั้งนะครับว่าถ้าไม่นับธุรกิจบริการ การเกษตรเป็นภาคที่จ้างแรงงานใหญ่ที่สุดใน usa (ประมาณ 30% ทั้งที่เกษตรกรจริงมีเพียง 1.8% เท่านั้น) ส่วนรถยนต์ที่ว่ายิ่งใหญ่นั้นไม่น่าถึง 2% ของแรงงานทั้งหมด

ถ้าให้ผมมีอำนาจในการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐศาสตร์ของชาติผมจ ะกำหนดดังนี้

1) เกษตรชีวภาพ (ออกกฎหมายห้ามใช้สารเคมีทุกชนิด รวมทั้งสารฆ่าแมลงที่เป็นชีวภาพด้วย เช่น สะเดา) และการประมงชีวภาพ

2) อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร (เช่น แปรรูปอาหาร ปุ๋ยชีวภาพ )

3) เทคโนโลยีชีวภาพ (การวิจัยเกี่ยวกับ 1 และ 2 รวมถึงด้านอื่นๆ)

4) การปลูกไม้เนื้อแข็งและอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ปลูกแบบยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้พื้นดินชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ด้วย ดังที่ผมได้เขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว)

5) อุตสาหกรรมต่อเรือ (เรื่องนี้ผมได้เขียนไว้มากแล้ว ว่าเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลหลงลืมไปว่าเรามีฐานทางด้านนี้มากและนา นมาแล้ว แต่ดันหันไปส่งเสริมการต่อรถแทนต่อเรือ)

6) การศึกษา วิจัย ผลิต ยาสมุนไพรตำรับไทย และการรักษา บำบัดโรคตามวิถีพุทธ (ซึ่งจะได้ทั้งเงินและจิตวิญญาณ)

7) พลังงานสะอาด (ลม แดด น้ำ และ ชีวภาพ)

การกำหนดนี้จะต้องมีแผนงานรองรับด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่ากำหนดด้วยปาก เช่น รัฐบาลทักษิณกำหนดจะเป็นครัวโลก แต่ไม่เคยมีแผนสร้างคนด้านนี้ เช่น วิศวเกษตร วิศวอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร เลย ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเหมือนเดิม

ยุทธศาสตร์ที่ผมจะไม่ส่งเสริมคือ

1) การท่องเที่ยวจากต่างชาติ (มันไม่ยั่งยืนหรอก และยังต้องไปง้อเขากิน พึ่งตัวเราเองดีกว่า ยังฝรั่งกุ๊ยๆ เข้ามาย่ำยีศักดิ์ศรีหญิงไทยเต็มเมือง)

2) อุตสาหกรรมหนักทั้งหลาย (แต่ต้องมีพอเพียงของเราเอง โดยไม่หวังขายออกไปทำกำไร เช่น การต่อสร้างรถยนต์ รถไฟใช้เอง รวมไปถึงอาวุธสงคราม)

3) การลงทุนจากต่างชาติ (ยิ่งลงมากเท่าไร เราก็เป็นบ๋อยเขาเท่านั้น ไม่รู้จักเป็นนายตัวเองกันซะที)


....ทวิช จิตรสมบูรณ์