ผมทำงานกับฝรั่งใน usa มาประมาณ ๑๒ ปี ทั้งในภาครัฐและเอกชน ผมพบว่าฝรั่งไม่ได้ขยันอะไรมากไปกว่าคนไทยมากนักหรอก เขาก็ทำงานเข้าออกตามเวลานั่นแหละ เพียงแต่ว่าระหว่างทำงานั้นเขาทำเต็มที่ไม่มีอู้แบบไทยเท่านั้นเอง การกินอาหารกลางวันก็เข้าออกตามเวลา
ส่วนผมเป็นคนต่างชาติ ก็เลยต้องทำงานหนักมากเพื่อชดเชยความโง่ของตัวเอง ผมมาก่อนเวลา กลับหลังเวลาเสมอ พอเจ้านายฝรั่งมาเห็นพฤติกรรมก็มาล้อผมว่าให้รีแลกซ์บ้าง ให้กลับไปตัดหญ้าสนามหน้าบ้าน ขลิบพุ่มไม้บ้างนะ
ในปีคศ. ๑๙๘๘ ผมมาได้คิดแบบกระตุกใจตัวเองว่าการทำงานหนักเกินไปนั้นอาจไม่ดี เพราะมันทำให้เครียดเกินไป ซึ่งพอเครียดแล้ว ความคิดสร้างสรรค์มันจะหด ดังนั้นการทำงานหนักเกินไปก็เลยได้แต่ปริมาณงาน แต่ไม่ได้คุณภาพ และมักไม่เกิดนวัตกรรม
ผมได้สังเกตดูเห็นว่า..การคิดค้นนวัตกรรมมักเกิดในขณะผ่อนคลาย ไม่เครียด เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ในขณะนั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ ท้องก็อิ่มจากอาหารที่นางสุชาดาต้มถวาย มีฟางรองนั่งนิ่มๆ จากพราห์มณ์ที่เอามาถวาย ....อาร์คีเมดีสพบทฤษฎีแรงลอยตัวก็ตอนที่นอนอาบน้ำอุ่นเล่นสบายอยู่...ไฟเกนบอห์มมองเห็นทฤษฎีความปั่นป่วนก็ตอนเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะที่เมืองบอสตัน (ส่วนผมเองคิดอะไรออกมากมายบนเปลแกว่งใต่ร่มเงาต้นไม้ในฤดูหนาวที่อีสาน)
พวกญี่ปุ่นทำงานกันหนักที่สุดในโลก (มีการวิจัยกันออกมาแล้ว) แต่กลับมีนวัตกรรมน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นมีคนได้รับรางวัลโนเบลต่อรายได้ประชาชาติน้อยที่สุดในโลก (ในบรรดาประเทศรวยๆระดับแนวหน้าด้วยกัน ดูเหมือนว่าได้โนเบลเพียงสองคน ทั้งที่รวยและมีประชาการมาก ส่วน ฮังการี เล็ก และยากจนกว่ามาก แต่กลับมีโนเบลหลายรางวัล)
รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ออกมายอมรับว่าชาวญี่ปุ่นมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำมาก
ที่ usa การเข้าเริ่มทำงานเขาจะให้เวลาหยุดพักร้อน 13 วัน พอนานวันไปมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนครบ 26 วัน ส่วนยุโรปนั้นให้กันถึง ๒ เดือนก็มีเช่น ฝรั่งเศส เขาบังคับว่าต้องไปพักร้อนด้วย ห้ามมาทำงานเกิน
ผมว่านี่เป็นกุศโลบายของคนยุโรป (ที่เขาอาจทำเป็นกิจวัตรโดยไม่รู้ตัว) ให้คนได้พักผ่อน เพราะการพักผ่อนจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คิดอะไรออกได้มาก โดยเฉพาะคนแก่ที่สะสมความรู้ไว้มาก พอได้พักผ่อน สบายมากๆ พอความรู้ที่สะสมได้ตกตะกอน ก็จะกลั่นออกมาเป็นนวัตกรรมได้มาก
ลองสังเกตดูนวัตกรรมความคิดใหม่ๆ มักมาจากยุโรป ได้รับการพัฒนาในสรอ. แล้วไปทำเป็นการค้าที่ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นลอกแบบเขาไปทำได้ดีกว่า เพราะความขยัน แต่ไม่ได้คิดเอง)
ส่วนไทยเราทำงานไปอู้ไป แม่ผมมีวลีเด็ดว่า “มาแบบไทยไปแบบฝรั่ง” มาแบบไทยคือมาสาย ไปแบบฝรั่งคือไปแบบตรงเวลา
อีกทั้งคนไทยเรามักไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะคอยแต่คิดตามใจนาย ถ้าคิดนอกใจนาย นายก็จะเกลียด ส่วนเวลาพักร้อนก็น้อย มีแค่ 10 วันตลอดชีพ (เราคนไทยไม่ต้องการพักร้อนมากหรอกเพราะพักในขณะทำงานก็มากเกินพอแล้ว.. ฮา)
คนญี่ป่นแม้ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ แต่เขาขยันและมีวินัยการทำงาน ก็พอถูไถไปได้ ส่วนไทยเราวันนี้ขยันแต่การอู้และประจบนาย นายว่าอะไรก็ว่าตามกัน ซึ่งนายสมัยนี้ก็ต่างจากนายสมัยก่อนมาก..ที่ต้องไต่เต้ามาด้วยระบบคุณธรรม แต่นายสมัยนี้ไต่เต้ามาด้วยระบบกะล่อน ที่แพร่เชื้อออกไปเร็วมากจนน่าตกใจ
...คนถางทาง (๑๐ กพ. ๕๕)
อยากได้นายแบบสมัยก่อน ไม่กะล่อนดี