นักกิจกรรมบำบัดเป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูผู้ที่มีความบาดเจ็บที่มือ
จากการได้ฝึกปฏิบัติงานทางกิจกรรมบำบัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอกับกรณีศึกษาที่น่าสนใจรายหนึ่งชื่อ V (นามสมมุติ) เพศหญิง อายุ 62 ปี ถนัดมือขวา ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำทำให้มีการบาดเจ็บที่แขนซ้าย หลังการรักษาแพทย์ได้ส่งต่อเพื่อเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัด โดยจากการประเมินทางกิจกรรมบำบัดพบว่าผู้รับบริการรายนี้สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในการอาบน้ำต้องใส่สามีหรือหลานช่วยถูสบู่ข้างที่ขวา และสระผมให้เนื่องจากยกแขนไม่ได้เพราะเจ็บไหล่ และต้องมีคนช่วยแต่งตัวเนื่องจากติดกระดุม รูดซิป และใส่ชุดชั้นในไม่ได้ โดยขณะนั้นผู้รับบริการไม่ได้ประกอบอาชีพหรือทำงานใดๆแล้ว โดยในส่วนขององค์ประกอบในการทำกิจกรรมนั้นพบว่าในด้านการรับความรู้สึก การรับรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งองค์ประกอบในด้านจิตสังคมนั้นเป็นปกติ หากแต่มีแขน มือ และนิ้วข้างซ้ายยังมีอาการบวมอยู่มากโดยวัดจากเส้นรอบวงบริเวณมือพบว่าข้างขวามีเส้นรอบวง 10 นิ้ว ข้าวซ้าย 13 นิ้ว มีแผลที่ยังไม่แห้งสนิท กล้ามเนื้อมือหดสั้นส่งผลให้แนวแกนของมือเสียไป มีข้อจำกัดเรื่องของช่วยการเคลื่อนไหวในทุกแนวการเคลื่อนไหวของทุกข้อต่อในส่วนรยางค์บนข้างซ้ายจากกล้ามเนื้อหดสั้น และความเจ็บปวด กำลังกล้ามเนื้อในการบีบ และการกำของข้าซ้ายน้อยกว่าข้างขวาค่อนข้างมากโดยกำลังในท่ากำข้างขวา 10.4 กิโลกรัม ข้างซ้าย 4.9 กิโลกรัม กำลังในท่าบีบข้างขวา 5.7 กิโลกรัม ข้างซ้าย 1.8 กิโลกรัม โดยผู้รับบริการมีความต้องการที่จะทำกิจวัตรประจำวันเกี่ยวกับการดูแลตนเองได้ตามปกติ

จากผลการการประเมินผมจึงมาวิเคราะห์และวางเป้าประสงค์การรักษารวมทั้งวางแผนการรักษาร่วมกับผู้รับบริการดังนี้ 1. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเช่น กล้ามเนื้อหดรั้ง หรือข้อติด โดย สอนผู้รับบริการยืดกล้ามเนื้อ, ฝึกทำ Active and passive movement ด้วยตนเอง รวมทั้งสอนการนวดแผล (Scar massage) ด้วยตนเอง โดยพบว่าตลอดช่วงการให้บริการที่ผมได้ฝึกงานที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผู้รับบริการไม่มีว่าภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง หรือข้อติดเพิ่มขึ้นเลย 2. ลดอาการบวมที่มือข้างซ้ายเพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรม โดย สอนการนวดเพื่อลดบวม (Retrograde massage), สอนการจัดท่า การทำ active movement เบาๆ และการให้ pressure garment รวมทั้งฝึกวิธีใช้และวิธีดูแลอย่างถูกต้อง โดยพบว่าอาการบวมของมือซ้ายลดลงโดยดูจากเส้นรอบวงบริเวณมือที่ลดลงจาก 13 นิ้ว เหลือ 11 นิ้ว 3. เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของผู้รับบริการในทุกแนวการเคลื่อนไหวของทุกข้อต่อของรยางค์บนข้างซ้ายเพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรม โดย ทำ Passive stretching ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวแบบ Active movement จากนั้นให้ Passive movement เพิ่ม เช่นการบีบฟองน้ำ การบิดผ้า เป็นต้น ซึ่งพบว่าผู้รับบริการมีช่วงการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นในทุกแนวการเคลื่อนไหว ของทุกข้อต่อของรยางค์บนข้างซ้าย 4. เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อในท่ากำและบีบของมือซ้ายเพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรม โดย ทำกิจกรรมที่มีแรงต้านโดยคำนึงถึงกำลังที่ผู้รับบริการมีอยู่ เช่นบีบฟองน้ำ การบิดผ้า เป็นต้น โดยพบว่าผู้รับบริการมีกำลังในท่ากำเพิ่มขึ้นจาก 4.9 กิโลกรัม เป็น 8 กิโลกรัม และกำลังในท่าบีบเพิ่มขึ้นจาก 1.8 กิโลกรัม เป็น2.3 กิโลกรัม 5. เพิ่มความสามารถในการใช้มือในการหยิบจับกำวัตถุทรงกระบอก(ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1½ นิ้ว) เพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรม โดยทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือในการหยิบจับกำวัตถุทรงกระบอกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1½ นิ้ว หรือใกล้เคียง เช่นบิดผ้า หยิบขวดน้ำ เป็นต้น โดยพบว่าผู้รับบริการสามารถทำได้ดีขึ้นจากระดับ poor เป็น good 6. เพิ่มความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันพื้นฐานที่ยังบกพร่องเช่นการอาบน้ำ, สระผม และแต่งตัว โดยการปรับกิจกรรม และวิธีในการทำกิจกรรมดังกล่าวเพื่อเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรมดังกล่าว โดยพบว่าผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมดังกล่าว และกิจวัตรประจำวันพื้นฐานทั้งหมดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีผู้อื่นช่วยเหลือได้

โดยจากการที่มีโอกาสได้ศึกษาหาหลักฐานทางคลินิก (Evidence-based support) เพิ่มเติม พบว่าในผู้รับบริการมีพยาธิสภาพจากการบาดเจ็บเช่นนี้ควรได้รับบริการทางกิจกรรมบำบัดด้วยการทำ early mobilization, splint และ exercise โดย Exercise เป็นการบำบัดอย่างหนึ่งที่เป็นพื้นและให้ผลการบำบัดที่ดีมากโดยนอกจากจะลดความบกพร่องแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรมอีกด้วย ซึ่งในกรณีศึกษานี้ผมได้ใช้ Exercise ด้วยการปรับประยุกต์ไปกับการทำกิจกรรมต่างๆซึ่งพบว่ามีส่วนในการช่วยลดความบกพร่อง และเพิ่มความสามารถในการประกอบกิจกรรมเป็นอย่างมาก

นักกิจกรรมบำบัดสามารถให้การบำบัดผู้รับบริการที่มีความบาดเจ็บที่มือเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรายเพื่อนใช้เป็นกิจกรรมในการฝึก ควบคู่กับการปรับกิจกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมนั้นๆไปพร้อมๆกัน
อย่างไรก็ดี การให้บริการทางกิจกรรมบำบัดควรให้บริการโดยคำนึงถึงผู้รับบริการเป็นหลัก ดูความต้องการ เจตจำนง บทบาท ความสนใจ และความพึงพอใจเป็นหลัก ดังนั้นการสอบถามถึงองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความร่วมมือ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดเป็นอย่างดี โดยควรมีการพูดคุยถึงปัญหาเพื่อวางเป้าประสงค์และวางแผนการรักษาร่วมกันเพื่อให้การบำบัดเป็นไปอย่างตรงจุดและตรงตามความต้องการของผู้รับบริการอย่างแท้จริง