ปรับค่าจ้าง 300 บาท ใครได้เสีย

ในที่สุดวันละ 300 บาท ก็จะมีผลบังคับใช้ใน 1 เมษายน 2555 นี้แน่นอน ปรับค่าจ้างคราวนี้ใครได้ใครเสีย ฟันธงกันตรงๆ ไปเลย ลองดูข้อเท็จจริงต่อไปนี้แล้วหาคำตอบเอาเองก็แล้วกัน 

1. ในมุมลูกจ้าง ถ้าคนที่หางานได้หรือมีงานทำอยู่แล้วก็โอเคไม่มีปัญหาอะไรรับไป 300 บาท ต่อการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง  แต่ผลที่ตามมาก็คือ กว่าจะหางานได้คงเหงื่อซึมอยู่เหมือนกัน เพราะนายจ้างเขาก็คงจ้างคนน้อยลง ใช้คนหนักขึ้น เข็ญเอาผลงานหรือเป้าหมายการผลิตมากขึ้น บางแห่งอาจเปลี่ยนการจ้างงานเป็นการจ่ายตามผลงานแทน คราวนี้แหละเดินไปเดินมาหมดเวลาทำโอต่อเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว คิดดูงานก็หายาก แถมงานหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า คนงานเก่าอนาคตก็ไม่แน่นอน สวดมนต์รอว่าเมื่อไหร่จะเลิกจ้างเราหนอ พ่อก็แก่ แม่ก็ชรา ลูกน้อยตาดำดำๆ อีก จะเอาไหนรับประทานกันต่อไป  

2. ในมุมนายจ้างต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นปรุ๊ดเดียวถึง 40% ในขณะที่คิดกำไรแล้วลดต้นทุนกันแทบตายได้มาไม่เกิน 10 % แล้วจะทำอย่างไรดี นอกจากปิดกิจการกับไล่ลูกจ้างออก ก็มีอีกทางเลือก คือยกเลิกสวัสดิการต่างๆ แล้วก็ปรับมันมาเป็นค่าแรงพื้นฐาน (ขั้นต่ำ)เสีย ลูกจ้างใครไม่เอาก็ออกไปตกลงกันไม่ได้ก็ได้จังหวะปิดกิจการโดยมีเหตุมีผลอันสมควร แต่ถ้าปรับแล้วยังไม่พอก็ปรับลดคนลงไปอีก ใช้คนหนักขึ้น  เคี่ยวเข็ญเอาผลงานมากขึ้น  ถ้าลูกจ้างไม่ให้ความร่วมมือก็ตายทั้งคู่ นายจ้างเหนื่อยหาเงิน ลูกจ้างเหนื่อยหางาน ดูแล้วทั้งคู่จะอยู่รอดไปกี่น้ำก็ต้องวัดใจดู 

โดยสรุปลำบากทั้งคู่ ขึ้นอยู่ที่องค์กรใดจะปรับตัวได้ดีกว่ากัน ถ้าบ้านใครรวยก็ดีหน่อยปรับตัวง่ายขึ้น เพราะมีเงินจ่าย แต่บ้านใครจน ทางออกที่ดี หันหน้าเข้าหากัน ค่อยๆ ปรับตัวกันไป เช่นถ้านายจ้างไม่ไหว เงินสวัสดิการต่างๆ ลูกจ้างก็ต้องยอมให้ปรับมาเป็นค่าจ้างเสีย เช่นค่ากะ ค่าอาหาร  ค่าเดินทาง ฯลฯ เอามารวมให้มันครบวันละ 300 บาท หรือเดือนละ 9,000 บาท ให้มันถูกกฎหมายก็ดีกว่าให้นายจ้างไปติดคุก ส่วนค่าครองชีพ ค่าตำแหน่ง ที่จ่ายประจำ มีจำนวนแน่นอนเงินพวกนี้ศาลฎีกาก็บอกแล้วว่าเป็นค่าจ้าง (ฎีกามีเยอะไปหาดูเอง) นายจ้างจะถือโอกาสเอามารวมเป็นค่าจ้างให้มันถูกกฎหมายเสียเลยก็ได้ แต่ต้องนำมาเป็นฐานคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ให้ลูกจ้างด้วย ที่ผ่านมาไม่ได้เอามาเป็นฐานลูกจ้างก็อย่าริอ่านไปฟ้องนายจ้างเขา ต้องหยวนๆ กันไปเพื่อความอยู่รอดทั้งสองฝ่าย นายจ้างก็ไม่เจ้ง ลูกจ้างก็มีงานทำ ค่อยกินค่อยใช้เติบโตไปด้วยกัน  ที่สำคัญถ้าลูกจ้างเขาหยวนๆ แล้วนายจ้างก็อย่าไปเคี่ยวเข็ญผลงานจนเกินเหตุ และก็อย่าไปเลิกจ้างโดยไม่มีความจำเป็น มิเช่นนั้น ตัวใครตัวมัน ก็แล้วกัน เพราะงานนี้ใครจะเจ้ง ใครจะตกงาน รัฐบาลก็คงไม่เกี่ยวแน่นอน