3 ขี้ที่ว่านี้ ประกอบด้วย 1. ขี้เกียจ 2. ขี้โกง และ3. ขี้อิจฉา ซึ่งอาจจะมีขี้อื่นๆ ตามมาอีกมากมายหากคิดให้ดี
ว่างหลังจากนั่งรีดผ้าเสร็จ มีเวลาสักเล็กน้อย เพื่อพักผ่อนก่อนจะพาสังขารเข้าสู่กระบวนการชำระความสกปรก สมองกำลังเหนื่อยล้าได้สั่งการให้มือเปิดโทรทัศน์ บังเอิญพบการถ่ายทอดการอภิปรายของวุฒิสภา
ในความของ ส.ว.ท่านหนึ่งได้กล่าวถึงปัญหาของ 3 ขี้ ผมรู้สึกเห็นด้วย ผมคิดว่า 3 ขี้นี้มีผลต่อการพัฒนาชาติไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนับวันยิ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลมากขึ้นจริง
3 ขี้ที่ว่านี้ ประกอบด้วย 1. ขี้เกียจ 2. ขี้โกง และ3. ขี้อิจฉา ซึ่งอาจมีขี้อื่นๆ ตามมาอีกมากมายหากคิดให้ดี
ความขี้เกียจส่งผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดเช่นเรื่องของการฉกชิงวิ่งราว โจร ขโมย เพราะการไม่รู้จักทำมาหากิน ความขี้โกง ก็มีให้เห็นอยู่อย่างมากมายในสังคม คนในสังคมต่างก็รู้ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเฉพาะการสอบในหลายๆ ที่จับได้เพียงแค่ส่วนน้อย และขี้สุดท้าย หากสังคมไม่มีขี้นี้สังคมจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง
การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องแสวงหาหลักสูตรต่าง ๆ มาอ้างเพื่อการพัฒนาการศึกษา เพราะหลักสูตรใดก็ไม่สามารถพัฒนาชาติได้ หลักสูตรสามารถสร้างคนเก่งได้ แต่หลักสูตรอาจสร้างคนเก่งมารับใช้ 3 ขี้นี้ได้เช่นกัน
การพัฒนาการศึกษาจึงต้องจัดการเรียนการสอนที่สามารถทลายกำแพงขี้ทั้ง 3 นี้ ให้ได้ก่อน อาจจะใช้เวลาในระดับที่เรียกว่าประถมศึกษาขัดเกลาวิชามนุษย์ให้สมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักวิชาความรู้ เมื่อมนุษย์สมบูรณ์ความรู้ย่อมบังเกิดขึ้นได้ง่าย นี่คงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดแต่การเสริมสร้างวิชาคนก่อนเสริมเนื้อหา คิดว่าน่าจะถูกทาง
ถึงเวลาแล้วที่เราจะพัฒนาการศึกษาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการเดิมๆ ที่เคยทำมาอย่างที่เรียกว่ารื้อสร้าง เพื่อการเอาจริงทางการศึกษาสักที
มาให้กำลังใจค่ะ
ขึ้นชื่อว่าขี้ก็ไม่ดีทั้งนั้น
ร้ายพอๆกัน
แต่ที่เห็นบ่อยก็ขี้อิจฉาค่ะ
ขอบคุณค่ะ มองว่า ขี้เกียจ -> ขี้โกง -> ขี้อิจฉา
หากทุกคนเริ่มต้นที่ เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง มีความมุ่งมั่นพยายาม ทำไปเรียนรู้ไป ก็จะไม่ต้องโกง (ทางลัดเพื่อให้ได้ตามต้องการ) เมื่อประสบความสำเร็จ ด้วยความสามารถล้วนๆ มีความมั่นใจในตนเอง ไม่ต้องกลัวโดนคนอื่น โดนเด็กรุ่นน้องเบียด ก็จะไม่ต้องอิจฉา และขัดขา