การอ่านหนังสือ มีความเกี่ยวเนื่องในส่วนของการจำ การเข้าใจในสิ่งที่จำ สิ่งที่อ่าน บางครั้งการอ่านมิใช่สักแต่ว่าอ่าน สักแต่ว่าจำ หรือจำอย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจ วิเคราะห์ไม่ได้ นำไปใช้ หรือประยุกต์ใช้ไม่ได้ การอ่านก็อาจมีประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น  พบข้อความดี ๆ จึงอยากนำมาบอกต่อเกี่ยวกับเทคนิคช่วยการอ่าน ช่วยการจำ ช่วยเพิ่มความเข้าใจ ซึ่งมีวิธีการดังนี้ ค่ะ

 

 ก.การเขียนหรือการจดโน้ต

           เป็นวิธีที่จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนเขียนเราต้องเข้าใจอยู่แล้วว่าจะเขียนอะไรลงไป อย่าลอกตามหนังสือทั้งหมดเสียทีเดียว และอย่าจดแบบให้มันเสร็จ ๆ ไป หรือจดแบบให้มีตามเพื่อน (เห็นเขาทำก็ทำตาม) เพราะมันจะไม่ได้ผลอะไร  ควรจะสรุปประมวลออกมาเป็นเนื้อความ ตามที่เราเข้าใจ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย  ตรวจสอบโดยการผลัดกันตอบคำถามกับเพื่อน หรือถามครูอาจารย์ ดังนั้นอย่าขี้เกียจเขียนเลย เขียนเอง อ่านเอง ผลที่ได้ก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ

 

ข. การท่องจำ

             ส่วนใหญ่เมื่อเรารู้เรื่อง เราก็จะจำบางส่วนของเนื้อหาได้แล้ว นอกจากบางวิชา เช่น คณิต ภาษาไทย สังคม ที่เป็นวิชาท่องจำ อาจต้องมีการมาท่องจำเพิ่มเติม การอ่านออกเสียงดัง ๆ ก็ช่วยให้จำดีขึ้น แต่ไม่ควรจะรบกวนผู้อื่น (เกรงใจผู้อื่นบ้าง) การจำศัพท์ภาษาอังกฤษ อาจใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแล้วแปะตามข้างฝาที่เรามองเห็นหรือผ่านตาเป็นประจำ เช่น ฝาข้างที่นอน ประตูห้องสุขา (ที่บ้าน) ตามที่ที่เราต้องเห็นทุกวัน  ประตูของตู้เย็นก็ดีนะ เพราะเปิดออกจะบ่อย ก็หันมาเหลียวแลศัพท์ที่ตัวเองแปะไว้บ้าง เห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าสมอง

 

ค. เวลาที่ดีสำหรับการอ่าน

             เคยมีคนบอกว่าเวลาที่ดีที่สุด คือ ตอนเช้า เพราะร่างกายและสมองของเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ มีการจัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้พร้อมกับการใส่ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไป อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่ตื่นเช้าไม่ไหว เวลาดึก ๆ ที่เงียบ ๆ ก็ได้ เพราะความเงียบทำให้สมองเราสามารถคิดสิ่งต่างๆ ได้ดี แต่อาจจะไม่เท่าตอนเช้า เพราะสมองเราต้องเหนื่อยจากการเรียนมาแล้วทั้งวัน บางคนยังมีการเรียนพิเศษตอนเย็นอีก การอ่านหนังสือตอนกลางคืน ควรจะอ่านเท่าที่ร่างกายรับได้ พอเริ่มง่วงสัก 5 ทุ่มก็ควรเข้านอน แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 3 ตี 4 ตี 5 แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนเวลาที่ต้องตื่นไปสักครึ่งชั่วโมง เพื่อที่เราจะได้มีเวลาเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนก่อนสักพัก ถึงค่อยลุกไปล้างหน้าล้างตา มานั่งอ่าน ขอย้ำว่าควรทำให้ตัวเองตื่นเต็มที่ก่อนจะอ่าน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวก็หลับคาหนังสืออีกจนได้

 

ง. เวลาที่ไม่เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเรียนเลย

             คือ ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จอิ่ม ๆ เคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า... พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน หรือเปล่า เพราะช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่คนเรามีความง่วงนอน อ่านไปก็หลับ ยิ่งหนังสือเรียนด้วย และไม่ควรนอนอ่านหนังสือ โดยเฉพาะบนเตียง ขอบอกว่าหลับแน่ ๆ ไม่ใช่อ่านนิยายนี่ มันจะน่าติดตาม จนอยากอ่านให้จบ

 

            “การอ่านหนังสือ ควรจะอ่านในสถานที่ที่สงบเงียบ และสมองของเราต้องพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ ๆ นั่นแหละการอ่านถึงจะได้ผลสูงสุด” [ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/15415]

          ไปพบข้อความดี ๆ มีประโยชน์ และส่งเสริมการอ่าน จึงนำมาดัดแปลง เผยแผ่ต่อ เพื่อการประยุกต์ใช้ของนักอ่าน การอ่านหนังสือแม้เพียงเล็กน้อย เข้าใจ ประยุกต์ได้ นำไปใช้ประโยชน์เป็น ก็จะเกิดประโยชน์จากการอ่านค่ะ

          ส่วนภาพที่เห็นก็เป็นภาพน้อง ๆ ที่มาใช้ห้องสมุดโรงเรียนวัดกิ่งแก้วเช่นเดิม ที่คาดหวังลึก ๆ ว่าภาพเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้คนอื่น ๆ ที่พบเห็นมองเห็นความสำคัญของการอ่าน และแม้แต่นักเรียนที่อยู่ในภาพเองเห็นตัวเอง ก็จะรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาทำ พร้อมบันทึกเป็นภาพ มาเล่าแบ่งปันด้วยภาพอย่างที่เห็น เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เขาทำสำคัญและมีคุณค่ากับตัวเขาเอง เรา และคนอื่น ๆ ค่ะ

 

  สิ่งที่มุ่งหวัง : ภาพ 1 ภาพ คงมีความหมายที่จะสามารถอธิบายเล่าเรื่องด้วยตัวของภาพเอง ทั้งมุ่งหวังลึก ๆ ว่า จะเป็นภาพที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้พบเห็น  ได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดแรงจูงใจ รวมทั้งเอาอย่าง เลียนแบบ กระทำตาม นับแต่ตั้งแต่ความสนใจ ใส่ใจ เอาอย่าง หรือกระทำตาม เพื่อการเป็นน้องนักอ่าน  รักการอ่านและได้ประโยชน์จากการอ่าน และได้ข้อสรุปเชิงประจักษ์ด้วยตัวเองในที่สุดว่า การอ่านควรมีลักษณะอย่างไร ?

------

ปิยะดา แพรดำ  บันทึกเล่าเรื่อง
ห้องสมุดโรงเรียนวัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ
------
ภาพเพิ่มเติม http://www.facebook.com/media/set/?set=a.173404696098045.30139.100002855477027&type=3