วันที่ ๑๑ ม.ค. ๕๕ ผมไปพูด keynote speech ในงานประชุมวิชาการ PACCON2012 (Pure and Applied Chemistry International Conference 2012) ที่เชียงใหม่ ในหัวข้อ Chemistry Research : Its Academic and Social Impact เขาให้เวลา ๔๕ นาที แต่ผมตั้งใจไปพูดเพียง ๓๐ นาที และพูดเรื่องเบาๆ เพราะเป็นเวลาหลังอาหารเที่ยง
ผมตั้งใจไปชี้ให้เห็นว่าการวิจัยต้องใช้ทรัพยากรของสังคม จึงต้องหาทางพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ให้ผลตอบแทนสูงแก่สังคม การวัด Impact ของงานวิจัยก็เพื่อสื่อสารคุณค่านี้ ทั้งในวงวิชาการ และทั้งต่อสังคมวงกว้าง หากเราไม่สนใจสื่อสารอย่างมีหลักฐานน่าเชื่อถือ ให้สังคมเชื่อมั่นว่าการลงทุนวิจัยทางวิชาการ ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าต่อสังคม โอกาสที่วงวิชาการจะได้รับทรัพยากรสนับสนุนการวิจัยก็จะน้อย ดังที่เป็นอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน
ผมเอาตัวเลขข้อมูลเท่าที่พอหาได้ ว่าการวิจัยด้านเคมีในประเทศไทยเข้มแข็ง มีหลักฐานชัดเจนในด้าน Academic Impact ส่วนในด้านSocial Impact หลักฐานยังไม่ชัดเจน ข้อมูลจากฐาน Scopus บอกว่านักเคมีไทยทำงานผลิตผลงานตีพิมพ์แบบ multidisciplinary ในสัดส่วนสูงกว่านักเคมีทั่วโลก เป็นหลักฐานทางอ้อมว่า นักเคมีไทยน่าจะทำงานวิจัยแบบ Implementation Science มาก และ Social Impact ก็น่าจะสูงด้วย แต่ข้อสรุปนี้ได้จากหลักฐานทางอ้อม
หากจะให้นักเคมีเป็นที่ชื่นชอบยอมรับนับถือในสังคมว่าทำงานวิชาการเกิดประโยชน์ต่อสังคม นักเคมีไทยและนักเคมีในประเทศคล้ายไทย ต้องพิสูจน์ว่าตนได้สร้างผลงานที่มี Social Impact สูง ซึ่งหมายความว่าผลงานวิจัยส่วนหนึ่งเกิดผลกระทบแก่สังคมในทางเศรษฐกิจ การทำมาหากิน สิ่งแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ ของผู้คน
ในประเทศไทยขณะนี้กำลังมีการเคลื่อนไหวสร้างเกณฑ์การยอมรับผลงานวิชาการรับใช้สังคม เพื่อส่งเสริมการทำงานวิจัยประยุกต์ใช้ความรู้ ที่เรียกว่า Translational Researchหรือ Knowledge Application ขึ้นมาคู่ขนานไปกับ Discovery Research หรือ Knowledge Creation
โดยที่เราตระหนักว่า งานวิจัยรับใช้สังคมนั้น มีธรรมชาติเป็นสหสาขา หรือสหวิทยาการ และผู้ที่จะประเมินคุณค่าทางวิชาการของผลงานประเภทนี้ต้องไม่ประเมินคุณค่าเฉพาะสาขาแยกออกมา ดังนั้น reviewer ของผลงานวิชาการรับใช้สังคมจึงต้องเลือกคนที่ให้คุณค่าผลงานที่จุดประยุกต์ใช้เป็นหลัก ไม่ใช่ที่จุดสาขาวิชาการเป็นหลัก
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับคำแนะนำ หรือ ลปรร. วิธีขับเคลื่อนวงการวิชาการให้เข้มแข็งทั้ง Discovery Science และ Implementation Science คู่ขนานกัน และ synergy กัน จากผู้เข้าร่วมประชุม PACCON2012
ข้างบนนั้นผมเขียนก่อนไปปพูด ๒ - ๓ วัน เขียนก่อนทำ PowerPoint ประกอบการพูด หลังจากนั้น ทีมลูกศิษย์ของ ศ. ดร. เกต กรุดพันธ์ ผู้เชิญ ก็ช่วยส่งข้อมูลที่ผมอยากได้ จนในที่สุดผมก็ได้ประเด็นพูดที่ชัดขึ้น ว่าวงการเคมีของไทยเข้มแข็งในวิชาการหรือ Academic Impact มาก หากจะให้เป็นที่ชื่นชอบของสังคม และทำประโยชน์แก่สังคมมากยิ่งขึ้น จะทำได้ไหม ทำอย่างไร ท้าทายให้วงการเคมีตอบเอง ดัง Narrated Ppt ที่นี่
ผมพูดเสร็จ A. Maureen Rouhi บรรณาธิการรองของวารสาร Chemical & Engineering News ก็ลุกขึ้นมาให้ความเห็นว่า Academic Impact กับ Social Impact เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก ซึ่งเป็นความจริง หากเรามีความสามารถมากพอ และรู้จักทำงานวิจัย จะสามารถทำงานวิจัยชิ้นที่ก่อผลทั้ง Academic และ Social Impact พร้อมๆ กัน
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ม.ค. ๕๕
เรือนพักรับรอง มหาวิทยาลัยพะเยา
Chemistry Research : Its Academic and Social Impact ที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ได้บรรยายในการประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2012 ที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ได้กระตุกความคิดของนักเคมีและผู้ที่มิใช่นักเคมีอีกมากมายในวันนั้นว่า เราจะทำวิจัยทางเคมีไม่ใช่เพื่อที่จะได้รับการตีพิมพ์แล้วก็พอเสียแล้ว ประเด็นนี้ของอาจารย์หมอวิจารณ์ ได้รับการอ้างถึงโดย Dr. Maureen Rouhi, Deputy Editor-in-Chief ของ Chemical & Engineering News แห่ง American Chemical Society ในการบรรยายของเธอในการประชุมเดียวกัน และชื่นชมสาระของการบรรยายในหัวข้อ "Chemistry Research : Its Academic and Social Impact " ว่า "really thought-provoking"...