สติ

                 fullness = การมีสติ  คำนี้เคยได้ยินบ่อยๆ แต่ก็ไม่เข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งเท่าที่ควร แต่เมื่อได้มาเรียนวิชาการจัดการสุขภาพจาก ผศ.ดร.ปัตพงษ์ แล้ว เริ่มเข้าใจมากขึ้น และมองภาพออกว่า การมีสติในทุกขณะปัจจุบัน ต้องทำอย่างไร ยิ่งได้ดู VDO เรื่องหมู่บ้านพลัมแล้วยิ่งเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า การมีสติไม่จำเป็นว่าต้องทำได้เฉพาะตอนนั่งสมาธิ หรือตอนอยู่นิ่งๆเท่านั้น แต่ขณะที่เราทำงาน กินข้าว ขับรถ พูดคุยกับคนอื่น อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน เราก็สามารถทำอย่างมีสติได้เช่นกัน เช่นการขับรถ ถ้าเราขับรถอย่างขาดสติ อัตราการเกิดอุบัติเหตุก็คงมีมาก เห็นใครขับแซงหน้าก็คงต้องเร่งความเร็วเพื่อจะแซงบ้างเช่นกัน ถ้าทุกคนที่ขับรถขาดสติแบบนี้ทุกคนคงแย่ ไม่มีใครยอมใคร แซงกันไปแซงกันมา อุบัติเหตุเกิดได้ง่ายแน่ๆ แต่ถ้าในทางกลับกัน เราขับรถอย่างมีสติ พอเห็นเขาขับแซงเราก็คิดซะว่าเขาคงมีธุระเร่งด่วน เช่นมีคนที่รัก หรือตัวเค้าเจ็บป่วยต้องรีบพาไปพบหมอ หรือต้องรีบไปเคลียร์งานด่วนที่ต้องส่งวันนี้ ถ้าไม่ทันจะเกิดความเสียหายอย่างมาก คิดได้อย่างนี้ทำให้เราใจเย็นลง และเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น ถ้าเค้ารีบก็ให้เค้าแซงไปก่อน ไม่จำเป็นต้องแซงกลับ หรือต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้น อย่างนี้ถือว่าเรามีสติในการขับรถ  เพราะฉนั้นถ้าเรามีสติในทุกๆเรื่องคิดว่าชีวิตเราก็คงสงบขึ้น ไม่วุ่นวายอย่างมี่เป็นอยู่ คิดให้ช้าลง คิดอย่างมีสติ กินอย่างมีสติ อ่านอย่างมีสติ พูดอย่างมีสติ ทำงานอย่างมีสติ ชีวิตเราคงสงบขึ้นเยอะ เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น

                    สิ่งที่อยากจะทำคือ จะพยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น ชีวิตของเราจะได้สงบขึ้น มีความสุขขึ้น จากที่แต่ก่อนวุ่นวายจัง คิดว่าเพราะเราจริงจังกับชีวิตมากเกินไป พอไม่ได้ดังที่หวังก็เสียใจ โมโห ชีวิตก็ไม่สงบ ต่อไปจะเริ่มปล่อยวางมากขึ้น ไม่คาดหวังอะไรมากเกินไป คนเราต้องมีทั้งสมหวังและผิดหวังคู่กันไป