Compulsory Licensing (CL) การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร

Compulsory Licensing (การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร)

                หลายคนอาจเคยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ CL ยา ที่ประกาศใช้ในประเทศไทยกันมาแล้ว แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า CL ยา คืออะไร ? มีความสำคัญอย่างไร ? ก่อนอื่นคงต้องอธิบายความเป็นมาก่อนว่าการผลิตยานั้นจะต้องมีการจดสิทธิบัตร เพื่อสงวนไว้ไม่ให้ผู้อื่นลอกเลียนแบบ และประเทศไทยได้เข้าร่วมทำสัญญาในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ.1992) ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตยาในประเทศไทยต้องหยุดชะงัก ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยยังมีกำลังการผลิตยาเป็นของตัวเองน้อยมาก ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยต้องมีการซื้อยาที่อยู่ภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทยาต่างประเทศ เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของคนไทยเป็นจำนวนมาก และการประการใช้ CL ยาในประเทศไทยนั้นเป็นการทำตามหนึ่งในข้อตกลงใน TRIPS (Trade Relate Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่สามารถให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้ได้

                CL ย่อมาจาก Compulsory Licensing คือ การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายของไทยที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ส่วนที่ 5 การใช้สิทธิตามสิทธิบัตร มาตรา 45-52 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 และเป็นไปตามปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration on Trips and Public Health) ตามข้อตกลง TRIPS (Trade Relate Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้อำนาจแก่ประเทศสมาชิกผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ติดสิทธิบัตรได้หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน,  เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (มุทิตา  เชื้อชั่ง, 2551)

                ประเทศไทยนั้นมีการประกาศใช้ CL เมื่อปลายปี พ.ศ. 2549 ภายใต้การนำของ นพ.มงคล  ณ สงขลา โดยประกาศใช้เป็นครั้งแรกในยา 3 ชนิด คือ ยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐาน (Efavirenz) ยาต้านไวรัสสูตรสำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยา (Lopinavir + Ritonavir) และยารักษาโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจอุดตัน (Clopidogrel) ซึ่งเป็นยาติดสิทธิบัตรที่มีราคาแพง จากนั้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ได้มีการประกาศใช้สิทธิเพิ่มอีก ประกอบไปด้วย ยารักษาโรคมะเร็ง (Docetaxel) ยารักษาโรคมะเร็งเต้านม (Letrozole) ยารักษาโรคมะเร็งปอด (Erlotinib) และยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Imatinib) จากการกระทำนี้ทำให้ประเทศที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาไม่พอใจประเทศไทย บริษัทแอ๊บบอตฯ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ CL ของไทย และได้ตอบโต้โดยการถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่ 10 ตำรับในประเทศไทย ส่งผลให้ยาที่ถอนทะเบียนนั้นจะไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าการประกาศใช้ CL ของไทยนั้นส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยก็ยังคงมีการใช้ CL ต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทุกคน

                โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการประกาศใช้ CL ของประเทศไทย เพราะจะทำให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงยาที่มีราคาแพงแต่จำเป็นต้องใช้ได้มากขึ้นเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากไม่มีการประกาศใช้ CL ประชาชนต้องซื้อยาในราคาแพง เพราะบริษัทยาให้เหตุผลว่าต้องมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ต้นทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคายาแพงขึ้นตามไปด้วย แต่มีการศึกษาที่พบว่างบที่ใช้ในการวิจัยมีเพียง 11-15 % ของยอดขายเท่านั้น แต่รายจ่ายที่มากที่สุดนั้นถูกใช้เป็นค่าการตลาดและการบริหาร โดยสูงเกือบ 40 % ของยอดขาย แต่อย่างไรก็ตามรายละเอียดที่เป็นค่าใช้จ่ายจริงๆ นั้นก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน(มุทิตา  เชื้อชั่ง, 2551) แต่การจำหน่ายยาที่มีราคาแพงเกินความจำเป็นนั้นถือได้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมทางการตลาดของผู้ประกอบการ และยังเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำเข้าถึงยาอีกด้วย และการตอบโต้ของบริษัทยาที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้ CL ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ คำตอบคือไม่เหมาะสม เพราะในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำชีวิตของผู้บริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ยามาเป็นเครื่องต่อรองทางการค้า ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือ สนับสนุนให้มีการใช้ CL ต่อไป เพื่อที่จะได้ส่งเสริมการเข้าถึงยา (ตามรายการ CL ที่ประกาศใช้) ของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาแต่มีรายได้น้อย และคงต้องเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าในอนาคตนั้นประเทศไทยจะมีการประกาศยกเลิกการใช้ CL หรือไม่ หรือจะมีการประกาศใช้ CL ในยาชนิดอื่นๆ ในประเทศอื่น ๆ อีกหรือไม่