นั้นหมายความว่า คณะกรรมการใหญ่กว่าเจ้าพ่อ เนื่องจากเป็นผู้กำหนดว่าในแต่ละปีจะทำอะไรถวายเจ้าพ่อดี ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าพ่อจะบรรดาลให้เกิดดินฟ้าอากาศให้กับชาวบ้านอุดมสมบูรณ์แค่ไหน? หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง เจ้าพ่อก็คือผู้รับใช้สังคม ถ้าสามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านได้ดีโดยทำอภินิหาริย์ให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มาก ก็จะได้รับผลตอบแทนมาก หากได้น้อย ผลตอบแทนก็น้อยลงไปตามนั้น
การต่อรอง
การร้องขอ การแลกเปลี่ยน และการคิดเอาเองหรือคิดแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ถือว่าเป็นเรื่อง "ธรรมดา" สำหรับคนทั่ว ๆ ไป
แต่ผู้เขียนไม่เข้าใจอยู่ประเด็นหนึ่ง คือสิ่งที่กล่าวมา
คนธรรมดากระทำต่อองค์พระเจ้าตนหลวง
ประเด็นมีอยู่ว่า
วันนี้ก่อนที่ผู้เขียนจะเดินขึ้นรถไปจังหวัดทหารบกพะเยา
งานปฎิญาณตนและพิธีเคารพธงชัยเฉลิมพล (๑๕.๓๐ น.) ได้มีผู้ชายคนหนึ่งน่าตาตื่นมาถามพระที่อยู่ใกล้ ๆ
สรุปได้ความว่า ชายคนดังกล่าวแก บนพระเจ้าตนหลวงเอาไว้ว่า
ถ้าชนะคดีความกันจะบวชให้ แต่เมื่อชนะคดีแล้ว
ปรากฏว่าไม่พร้อมที่จะบวช จึงปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไรดี?
จะขอโทษองค์พระเจ้าตนหลวงอย่างไร? เพื่อต่อรองว่าจะไม่บวช
มีพระอีกรูปหนึ่งบอกว่าให้ไปกราบพระเจ้าตนหลวง แล้วกราบเรียนท่านตรง ๆ ว่า
บวชให้ไม่ได้เนื่องจากไม่พร้อม
ผู้เขียนเห็นชายคนนั้นเดินไปพร้อมกับภรรยาพร้อมกับถือถังสังฆทานไปในพระวิหารเพื่อไปขอขมาพระเจ้าตนหลวงที่บวชให้ไม่ได้...อนิจจา
เล่นของสูงกันเลยหรือนี้?
หลายครั้ง
ที่ผู้เขียนสังเกต ผู้ที่เดินทางมากราบองค์พระเจ้าตนหลวงแล้วอธิษฐานใจ
บางกลุ่มก็มององค์พระเจ้าตนหลวงเป็น "เจ้าพ่อ" เพื่อขอในสิ่งที่ตนปรารถนา
โดยการต่อรองว่าจะให้? (เหมือน สส.สท.สว.ฯลฯ จริงๆ) เช่น บางคนมาขอลูก
บางคนมาขอให้ประสบความสำเร็จ บางคนมาขอให้ชนะการแข่งขัน ฯลฯ
ซึ่งผู้เขียนขอยกกรณีมาเล่า ดังนี้
-บางคนไม่มีลูก มาขอต่อองค์พระเจ้าตนหลวง แล้วบอกต่อ ๆ กันมาว่า
ขอเสร็จไม่ให้พูดจา ทักทายใคร ให้รีบกลับบ้านทันที
โดยมีญาติเดินตามประกบเพื่อไม่ให้พูดและคอยดูทิศทางให้
ชนิดที่ว่าเดินก้มหน้ากลับบ้านกันเลยทีเดียว ฯลฯ
-บางราย
มาบนว่าจะถวายไก่ ๕๐๐ ตัว แต่เมื่อสำเร็จแล้ว ทำไม่ได้
ก็ถวายไก่แค่ตัวเดียว แล้วไข่อีก ๔๙๙ ฟอง โดยคิดว่า
อีกทั้งหมดนี้เป็นไก่เช่นกัน แต่เป็นไก่ที่โตเต็มทีแล้ว
และไก่กำลังอยู่ในช่วงฟักตัว ฯลฯ
-บางราย
มาบนว่าถ้าสอบได้ จะถวายประทัดและพลุไฟแก่ท่าน เมื่อสำเร็จแล้ว
นึกขึ้นได้ ว่าองค์พระเจ้าตนหลวง ท่านชอบสงบ คงไม่ชอบเสียงอึกกะทึก
จึงไม่ได้แก้บน ฯลฯ
-บางราย
บนว่าจะบวช เมื่อสำเร็จแล้ว ไม่สามารถบวชได้
จึงนำพระพุทธรูปและผ้าไตรมาถวายแทน โดยคิดเอาเองว่า
นี้เป็นการบวชพระแล้วนะ ฯลฯ
ยิ่งร้ายไปกว่านั้น
หลายกลุ่มบนแล้วก็รอรับเอาของเซ่นคืน คล้าย ๆ
กับว่าองค์พระเจ้าตนหลวงเป็น "เจ้า" องค์หนึ่ง เท่านั้น
เมื่อถวายแล้วให้เวลาท่านฉันสัก ๓๐ นาที-๑ ชั่วโมง
ก็คิดว่าท่านน่าจะอิ่มแล้ว จึงยกหนี ฯลฯ
-มีอีกหลาย ๆ ตัวอย่าง
ที่ผู้เขียนเข้าไม่ถึงข้อมูล
ทั้งหมดที่กล่าวมา
ทำให้ผู้เขียนมองว่า แท้จริงแล้ว คำว่า "ศรัทธา" นั่น
อยู่ที่ความพอใจของตนเองเป็นหลัก
คนเราเป็นคนตัดสินใจแทนสิ่งศักดิ์เลยทีเดียว
โดยมักยัดเหยียดความคิดของตนเอง
ความพึงพอใจของตนเองให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ๆ
เรื่องของชายคนดังกล่าวที่เข้าไปกราบขอพรจากองค์พระเจ้าตนหลวง
เมื่อสิ่งที่ปรารถนาสำเร็จแล้ว น่าแปลกว่าเมื่อตนเองทำไม่ได้ก็หาที่พึ่ง
หรือหาสมัครพรรคพวกให้ช่วยคิด
หากมองอีกแง่มุมหนึ่งก็คือการล็อบบี้และต่อรองกับองค์พระเจ้าตนหลวงนั้นเอง
จากกรณีนี้
จะเห็นได้ว่าก่อนมาก็ทุกข์ เมื่อทำสำเร็จแล้วก็ทุกข์ ผู้เขียนจึงให้ข้อคิดว่า
แท้ที่จริงองค์พระเจ้าตนหลวงท่านคงไม่ติดใจอะไรหรอก
เพราะท่านมีเมตตาสูง
อย่างน้อยก็เพื่อให้โยมคนดังกล่าวได้คลายความกังวลใจที่มีอยู่
ให้จางลงไปบ้าง