ในรายการพุทธธรรมนำปัญญาซึ่งออกอากาศในวันที่ 9 มกราคม 2555 พระพรหมคุณาภณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เล่าว่า บัว 4 เหล่า ไม่มีในพระไตรปิฏก เพราะความสงสัยในการบอกเล่านั้น จึงได้ไปค้นหา และพบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ

นั่นคือ ในขณะที่ทรงบรรลุโพธิญาณ เมื่อทรงตรวจดูหมู่สัตว์ เหมือนบัวที่อยู่ในน้ำดังนี้

[๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงรับคำทูลอาราธนาของพรหม และเพราะอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ เมื่อทนงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุได้เห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในดวงตาน้อย มีธุลีในดวงตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า ที่มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี.

มีอุปมาเหมือนในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำอยู่เสมอน้ำดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ ไม่แตะน้ำฉันใด.

พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีธุลีในตาน้อย มีธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า ที่มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี บางพวกมักไม่เห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งน่ากลัวก็มี ฉันนั้น

วิ.มหา.(แปล) ๔/๙/๑๔

จะเห็นว่า ไม่ได้ทรงเปรียบชนต่างๆกับบัว ๔ เหล่า แต่อย่างใด แต่ในหลักสูตรที่เราเรียน ไม่ว่าจะในวิชาพระพุทธศาสนาที่เด็กๆเรียนในโรงเรียน หรือในหลักสูตรนักธรรมตรี จะกล่าวถึงบัว ๔ เหล่า ทั้งสิ้น โดยเรียนรู้ว่าทรงเปรียบบัวที่โผล่พ้นน้ำว่าเป็นบุคคลผู้ที่เรียกว่า อุคฆฏิตัญญู เป็นต้น

ซึ่งเรื่องของบุคคล ๔ จำพวกอันมีอุคฆฏิตัญญูเป็นต้นนั้น มีตรัสในที่อื่น ดังในอุคฆฏิตัญญูสูตร ว่า

[๑๓๓] ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก

๔ จำพวกไหนบ้าง คือ

๑.อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน)

๒วิปจิตัญญู (ผู้เข้าใจต่อเมื่อขยายความ)

๓เนยยะ (ผู้ที่พอแนะนำได้)

๔ปทปรมะ(ผู้ที่สอนให้รู้ได้เพียงตัวบทหรือพยัญชนะ)

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก

องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๓๓/๒๐๒

มีอรรถกถาอธิบายว่า อุคฆฏิตัญญู คือ ผู้ที่รู้อริยสัจ ๔ ได้เร็ว เพียงยกหัวข้อขึ้นแสดงเท่านั้น ผู้ที่เป็นวิปจิตัญญู คือ ผู้ที่บรรลุธรรมได้ เมื่อได้รับการอธิบายเนื้อความโดยพิสดาร ผู้ที่เป็นเนยยะ คือผู้ที่มนสิการโดยแยบคาย โดยการแสดง การถาม การเสพ การคบหา การเข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร จึงบรรลุธรรมตามลำดับ และผู้ที่เป็นปทปรมะ คือผู้ที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือ ผล ให้บังเกิดได้

(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๓๓/๓๘๐ , องฺ.จตุกฺก.ฎีกา. ๒/๑๓๓ - ๑๓๔/๔๑๗ - ๔๑๘)

นอกจากนี้ ท่านยังเคยเล่าว่า บางอย่างที่เราเรียนรู้สืบต่อกันมา ก็ไม่ได้เป็นไปตามในพระไตรปิฎก ดังเช่น พระพุทธประวัติในตอนเสด็จออกบวช

เพราะเราเรียนรู้กันมาว่า พระองค์เสด็จหนีในราตรี หากที่พระพุทธองค์ตรัสเล่ากับพระโพธิราชกุมาร กลับเป็นดังนี้

[๓๒๗] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ราชกุมาร ก่อนการตรัสรู้ แม้อาตมภาพยังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า บุคคลจะไม่ประสบความสุขด้วยความสุข แต่บุคคลจะประสบความสุขได้ด้วยความทุกข์เท่านั้น ในกาลต่อมา อาตมภาพยังหนุ่มแน่น แข็งแรง มีเกศาดำสนิท อยู่ในปฐมวัย เมื่อพระราชมารดาและพระราชบิดาไม่ทรงปรารถนาจะให้ผนวช มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงอยู่ จึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิต. เมื่อบวชแล้วก็แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล ขณะที่แสวงหาทางอันประเสริฐคือ ความสงบซึ่งไม่มีทางอื่นยิ่งกว่า ได้เข้าไปอาฬารดาบส กาลามโคตร แล้วได้กล่าวว่า ท่านกาลามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้.

ม.ม.(แปล) ๑๓/๓๒๗/๓๙๕

ในเมื่อหลักสูตรวิชาพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ เด็กไทยก็ได้รับความรู้อย่างนี้สืบกันต่อๆไป

ชาวพุทธไทยควรทำอย่างไรดีคะ กับสิ่งที่เราได้รับการบอกเล่าอันขัดกับหลักฐานสำคัญของพระศาสนาอย่างนี้