มีบันทึกปลายเท้า (foot note) ว่า มีพราหมณ์อีกคนเอาหญ้ามาปูถวายให้เป็นที่นั่ง ...ซึ่งพราหมณ์คนนี้ได้รับความสำคัญน้อยมากในชาดกว่าด้วยการช่วยให้พพจ.บรรลุธรรม

ศาสนาพุทธตั้งอยู่บน “ฟางเส้นเดียว”

 

เราท่านคงเคยได้ยินภาษิตฝรั่งว่า “ฟางเส้นสุดท้ายที่หักหลังอูฐ” (The last straw that broke  the camel’s back)  ...ลองไปค้นเน็ตหาอ่านความกันเอาเด๊อขรับ

 

 

วันนี้ผมจะพลิกประเด็นว่า ฟางเส้นเดียว อาจเป็นพื้นฐานที่มีคุณูปการต่อสูงศาสนาพุทธก็เป็นได้

 

ลองทบทวนวิชาศีลธรรมที่เราเรียนมาสิครับ ว่า พพจ. ตรัสรู้ได้เพราะอะไร ...ก็ร้อยแปดปัจจัย เช่น บำเพ็ญเพียรมานานเป็นปีชาติ  สิบ ร้อย กระทั่งพันชาติ ...แล้วแต่เวอร์ชั่น

 

บ้างก็ว่า เพราะเทวดาเสด็จแปลงกายลงมา เป็นสิ่งต่างๆ เพื่อให้เห็นโทษของการเกิด แก่ เจ็บตาย คราวที่หนีโดดรั้ววังออกไปเสด็จประพาสบ้านเมืองยามหนุ่ม

 

บ้างก็ว่าพระดาบสลัทธิพราหมณ์ต่างๆ ที่ให้การสอนเป็น prerequisite ไม่งั้นคงไม่ผ่านไปสู่ขั้นสูงได้

 

พวกพราหมณ์ขี้ตู่บูชาพระเจ้าแขกก็ว่าเป็นอวตารปางที่ ๙ ของพระกฤษณะไปโน่น

 

โดยที่กระแสหลักของชาวพุทธถือว่า การตรัสรู้นั้นเกิดจากความเพียรของพระองค์เอง

 

ส่วนฝ่ายสนับสนุก็ไม่วายขุดคุ้ยต่อไปว่า ทรงเพียรบำเพ็ญทุกขกิริยาเจียนจะตายอยู่แล้ว จนผอมแห้งเหลือแต่หนังห่อกระดูก เป็นเพราะนางสุชาดาแท้เทียวที่เอาข้าวปลาอาหารมาประเคน และสุดท้าย  อ้าหา...ข้าวมธุปายาส (แปลว่าข้าวต้มนมวัว) ในคืนวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะนั้น

 

สุดท้ายมีบันทึกปลายเท้า (foot note) ว่า มีพราหมณ์อีกคนเอาหญ้ามาปูถวายให้เป็นที่นั่ง ...ซึ่งพราหมณ์คนนี้ได้รับความสำคัญน้อยมากในชาดกว่าด้วยการช่วยให้พพจ.บรรลุธรรมใต้ต้นโพธิแห่งพุทธคยา

 

แต่ถ้าคิดให้ดี ผมว่าเส้นฟางแต่ละเส้นของพราหมณ์ท่านนี้มีอานิสงส์มากยิ่ง เพราะมันทำให้เกิดผลดีทางสรีวิทยา ที่ทำให้พพจ.นั่งสบาย (นุ่ม) ส่งผลให้เกิดสมาธิดี จนตรัสรู้ได้ในที่สุด

 

ถ้าพระอาสน์ไม่นุ่มเสียแล้ว ตามหลักสรีรศาสตร์  ปุ่มกระดูกในจุดต่างๆ จะเกิดการกดทับมาก  ทำให้เลือดเดินไม่สะดวก ทำให้เกิดเหน็บชา  เกิดเวทนาแรง  ก็จะนั่งสมาธิได้ไม่นาน  ก็อาจนำไปสู่การไม่ตรัสรู้ก็เป็นได้นะ

 

ผมเห็นว่าแรงงานของพราหมณ์คนนี้ที่หยิบฟางแต่ละเส้นมาเรียงร้อยให้เป็นอาสน์ของพพจ. นั้น ล้วนมีบุญคุณล้นพ้นต่อศาสนิกชนไม่แพ้ปัจจัยอื่นๆที่เรานิยมชมชื่นตามการนำเสนอของกระแสหลัก

 

ถือเป็นการปิดทอง “ก้นพระ” ที่ยิ่งกว่าปิดหลังพระมากยิ่งนักแล

 

...คนถางทาง (๑๘ มกราคม ๒๕๕๕)