สวัสดีครับ อาทิตย์นี้ผมเป็นคนฟรีเซ็นเองครับ สำหรับ case ที่ผมเลือกมาฟรีเซ็น คือ ผู้ป่วยที่เป็น stroke ครับ ผมขอยกตัวอย่างเลยนะครับ
case ชือ นาง เอ อายุ 76 ปี ป่วยเป็น recurrent stroke (เป็นซ้ำอีกรอบ ซึ่งอาการจะรุนแนงกว่าครั้งที่ 1 ครับ) ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงซีกขวา ตอนเข้ามารับบริการผู้ป่วยบอกว่าอยากกลับไปขายของที่บ้านได้อีกครั้ง ผมจึงนำความสนใจของผู้ป่วยมาเป็นเป้าประสงค์ในการรักษาครับ เราควรทำอย่างไรให้เขาสามารถกลับไปขายของได้อีก เป้าประสงค์แรกของผมก็คือ การให้กำลังใจผู้ป่วยครับ เพราะว่าคนเราทุกคนที่เกิดโรคต่างๆกับตัวเองจะรู้สึกเครียด ท้อแท้ มองว่าตนเองไม่มีประโยชน์ ถ้าเราทำให้ผู้ป่วยลบอคติเหล่านี้ออกไปได้การรักษาทางร่างกายก็จะง่ายขึ้น และผู้ป่วยเองก็มีความสุข ต่อจากนั้นผมมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความสามารถด้านการใช้มือครับ เนื่องจากการขายของต้องอาศัยมือในการหยิบจับสิ่งของ หรือทอนเงินครับ ตอนนี้แขนขวาเขาอ่อนแรงครับ กล้ามเนื้อนี้อ่อนปวกเปียกเลย ผมจึงต้องเริ่มจาก passive stretching ให้ครับ และให้กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมการทำงานของแขนให้ดีขึ้นขึ้นครับ (Motor control) หลังจากนั้นก็ให้กิจกรรมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อครับ และ ก็ป้องกันการหลุดของข้อต้อด้วยครับโดยเฉพาะข้อไหล่ เพราะว่าผู้ป่วยที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง พวกเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆข้อต่อก็จะอ่อนแรงไปด้วย จึงเกิดการเลื่อนหลุดได้ง่ายครับ แต่ผมได้มีโอกาสเจอ case นี้ ประมาณ 1 อาทิตย์ครับ อาการดีขึ้นเล็กน้อย ผู้ป่วยสามารถควบคุมการทำงานของมือได้ดีขึ้น...ส่วนงานวิจัยที่ผมนำมาสนับสนุน case ก็มีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกจะเกี่ยวกับการหาวิธีการรักษาหลายๆแบบ จาก 6 โรงพยาบาลในผู้ป่วย stroke ตัวอย่างวิธีการรักษา 1. musculoskeletal intervention 2.Adaptive and compensatory intervention 3. Education and training intervention และตัวอย่างวิธีการรักษา ADL : Bathing, Dressing, Eating/ IADL : Home management, community integration. สรุปการวิจัยนี้บอกว่านักกิจกรรมบำบัดควรมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน....เรื่องที่สองเป็นเรื่องการเปลี่ยนวิธีการรักษาจาก Biomechanical ไปเป็น ocuupational adaptation(OA) วิจัยนี้จะใช้วิธีการรักษาทาง biomec. ในช่วง 10 สัปดาห์แรก ผลการรักาาพบว่า อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ จากนั้น 10 สัปดาห์หลัง จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการ การรักษามาเป็น OA ซึ่งจะรักษาโดยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่มในการตัดสินใจในการตั้งเป้าหมาย และ ความสนใจของผู้ป่วยเอง ผลการรักษา พบว่าผู้ป่วยดีขึ้น ดดยเฉพาะทางด้านจิตใจ พบว่าเขามีความสุขมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการวิจัยนี้บอกว่าถ้าจะดี ควรใช้ทั้ง 2 วิธีการร่วมกัน เพราะในช่วงแรกๆผู้ป่วยจะยังไม่สามารถทำไรได้ จึงใช้หลักการทาง Biomec. ก่อน เช่น การจัดท่าทาง เพื่อป้องกันแผลกดทับหรือการเกิดการผิดปกติของข้อต่อต่างๆ เป็นต้น................ขอบคุณที่ติดตามครับ ขอให้มีความสุขนะครับ^__^