คำว่าเอตทัคคะนั้น ชาวพุทธย่อมคุ้นเคยกับนี้อยู่แล้ว ว่าหมายถึงสาวกผู้เป็นเลิศในด้านในด้านหนึ่ง
เอตทคฺค มาจากคำว่า เอตํ (นั่น) สนธิกับคำว่า อคฺค (ปลาย,ยอด,เลิศ,สูงสุด,ยอดเยี่ยม) เนื่องจากสองบทนี้ บทหน้าเป็นบทที่มีนิคคหิตลงท้าย ส่วนบทหลัง เป็นบทที่มีสระอยู่หน้า จึงเปลี่ยนนิคคหิตของบทหน้าเป็น ม หรือ ท ในที่นี้เปลี่ยนเป็น ท จึงได้ว่า เอตท + อคฺค = เอตทคฺค
ในเวลาที่พระพุทธองค์ตรัสแต่งตั้งสาวก หรือ สาวิกาท่านใดว่าเลิศในด้านใด ได้ตรัสประโยคที่ทรงเรียกสาวกในลักษณะเดียวกัน ดังเช่น เมื่อทรงแต่งตั้งหญิงรับใช้ค่อมที่ชื่อว่า ขุชชุตราให้เป็นเอตทัคคะในด้านธรรมกถึก ได้ตรัสว่า
อถ นํ สตฺถา "เอตทคคํ ภิกฺขเว มม สาวิกานํ อุปาสิกานํ ธมฺมกถิกานํ ยทิทํ ขุชุชุตราติ เอตทคฺเค ฐเปสิ.
เมื่อแปลยกศัพท์โดยเติมส่วนที่ขาดหายไปตามแบบแผน จะได้ความดังนี้
อถ ครั้งนั้น สตฺถา อ.พระศาสดา ฐเปสิ ทรงตั้งไว้แล้ว นํ(ขุชฺชุตรํ) ซึ่งทางขุชฺชุตรานั้น เอตทคฺเค ในเอตทัคคะ ว่า ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุ ท. ยํ อิทํ (ขนทปญฺจกํ) อ. ขันธปัญจก นี้ ใด (ยํ + อิทํ = ยทิทํ) ขุชฺชตรา คือ อ. นางขุชฺชตรา,
เอตํ (ขนธปญฺจกํ) อ. ขันธปัญจกะ นั่น อคฺคํ เป็นยอด อุปาสิกานํ แห่งอุบาสิกา ท. สาวิกานํ ผู้เป็นสาวิกา มม ของเรา ธมฺมกถิกานํ ผู้เป็นธรรมกถึก โหติ ย่อมเป็น อิติ ดังนี้ ฯ
(พระศรีปริยัติโมลี พระธรรมบท แปลยกศัพท์ ภาค ๒)
ทำไม .......
จึงทรงใช้คำว่า ขันธปัญจกะ กับสาวก ??
เนื่องจาก คำว่า ขันธปัญจกะ แปลว่า รูปนามที่แยกออกเป็นกอง คือ รูป , เวทนา ,สัญญา ,สังขาร และ วิญญาณ หรือ หมวดห้าแห่งขันธ์ ซึ่งกองของรูปนามทั้งห้า ก็คือกายใจมนุษย์นี้นี่เอง ตามความหมายของสัจจะในแง่ปรมัตถ ตามที่ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้คำแปลไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
สัจจะ
1. ความจริง มี ๒ คือ
๑. สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้
๒. ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ2. ความจริง
คือจริงใจ ได้แก่ ซื่อสัตย์
จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ
จริงการ ได้แก่ ทำจริง
(ข้อ ๑ ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม ๔, ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี ๑๐)
ในที่นี้เราสนใจเพียง สมมติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะค่ะ
ซึ่งสมมติสัจจะ หรือ จริงโดยสมมติ (สมมติ แปลว่า การร่วมกัน, การตกลงกัน, การมีมติร่วมกัน หรือยอมรับร่วมกัน) คือ โดยความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ เช่น นาย ก. นาย ข. ช้าง ม้า มด โต๊ะ หนังสือ พ่อ แม่ ลูก เพื่อน เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล่าวตามสภาวะ หรือโดยปรมัตถ์แล้ว ก็เป็นเพียงสังขาร หรือนามรูป หรือขันธ์ ๕ เท่านั้น
ส่วน ปรมัตถสัจจะ หรือ จริงโดยปรมัตถ์ คือ ความจริงโดยความหมายสูงสุด เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตรงข้ามกับ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น สัตว์ บุคคล ฉัน เธอ ม้า รถ นาย ก. นาย ข. เป็นต้น
จากคำตรัสของพระองค์ แสดงว่าทรงตรัสเรียกสาวกหรือสาวิกาด้วยภาษาธรรม ด้วยปรมัตถสัจจะ เนื่องจากในระดับปรมัตถ์ไม่มีตัวตน บุคคล เขา เรา
ที่เป็นไป เป็นเพียงขันธ์ห้าล้วน
จึงสังเกตุได้ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงเลือกใช้ภาษาคน ภาษาธรรม กับบุคคลระดับต่างๆ เพราะผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เห็นความเป็นตนในขันธ์ ๕ หรือ มีอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ แต่อย่างใด ดังคำบรรยายของท่านพุทธทาสนี้
" ขันธ์ มีเป็น ๒ ชนิด คือ ขันธ์ที่ความโง่หรืออวิชชาเข้าไปจับฉวยเอาด้วยอุปาทานว่า ตัวฉัน ว่าของฉัน ขันธ์นี้ที่ถูกยึดด้วยอุปาทาน เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ขันธ์นี้ไม่ว่าง ขันธืนี้มีเจ้าของ มีความโง่เข้าไปยึดถือว่าเป็นเจ้าของ คือจิตโง่เข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือ ของตน มันก็เป็นของหนักแก่จิต มันก็เป็นความทุกข์ เมื่อใดมันเป็นอุปาทานขันธ์ คือ ขันธ์ที่จิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน ของตน เมื่อนั้นมันก็จะเป็นทุกข์
ขันธ์อีกประการหนึ่งยังไม่เกี่ยวข้องกับอุปาทาน ยังไม่มีอุปาทานยึดถือ คือว่าไม่มีอุปาทานยึดถือก็แล้วกัน ก่อนแต่จะเกิดอุปาทาน เช่น เด็กๆยังไม่รู้จักการยึดถือ ขันธ์ของมันก็ยังเป็นขันธ์ที่ไม่ถูกยึดถือ เรียกว่า ขันธ์ ล้วนๆ ขันธ์ล้วนๆที่ไม่มีอุปาทาน"
พุทธทาสภิกขุ การควบคุมกระแสแห่งชีวิต หน้า ๓๙