เกริ่นนำเหมือนน้ำไร้เนื้อ
วันจันทร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๑๗.๕๐ น. ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ภายในห้องพักบ้านเอื้ออาทร (ที่คาดว่า หากลมพายุพัดมาอย่างรุนแรง ตึกสี่ชั้นจะพักลงอย่างง่ายดาย) ขณะที่ต้องการจะบันทึกความคิดบางอย่างลงบนหน้ากระดาษเสมือน พลันหูได้ยินเรื่องราวบางอย่างผ่านทางโทรทัศน์ที่เปิดตั้งไว้เพื่อฟังเรื่องราวทางสังคมผ่านผู้สื่อข่าว
รายการเจาะประเด็นทางช่องเจ็ดสีทีวีไทย ทำให้ผมสะดุดใจ จึงวางกิจกรรมที่จะทำลง พร้อมกับหันเก้าอี้ไปทางโทรทัศน์ ผมรู้สึกตัวเองว่า ทำไมผมสนใจเรื่องแบบนี้นัก เรื่องแบบนี้มีอะไรให้น่าสนใจหรือ แม้จะรู้ตัวแต่ไม่ได้สกัดกั้นตัวจากสิ่งที่ใจเข้าในสนอยู่นั้น ครู่หนึ่งหลังจากโฆษณาผ่านไป ผู้สื่อข่าวกำชับหลายครั้งว่า “ขอให้ผู้ฟัง-ชมโปรดใช้วิจารณญาณในการชมด้วยนะ” แน่นอนว่า หากมีคำเหล่านี้กระพริบบนหน้าจอโทรทัศน์และ/หรือการกำชับของผู้สื่อข่าว เรื่องดังกล่าวคงไม่พ้นไปจาก “ความเชื่อ ศาสนา ไสยศาสตร์ ฯลฯ” สำหรับวันนี้คือเรื่องเกี่ยวกับคำบอกเล่าของเด็กน้อยคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ที่สั่งเสียไว้กับพ่อของตน ก่อนที่จะตายจากไปในวัยอันน้อยนิด เรื่องดังกล่าวคือการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า เช่น กรณี น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว และจะมีบางอย่างเกิดขึ้นมาอีก กรณีการระลึกชาติ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผมมักขัดแย้งในใจเสมอกับชุดของข้อความว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการชม-ฟัง” ทำให้เกิดคำถามว่า “สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากสิ่งดังกล่าวแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณหรือไม่” “อะไรคือสิ่งที่ควรใช้วิจารณญาณอย่างแท้จริง วิจารณญาณควรใช้เฉพาะบางสิ่งหรือกับทุกสิ่ง และ อะไรคือวิจารณญาณ”
เนื้อที่เถือออกบางชิ้นให้ยินลอง
ปัญหาว่า “อะไรคือ วิจารณญาณ”
วิจารณญาณ แยกออกเป็น ๒ ศัพท์คือ ศัพท์ว่า “วิจารณ” หรือ “วิจารณ์” กับ ศัพท์ว่า “ญาณ” ศัพท์แรกคือคำเดียวกันกับคำว่า “พิจารณา” ศัพท์นี้ ยังแยกออกไปอีกได้เป็น พิ หรือ วิ บวกกับ จารณา
หนังสือ ธาตุปฺปทีปิกา โดย หลวงเทพดรุณานุศิษฏ์ (ทวี ธรมธัช ป.๙) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ.๒๕๓๔ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย หน้า ๑๓๔ มีข้อความว่า “วิจาโร น. วิจาร, พิจารณา, ใคร่ครวญ ‘ใจเที่ยว’ [วิ+จร].”
ในข้อความที่คัดลอกมานี้ ศัพท์ว่า “น.” หมายถึง “นาม” (ดูหน้า ๑๒ เล่มเดียวกัน) หนังสือแนะแนวการเรียนการสอนบาลีไวยากรณ์ โดย พระราชรัตนวิสุทธิ์ (บุญชัย ช.มหาวีโร ป.ธ.๙) วัดด่านประชากร ชุมพร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๐ สำนักพิมพ์ระฆังทอง หน้า ๓๙ อธิบายว่า นาม แปลว่า ชื่อหรือน้อมไป คือ น้อมไปในคำพูดของภาษาต่างๆ คือสามารถจะเรียนรู้ เข้าใจกันได้ ตามความประสงค์ (หน้า ๔๐) แบ่งออกเป็น ๓ ประการคือ
ก. นามนาม หมายถึงชื่อของชื่อ หรือชื่อของคน สัตว์ สถานที่ และสิ่งของทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ มี ๒ คือ นามทั่วไป (สาธารณนาม) เช่น มนุษย์ นามไม่ทั่วไป (อสาธารนาม) เช่น ประเทศไทย
ข. คุณนาม (หน้า ๔๑) หมายถึง นามที่แสดงลักษณะของนามนาม
ค. สรรพนาม หมายถึง นามที่เป็นชื่อสำหรับใช้แทนนามนาม ที่ได้เคยออกชื่อมาแล้ว เช่น ท่าน เขา มัน เป็นต้น คำนี้ แปลว่า ชื่อของสิ่งทั้งปวง (หน้า ๔๓)
ทำให้เข้าใจได้ว่า คำว่า “วิจาโร” ที่แปลว่า วิจาร, พิจารณา, ใคร่ครวญ คือชื่อเพื่อแทนบางสิ่ง ปัญหาว่า “วิจาร” มาจากไหน ? หลวงเทพดรุณานุศิษฏ์ ได้วงเล็บไว้แล้วว่า “วิ+จร” โดยหน้า ๑๓๓ – ๑๓๔ พบว่า “จร” (อ่านว่า จะระ”) ตัวนี้ เมื่อประกอบกับอุปสัค (ศัพท์บางศัพท์ที่ใช้ประกอบนำหน้านามทำให้นามนั้นมีความพิเศษขึ้น) มีคำแปลหลายอย่าง ดังนี้
วิ + จร +ติ สำเร็จรูปเป็น วิจรติ, สํ + จร + ติ สำเร็จรูปเป็น สญฺจรติ แปลว่า เที่ยวไป, สัญจรไป อยู่ในกลุ่มกิริยา (กริยา)
อนุ + จร + ติ สำเร็จรูปเป็น อนุจรติ แปลว่า ประพฤติตาม, เดินตาม อยู่ในกลุ่มกิริยา
ปฏิ + จร + ติ สำเร็จรูปเป็น ปฏิจรติ แปลว่า ปกปิด เท่ากับศัพท์ว่า “ปฏิจฺฉาเทติ”
โอ + จร + ก (เข้าใจว่า มาจาก ณฺวุ โดยแปลง ณฺวุ เป็น ก-อะกะ) สำเร็จรูปเป็น โอจรโก เป็นคุณนาม แปลว่า ผู้ประพฤติต่ำ, ประพฤติเลวทราม
อติ + จร + ติ สำเร็จรูปเป็น อติจรติ เป็นกิริยา แปลว่า ล่วง, ละเมิด
และ “จร” ที่แปลว่า ไม่สงสัย, แน่นอน, เที่ยงแท้ อย่าง “จเรติ จรยติ”
ส่วนคำแปลที่ดูจะทั่วไปเสมอกับ “จร” คือแปลว่า ประพฤติ และ เที่ยวไป ปัญหาว่า วิจาร กลายเป็น วิจารณ์ ได้อย่างไร ในหนังสือบาลีไวยากรณ์ เล่มเดียวกัน หน้า ๒๑๕ มีบางศัพท์ (ปัจจัย) เมื่อประกอบกับ ศัพท์อื่น (ธาตุ) แล้ว มีอันต้องเปลี่ยนรูป โดยศัพท์ (ธาตุ) ที่มี “ร” และ “ห” อยู่ตัวสุดท้าย (เป็นที่สุด) ให้เปลี่ยนแปลง “ยุ” เป็น “อณ” เข้าใจว่า วิจารณ (วิจาระณะ) น่าจะประกอบกับ “ยุ” นี้ จากศัพท์ว่า “วิจาร” จึงเปลี่ยนเป็น “วิจารณ” รูปสำเร็จจะเป็นได้ทั้ง นามนามและคุณนาม กรณีที่เป็นนามนาม ให้มีคำแปลว่า “การ....” หรือ “ความ....” ถ้าเป็นคุณนาม ให้แปลว่า “ผู้...โดยปกติ” หรือ “ผู้มี....เป็นปกติ”
ส่วนคำว่า “ญาณ” ในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๘ พ.ศ.๒๕๓๘ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า ๖๑ ให้คำแปลว่า ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้
เข้าใจว่า เป็นความรู้ชนิดที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งผ่านประสบการณ์ตกผลึกแล้วเป็นความรู้ชนิด “รู้แล้ว” “รู้แจ้งชัด” มาจากศัพท์ (ธาตุ) คือ ญา ที่แปลว่า รู้ และ ยุ
เมื่อรวมคำว่า “วิจารณ” กับ “ญาณ” จึงเป็น “วิจารณญาณ” แปลว่า ความรู้อันมีการพิจารณาแล้วเป็นอย่างดี (ปกติ=เป็นอย่างดี), ความรู้อันใคร่ครวญอย่างพิเศษแล้ว
อนึ่ง คำแปลที่หลวงเทพฯ ได้ใส่มาให้เข้าใจคือ “ใจเที่ยว” คำนี้ เข้าใจว่า การที่เราจะได้ความรู้อะไรบางอย่างมานั้น หมายถึง การที่ใจหรือความคิดของเราท่องเที่ยวเสาะแสวงหาก่อนสรุปความรู้นั้นเป็น “ญาณ” อย่างไรก็ตาม เมื่อถือเอาคำแปลตามศัพท์ว่า “วิจารณญาณ” ข้างต้น คงไม่ใช่เฉพาะเพียงความเชื่อและศาสนาเท่านั้นเป็นแน่ เพราะในชีวิตจริง หากเราขาดสิ่งนี้ไปแล้ว มันหมายถึงชีวิตต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน เช่น เมื่อเราจะใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งอันเกิดจากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่ใช้อย่างมีวิจารณญาณ เราจะตกเป็นทาสของสิ่งนี้ทันที แทนที่จะสร้างสิ่งนี้เป็นเครื่องมือกลายเป็นเราต่างหากที่เป็นเครื่องมือของสิ่งนี้ เมื่อเราใช้รถยนต์ในการเดินทางจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง ถ้าเราไม่ใช้วิจารณญาณในการใช้รถยนต์ เราต้องสูญเสียเงินในการซ่อมอีกเป็นจำนวนมาก และสูญเสียอื่นๆที่ตามมา
อย่างไรก็ตาม ในการใช้ประโยคว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการชม-ฟัง” ทำไมจึงไม่มีกับสิ่งอื่นนอกเหนือจากความเชื่อ ศาสนา ศรัทธา และศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ยังไม่ได้ ดูเหมือน เรากำลังแยกระหว่างความเชื่อ ศาสนา กับ สิ่งที่ไม่ใช่ความเชื่อและศาสนา เกี่ยวกับการระลึกชาติได้นั้น มีงานวิจัยของฝรั่งจำนวนหนึ่งพิสูจน์แล้ว ตลอดถึงบันทึกทางศาสนาจำนวนมากรองรับ ทำไมเราจึงต้องใช้วิจารณญาณมากกว่าสิ่งที่ไม่ใช่ความเชื่อและศาสนา หรือว่า การที่มีคนบอกว่าระยะทางจากโลกและดวงจันทร์คือเท่านี้ น่าเชื่อถือมากกว่าการที่มีคนบอกว่าเคยเกิดเป็นผู้นั้นผู้นี้พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่สัมผัสได้บนแผ่นนี้ เช่น ที่เกิดของชีวิตในอดีตชาติ ตลอดถึงชื่อของญาติในอดีตชาติ และอื่นๆ
ข้อเขียนนี้มิได้ชี้ชวนให้เชื่อในความเชื่อ ศาสนาและทุกสิ่งอย่างขาดวิจารณญาณ อย่างไรเสีย เราคงขาด “วิจารณญาณ” ในทุกเรื่องไม่ได้เป็นแน่แท้
ความบกพร่องหากจะมี..วจีหนอ..ขออภัย