วัดคีรีวงศ์นครสวรรค์ ที่นี่ก็เป็นสถานที่น่าแวะมาเที่ยวไม่ใช่เล่นนะ บนเนื้อที่บริเวณสูงสุดแห่งนี้กว้างขวาง เต็มไปด้วยศิลปวัตถุ ที่ใหญ่โต ตระการตา มากมาย ประดับประดาด้วยไม้พุ่ม ไม้กระถาง ให้ความรู้สึกที่ร่มรื่น ภายใต้แสงแดดอันแรงกล้าตามประสาจังหวัดในภาคกลาง อาจจะไม่ค่อยเข้าใจนะคือยังงี้ เวลากลางวันที่นี่นั้นจะร้อนมากๆ แต่หากเป็นช่วงค่ำคืนละก็ เย็นมากจนหนาวเลยละครับ ที่นี่พวกเราได้ปล่อยนกซึ่งปล่อยไปแล้วมันจะบินกลับมาหาเจ้าของอีกหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจนะ ได้เดินไปเรื่อย ๆ สวยงามครับ.. ร้อนครับ เราเดินไปจนถึงจุดสูงสุดที่นี่คงจะเป็นพระสารีริกธาตุนะ ก็ได้นมัสการ และได้ขึ้นไปชมวิว สายลมแรงทีเดียวครับ เมื่อมองลงไป..หวิวครับ สูงน่ะครับ อากาศสดชื่น.. แนะนำมาเที่ยวก็แล้วกัน..

หอชมวิว คือจุดหนึ่งที่หลายท่านอาจเห็นจนเป็นสัญลักษณ์ของนครสวรรค์เลยล่ะ ผมเองเวลาขับรถก็ขับไปเรื่อยๆ ไม่ได้สังเกตอะไรมากมาย หากแต่สายตาแลเห็นวัดสีทองบนภูเขาและหอชมวิว ก็ทราบว่าถึงนครสวรรค์แล้วล่ะ  หอชมวิวนี่ก็น่าสนใจครับ เมื่อผมขึ้นมาผมได้เห็นธรรมชาติ ขุนเขาค่อนข้างชัด ไม่อยากเชื่อว่าที่นี่ก็เต็มไปด้วยภูเขานะ เราสามารถมองทัศนียภาพได้รอบตัวเลย การขึ้นมาชมก็มีค่าธรรมเนียมนิดหน่อยครับ ผู้ใหญ่ 20 ,เด็ก 10 บาท  

อาหาร ก็ไม่ต้องกังวลเพราะมีทุกอย่างเลย ในแบบพื้นถิ่นพวก ข้าวเหนียวส้มตำ ก็เชิญที่ด้านร้านบริเวณวัด หากต้องการอาหารแพ็คสำเร็จรูป ไอศครีมแบบมาตรฐานหน่อยก็ชั้นสองของหอชมวิวครับ

คราวนี้เราไปกันเป็นครั้งที่สอง ช่วงปลายปีหลังน้ำท่วมใหญ่เมืองนครสวรรค์ผ่านพ้นไป

พวกเราตั้งใจว่าจะไปทานอาหารพื้นถิ่นกัน ปรากฏว่าคนขายนั่งขายลูกชิ้น ก็ได้ทักทายปราศรัยกันครับ เค้าบอกว่าเดี๋ยวประมาณใกล้ปีใหม่จะเปิดให้บริการ หนูปิดมาตั้งแต่น้ำท่วม เพราะไม่มีคนมาเที่ยวเลย ..ตกลงผมก็ได้แห้วกลับไปครับ แล้วปีใหม่ก็คงจะได้ไปลิ้มรสเจ้าข้าวผัดไข่ร้อนๆ โรยด้วยพริกขี้หนูหั่น ทานกันร้อนๆ แบบนี้แหละเมนูที่ผมนึกถึงน่ะครับ

การเดินทางขึ้นมาเที่ยวนี่ก็สะดวกครับ รถบัสขึ้นได้ ทางคับแคบและชันแบบได้ความรู้สึกขับรถขึ้นดอยของแม่ฮ่องสอนเลยล่ะกัน