นโยบายสุขภาพ

จากการได้รับฟังการบรรยายของ ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ ในหัวข้อ "นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และ พรบ. สุขภาพแห่งชาติ" เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00-16.00 น. ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 7 อาคารเวชวิชาคาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายดังนี้ค่ะ

                จากการได้ดูวีดีโอ จากภาพยนตร์ของ Food Inc ที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจอาหารที่มีผลต่อโรคอ้วนในอเมริกา และ การต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่กระทบจากการบริโภคอาหารปนเปื้อนจนทำให้เสียชีวิต และยังได้เห็นถึงอิทธิพลทางธุรกิจที่แอบแฝงที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การเกษตรของไทยนั้นได้เปลี่ยนจากการเกษตรแบบปลูกด้วยกระบวนการทางธรรมชาติมาสู่การปลูกเพื่อกินเพื่อขาย  ซึ่งมีการใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืชจำนวนมหาศาล    ส่งผลให้คนไทยเป็นมะเร็งจำนวนมากจนติด  3 อันดับแรก ของสาเหตุการตายมาตลอด และมีแนวโน้มจะเป็นที่หนึ่งตลอดกาล เช่นผลการวิจัยของอาจารย์ ดร.นพ. ปัตพงษ์ ที่ได้วิจัยเกี่ยวกับสารเคมีต่างๆ โดยเฉพาะสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งตนเองคิดว่าทางออกของการลดการใช้สารเคมีในการเกษตรนั้น  มีอยู่เพียง 2 ทาง ทางเลือกแบบตะวันตกคือ ทำให้พืชนั้นมีความทนต่อแมลงโดยตัดต่อพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า จีเอ็มโอ ให้พืชชนิดนั้นผลิตสารพิเศษที่แมลงไม่ชอบไม่ไปรบกวนผักผลไม้ให้เสียหายได้ แต่ผลกระทบในเชิงลบในระยะยาวต่อสุขภาพจากพันธุกรรมในธรรมชาติที่ถูกปรับเปลี่ยนไปนั้น ต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ ซึ่งก็มีความน่าจะเป็นอยู่สูงมาก อีกแนวทางหนึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น  เป็นกระบวนการที่สูงสุดคืนสู่สามัญ  คือกลับไปทำเกษตรธรรมชาติ  ก็จะลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยวิทยาศาสตร์ลงได้ ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินวิถีชีวิต  อีกทั้งยังทำให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้  ลดรายจ่าย  และจะเป็นกระบวนการเอาชนะความยากจนได้อย่างแท้จริง

                ดังนั้นประเทศไทยจึงมีนโยบายสาธารณเพื่อสุขภาพและพรบ.สุขภาพปี 2550 ขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องสุขภาวะของประชาชน

“นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” (Healthy Public Policy – HPP) เป็นแนวคิดในการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อผลักดันให้การตัดสินใจหรือการดำเนินนโยบายหรือโครงการใดๆ ของภาครัฐ เอกชน หรือของชุมชนท้องถิ่น แสดงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี และมุ่งให้ประชาชนสามารถมีทางเลือกที่จะก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีได้ นโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาพ จึงมิใช่การกำหนดนโยบายทางด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความพยายามในการนำแนวคิดเรื่อง “สุขภาพ” เข้าไปไว้ในความตระหนักหรือความคิดคำนึงในการกำหนดนโยบายในด้านต่างๆ ด้วย เช่น นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม นโยบายด้านพลังงาน นโยบายการเกษตร นโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากร นโยบายด้านการศึกษา เป็นต้น เพื่อให้นโยบายเหล่านั้นเป็นประโยชน์ที่สุด (หรืออย่างน้อยก็มีผลเสียน้อยที่สุด) ต่อสุขภาพของประชาชน เอกชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรชุมชน หรือประชาชน สามารถเป็นผู้เสนอ หรือผลักดันให้มี “นโยบายสาธารณะ” ได้นอกจากนี้ยังสามารถทดลองหรือสาธิตที่จะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” ไม่จำเป็นต้องได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล แต่ทุกภาคส่วนในสังคมสามารถเข้ามามีบทบาทได้ในทุกขั้นตอน เราจึงจะได้นโยบายสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ชุมชน และเป็นนโยบายสาธารณะที่ส่งผลในทางบวกต่อสุขภาพของพวกเราทุกคน นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ภายใต้ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มี 4 กลไก คือ
(1) การจัดทำธรรมนูญระบบสุขภาพ เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ
(2) การจัดสมัชชาสุขภาพ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการนโยบายในระดับชุมชนและท้องถิ่น ส่วนการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเป็นการปรับแก้นโยบายในระดับประเทศ
(3) การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) เป็นกระบวนการที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณาผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นหรือเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายการพัฒนาในด้านต่างๆ
(4) การดำเนินงานของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

(http://www.nationalhealth.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=47:hpp&catid=40:-hia&Itemid=106)

                กลไกการทำงานขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยให้สำเร็จ นายแพทย์ประเวศระบุว่าการแก้ปัญหาใหญ่ในสังคมที่ซ้ำซ้อน และโครงสร้างผลประโยชน์ที่ซ้ำซ้อน เป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องใช้กลไกที่เรียกว่า สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา หมายถึงเขยื้อนในสิ่งที่ยาก การใช้สามเหลี่ยม คือ การใช้ 3 องค์ประกอบเข้ามาบรรจบกัน ได้แก่
1.ความรู้ ต้องรู้จริงเรื่องนั้น ต้องค้นคว้าวิจัย ชัดเจน ในเรื่องนั้นๆ
2.คือการเคลื่อนทางสังคม (social mobilization) อันนี้หมายถึงสังคมเข้ามาร่วมเรียนรู้ เข้ามาสนใจ เข้ามาร่วมกัน
3.อำนาจรัฐ หรือการเมือง

ต้องใช้ทั้ง 3 องค์ประกอบมาบรรจบกัน หากมีเพียงมุมใดมุมหนึ่งมุมเดียวก็ไม่สำเร็จ หรือ 2 มุมก็ไม่สำเร็จ นักวิชาการมีความรู้มากขนาดไหน ก็เรียกว่าความรู้ขึ้นหิ้ง ก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ สังคมจะเคลื่อนโดยไม่มีความรู้ เคลื่อนก็ไม่มีพลัง เคลื่อนแล้วเพี้ยน เพราะขาดความรู้ทั้ง 3 การเมืองก็แน่นอน ถ้าปราศจากความรู้และกระบวนการทางสังคมก็ไม่สำเร็จ

โดยสรุป สังคมสุขภาวะจำเป็นที่จะต้องทำให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “ที่มาของนโยบาย” “การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย” ตลอดจนจะต้องมี “มุมมองต่อสุขภาพ” อย่างถูกต้อง โดยที่ “กระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ” จะเป็นตัวช่วยให้เกิดกระบวนการคิด และเกิดการศึกษาอย่างรอบด้านเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการต่างๆที่จะทำขึ้นมา หรือที่เข้ามา เพื่อให้เกิดเป็นนโยบายที่ดีที่สุดและมีผลกระทบในทางลบน้อยที่สุด การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพสามารถทำได้ตั้งแต่ ระดับเล็ก เช่น ชุมชน ไปจนถึงระดับใหญ่ๆ เช่น ประเทศ หลักการของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจะช่วยทำให้ชุมชนมีเกราะป้องกันที่เข้มแข็งจากผลกระทบทางลบจากนโยบายภายนอก ดังนั้นในฐานะประชาชน ควรมีการตรวจสอบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  เพราะกระบวนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ จะช่วยให้ชุมชนมีความรู้เท่าทันในทางเลือกของการพัฒนาในแบบต่างๆโดยรู้จักตั้งคำถามได้ถูกทาง หาคำตอบได้ถูกจุด และรู้ว่าชุมชนจะเลือกพัฒนาแบบใด และหากชุมชนจำนวนมากมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างนโยบายสาธารณะที่เป็นผลดีต่อสุขภาพแล้ว สังคมก็จะมีความเข้มแข็งขึ้น และพึ่งตนเองได้มากขึ้น ซึ่งจะเกิดผลดีกับประเทศชาติต่อไป