ผมรักในหลวง เพราะในหลวงสอนให้ผมรักธรรมะและประชาชน


ผมขอให้ทุกๆคนที่รักพระเจ้าอยู่หัว มิเพียงแต่บอกว่ารัก รู้สึกรัก หรือทำตามดีตามพระเจ้าอยู่หัว แต่ยกระดับไปสู่การเรียนรู้ที่จะคิดและมองโลกอย่างพระองค์

ผมเคารพรักและชื่นชมพระเจ้าอยู่หัวเพราะพระเจ้าอยู่หัวทำสิ่งต่างๆมากมายเพื่อประชาชนด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นโดยไม่ทรงเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านทรงพยายามอย่างถึงที่สุดในช่วงห้าหกปีให้หลังเพื่อให้ประชาธิปไตยของไทยดำเนินไปได้ด้วยตนเองด้วยการเน้นย้ำให้ภาคส่วนต่างๆในบ้านเมืองทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะศาลยุติธรรม ให้ทุกๆคนตัดสินใจทำสิ่งต่างๆด้วยปัญญา ด้วยคุณธรรม ด้วยความพอเพียง 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชังประชาชนของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใดศาสนาใดก็ตาม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนต่างศาสนาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผมจำไม่ได้แม้สักครั้งที่ได้ยินว่าท่านมีพระราชดำรัสหรือพระราชปรารภใดๆที่แสดงถึงการเลือกที่รักมักที่ชังเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงการชี้ให้เห็น ให้เข้าใจหลักการ เข้าใจเหตุผลว่า ถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนี้ ถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนี้ ฉะนั้นเราควรเลือกทำเหตุปัจจัยที่ดีเพื่อให้ได้ผลที่ดี และผลที่ว่านี้ก็มีเพียงเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามโดยแท้จริง 

ในปัจจุบัน สืบเนื่องจากปัญหาการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คนไทยมีความแตกต่างกันไม่ใช่ในเชิงชาติพันธุ์ ศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว แต่แตกต่างกันในเชิงแนวคิดทางการเมืองอีกด้วย ไม่ว่าจะด้วยการปลุกปั้น หรือมีความเชื่อมั่นศรัทธาในอุดมการณ์อื่นนอกเหนือจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บ้างมิใช่แค่แสดงความเห็นแตกต่างทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีการผลิตถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Hate Speech) ใส่ราชวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านเว็บไซต์และสื่อต่างๆอีกด้วย ซึ่งในขณะเดียวกันฝั่งที่ีรักในหลวงเองก็ผลิต Hate speech อีกชุดหนึ่งเพื่อต่อสู้ปกป้องในหลวง พร้อมทั้งโจมตีผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองอื่น โดยคิดว่าจะเป็นการล้มล้างราชวงศ์อีกด้วย 

ผมเป็นคนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนีเพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่โดยหลักการแล้วเปิดโอการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและบริหารประเทศผ่านระบบตัวแทน และยังมีระบบถ่วงดุลย์อำนาจ และตรวจสอบเพื่อให้ระบบดำเนินไปอย่างรัดกุม แม้ว่าในปัจจุบัน 79 ปี หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประชาธิปไตยในประเทศไทยจะยังไม่แข็งแรง มีรัฐประหารบ่อยครั้ง แต่เราก็ค่อยๆเรียนรู้ร่วมกันทั้งสังคมไปสู่จุดที่ควรจะเป็น ซึ่งย่อมผ่านทั้งจุดที่ดีและไม่ดีเป็นธรรมดา  

ผมเห็นว่าพระมหากษัตริย์ควรเป็นประมุขด้วยเนื่องจากปัจจัยเชิงวัฒนธรรมของไทยผูกโยงกับสถาบันกษัตริย์อยู่มาก โดยเฉพาะหลังจากเรามีกระบวนการสร้างความเป็นชาติในแบบต่างๆและมีการปลูกฝังความศรัทธาในสถาบันลงไปด้วย ประกอบกับการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนชาวไทย ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวดที่ทำให้ในแง่จิตใจแล้วพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นแบบอย่างทางศีลธรรม  ฉะนั้นการล้มล้างสถาบันย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทยอย่างมาก 

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ผมเชื่อว่าในวงกษัตริย์ทั่วโลกที่เหลืออยู่ในไม่กี่ประเทศ เป็นวงสังคมที่มีจารีต มีมาตรฐานในเชิงศีลธรรมควบคุมอยู่นอกเหนือจากกฎหมายที่พระมหากษัตริย์เองก็ทรงอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน สิ่งนี้แยกออกจากมาตรฐานทางศีลธรรมในหมู่นักการเมืองที่นับวันก็จะน้อยลงทุกๆวัน ด้วยจารีตในวงกษัตริย์นี่เองที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นอีกสถาบันหนึ่งที่มีความแตกต่างจากสถาบันการเมืองตามกลไกประชาธิปไตยที่มีนักการเมืองเป็นผู้เล่นที่ในหลายโอกาสทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศ สำหรับสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยใเองนหลายโอกาสก็ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยทางการเมืองช่วยให้การเมืองในประเทศไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตการเมืองในประเทศอื่นๆ 

ถึงแม้ผมจะรักในหลวงและมีจุดยืนทางการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ผมก็พยายามเรียนรู้ที่จะยอมรับความเห็นทางการเมืองอื่นๆเช่นกัน แม้ว่าในแว่บแรกมันจะดูเหมือนว่าเป็นภัยต่อกษัตริย์ก็ตาม อย่างเช่น ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่พอได้ฟังจริงๆก็พบว่ามีสาระที่ควรพิจารณาไม่น้อย หรือแม้กระทั่งเหล่าเสื้อแดงที่มีแนวคิดเรื่องระบบสาธารณรัฐ ตราบใดที่พวกเขาแสดงความคิดเห็นตามสิทธิ์ที่มี และผลักดันแนวคิดของพวกเขาผ่านระบบที่มีอยู่ ผมก็ยังคิดว่ามันเป็ฯสิ่งที่ผมควรจะเรียนรู้ที่จะเปิดใจและรับฟัง  

ทำไมเราถึงต้องเรียนรู้ ? ทำไมเรากำจัดคนที่เห็นต่างจากนี้ไปเลยไม่ได้ ? นั่นเป็นเพราะไม่มีใครสามารถไปบังคับให้ใครคิดหรือไม่คิดอะไรได้ การบังคับไม่ให้คนพูดสิ่งที่ไม่ถูกใจเราหรือเห็นไม่ตรงกับเราไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาแต่กลับสร้างปัญหาให้มากขึ้นไปอีก เพราะจะกลายเป็นการกดทับและสุดท้ายก็ระเบิดออกมา สถานการณ์ปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกดทับดังกล่าว พี่ชายคนหนึ่งของผมเชื่อว่า ถ้าเกิดเรามีพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้พูดออกมา มีการรับฟัง ทำความเข้าใจ ถ้าเขาเข้าใจผิดก็แสดงข้อมูลให้เข้าใจถูก ถ้าเขาพูดถูกก็ควรนำความเห็นเขาไปปรับใช้ ปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่อาจจะน้อยลงกว่านี้ 

ถึงกระนั้น ผมเองก็ทราบว่า มีคนอีกหลายๆกลุ่มที่ไม่ได้ต้องการแสดงความเห็นทางการเมือง แต่ใช้ Hate Speech ในการปลุกปั้นมวลชนให้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สิ่งนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งที่เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าก็ตาม 

ผมประมวลเอาจากพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีหนึ่งช่วงที่ พ.ต.ท. ทักษิณยังเป็นนายกฯ และเข้าใจว่า กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวเองก็ไม่ได้ต้องการไปบอกให้คนที่ไม่พอใจพระองค์หยุดพูด ถ้าเกิดคนเหล่านั้นพูดถูกต้อง พระองค์เองก็ยินดีแก้ไข แต่ถ้าไม่หรือกล่าวหากัน คนเหล่านั้นก็มีปัญหาเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงพระทัยที่เปิดกว้าง และความเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง 

เมื่อก่อนเราอาจจะสามารถจัดการกับความแตกต่างเชิงชาติพันธุ์และศาสนาได้ ผมคิดว่าวันนี้เราจะต้องยกระดับการยอมรับความแตกต่างให้สูงขึ้นไปอีก คือ การยอมรับความแตกต่างทางการเมืองซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งเรียนรู้จากพระองค์ในเรื่องความเมตตาและการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เราต้องเรียนรู้ที่จะเมตตาต่อคนที่แม้จะมีความเห็นต่างจากเรา ไม่ได้รักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนที่เรารัก ผมเชื่อมันว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดเลยและรักประชาชนทุกๆคนทุกๆฝ่ายเท่าๆกัน เป็นเหมือนมหาพรหมแห่งสยามประเทศ  

พวกเราเองก็ควรจะเรียนรู้หลักพรหมวิหารสี่เช่นท่าน คือ มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาคือ มีความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนไม่เลือกสี เลือกเผ่าพันธุ์ กรุณาคือ อยากเห็นคนเป็นทุกข์หายจากทุกข์ มุทิตา คือ ถ้าเขาได้ดีเราดีใจด้วย อุเบกขาคือ หากเขาทำผิดและต้องได้รับโทษเราก็ควรจะวางเฉยให้เขาได้รับโทษตามระบบกติกาที่ควรจะเป็นเพื่อให้สังคมดำเนินไปได้และเขาได้เรียนรู้ 

มาถึงจุดนี้ผมอยากเรียกร้องให้ทุกคนที่รักในหลวง รักประชาชนทุกหมู่เหล่าเหมือนที่ท่านรัก ใช้เมตตา กรุณาเป็นฐานในการเข้าใจคนที่มีความเห็นทางการเมืองหรือมีคนที่รักที่ชอบต่างจากเรา ตอบโต้กันด้วยใจที่ปรารถนาดี เสาะหาว่าเขามีความทุกข์อะไรถึงทำให้เขาขัดข้องใจกายอย่างนี้ และช่วยทำให้เขาหายขัดข้องใจขัดข้องกาย หากเขาทำผิด ในกรณี Hate speech หรือ ปลุกปั้นคนให้เกลียดกันทำร้ายกัน ก็ต้องถูกดำเนินตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมเสมอหน้ากัน 

ด้วยพรหมวิหารสี่นี่เองที่จะทำให้เรามองสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเป็นกลาง และทำให้ความโกรธเกลียดไม่มาปิดกั้นหรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ หรือทำให้เราตัดสินคนอื่นไปก่อนที่เราจะรู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น หรือในกรณีผู้ที่ถูกดำเนินคดี (เช่นคดีอากง) เราจะได้ยังเปิดหูเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริงต่างๆจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ในท้ายที่สุดนี้ ผมขอให้ทุกๆคนที่รักพระเจ้าอยู่หัว มิเพียงแต่บอกว่ารัก รู้สึกรัก หรือทำตามดีตามพระเจ้าอยู่หัว แต่ยกระดับไปสู่การเรียนรู้ที่จะคิดและมองโลกอย่างพระองค์ สิ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาคงอยู่จนปัจจุบันมิใช่เพียงความรักและศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่เป็นการเรียนรู้คำสอน และในท้ายที่สุดคือเรียนรู้ที่จะมองโลกตามแนวทางของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกัน การที่เราจะทำให้พระนามของพระองค์เลื่องระบือไปอีกนานแสนนาน และทำให้ประเทศชาติที่พระองค์ทุ่มกำลังพระวรกายให้ดำรงอยู่อย่างสันติสุขและทุกๆคนมีอยู่มีกิน และพัฒนายิ่งๆขึ้นไปได้ ก็อยู่ที่พวกเราทุกคนที่รักและศรัทธาพระองค์ได้ทำและเรียนรู้ที่จะคิดและมองโลกอย่างพระองค์นั่นเอง

คำสำคัญ (Tags): #ในหลวง
หมายเลขบันทึก: 470410เขียนเมื่อ 6 ธันวาคม 2011 04:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 มิถุนายน 2012 13:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

มาส่งความสุขด้วยปฏิทินชุด "รอยยิ้มของพ่อ" ค่ะ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/471969

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี