เมืองไทยใหม่เอี่ยม๓ (แก้น้ำท่วมแบบเชื่อมโยงทั่วประเทศ)
ผมได้นำเสนอแนวคิดต่อปัจเจกและสาธารณะชนในเวทีต่างๆอย่างต่อเนื่องมายาวนานนับสิบปี ในเรื่องแก้น้ำท่วมอย่างถาวรที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ (ไม่แต่เฉพาะกทม. ..เมืองคนรวย เท่านั้น) แต่ความคิดของผมไม่ดังเป็นพลุแตกเหมือนของท่านอื่นๆ
อาจเพราะผมเป็นเพียง “ครูบ้านนอก...ดร.รากหญ้า” ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในวงกว้าง ซึ่งทำให้การนำเสนอไม่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย ..แม้ในวงแคบๆที่พอมีเวทีอยู่บ้าง
ผมได้สังเกตมานานแล้ว เห็นว่าเมืองไทยเรา form สำคัญกว่า substance เสมอ (ดจร. ออกอุงกิดกะเขาซะหน่อย เด๋วจะหาว่าพูดเป็นแต่ไทย ลาว และขอมโบราณ ดังที่ชอบศึกษา)
แนวคิดหลักในการป้องกันน้ำท่วมในอดีตดังกล่าวเหล่านั้นผมคิดเอาเองทั้งสิ้น ไม่ได้ลอกหรือเลียนแบบผู้ใดมา แต่ในวันนี้ได้อ่านฟังซ้ำแนวคิดของ “ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ” หลายท่านในสื่อต่างๆ ก็จำได้ว่ามันคล้ายกับความคิดเก่าของเรา เพียงแต่มันเป็นมุมมองย่อยเฉพาะช่องของท่าน ที่ผมได้เสนอแบบเชื่อมโยงกันไว้หมดแล้ว (บุคคลระดับท่านเหล่านั้นคงไม่ลอกเลียนแนวคิด”ครูบ้านนอก”อย่างผมหรอก มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า)
แนวคิดป้องกันน้ำท่วมที่ผมได้นำเสนอมานานดังกล่าว วนเวียนอยู่สามสี่ห้าหกประเด็น ..เช่น
1) ขุดคลองก้างปลาเชื่อมแม่น้ำลำคลองสายสำคัญทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อการผันน้ำซึ่งกันและกัน (น้ำท่วมลุ่มน้ำใด ก็ผันออกไปสู่ลุ่มน้ำอื่นได้ แถมเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำและการชลประทานไปในตัว)
2) วางแผนให้คลองก้างปลาเหล่านี้ไหลผ่านแอ่งน้ำธรรมชาตินับหมื่นแห่งที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นแอ่งน้ำขัง หรือ แอ่งน้ำแห้งก็เป็นได้ (ส่วนใหญ่เป็นแอ่งน้ำแห้งที่ถูกล้อมด้วยขอบสูง...ซึ่งต้องทำการเจาะระยะสั้นอ้อมเข้าไปหา) จะเท่ากับว่าเรามีอ่างกักเก็บน้ำนับหมื่นแอ่งทั่วประเทศ ที่จะคอยซับน้ำท่วมยามวิกฤต ส่วนยามปกติก็เป็นแอ่งชลประทาน และป้อนอุตสาหกรรมท้องถิ่น
3) ก่อนสร้างถนนสูง ต้องศึกษาเส้นทางน้ำ และความลาดเอียงของภูมิประเทศในภาพรวม ถ้าไม่คิดล่วงหน้า ถนนยิ่งสูงน้ำจะยิ่งท่วมถนน ช่วยให้น้ำท่วมบ้านเมืองมากขึ้น และยังดัดแปลงเชิงทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากหลายด้าน เช่น แล้งกว่าปกติ ดินเค็มกว่าปกติ (ทำให้นักวิชาการถนนและนักเสียดสีอาชีพเย้ยหยันผมหลายคน แต่วันนี้เริ่มพัฒนาสมองมาฟังกันบ้างแล้ว เพราะเห็นตัวอย่างจะๆกันมากครั้ง) แต่การดัดแปลงให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมทำได้..ถ้ารู้จักคิดสักหน่อย
4) ลดพื้นที่ทำไร่นาลงให้เหลือเพียงพอกินในประเทศ (ก็ถูกนักเกษตรด่าเอาอีก) แล้วเอาพื้นที่มาปลูกสวนผลไม้หรือป่าไม้พรรณหลากหลาย โดยเฉพาะตามแหล่งพื้นที่รับและซับน้ำ ทำแบบนี้นอกจากกันน้ำท่วมได้มากแล้วยังลดสภาวะโลกร้อน ได้คาร์บอนเครดิท และมีรายได้มากขึ้นด้วย (ทำนาได้กำไรไร่ละ 2000 บาท (ในอีสาน) แต่ปลูกป่า แล้วตัดขายแบบตัดสาง ทำให้ดีจะได้กำไรไร่ละ 100,000 บาท...ทำให้ดีที่สุดจะได้เป็นล้านบาทก็ยังได้ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ได้นำเสนอไว้ในรายละเอียดมามากหลายและยาวนาน ..แล้วอย่างนี้เราจะไปทำนาแข่งกับเพื่อนบ้านประชิดอยู่ทำไม ..ประกันราคาหรือจำนาดี เถียงกันได้อยู่แค่นั้นแหละ)
ยังมีอีกมากนับร้อยข้อ สงสารท่านผู้อ่าน ขอพอก่อน
เพิ่งได้รับรู้ว่ามีการเสนอให้สร้างอุโมงค์น้ำยาว 100 ม. เพื่อผันน้ำหลากจากด้านนอกกทม. ไปลงทะเล ซึ่งแนวคิดนี้มาจากสภาวิศวกรเสียด้วย
ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันผมเลยต้องขอค้านแนวคิดดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ ผมถามว่า..นักการเมืองไทยเราใช้ภาษีราษฎรจนๆเดินทางไปท่องเที่ยว เอ๊ย ดูงานต่างประเทศกันมามากหลาย..เคยเห็นประเทศรวยๆเขาสร้างอุโมงค์ในพื้นที่รอบนอกๆมหานครบ้างไหม (นอกจากจำเป็นจริงๆ เช่นลอดภูเขา หรือ แม่น้ำ ทะเล ในช่วงสั้นๆ) ..เขาไม่ทำกันหรอกครับ เพราะคิดสารตะรอบด้านแล้วมันไม่คุ้ม แต่ในมหานครอาจคุ้มก็เป็นได้เพราะเงื่อนไขปัจจัยมันต่างกันฟ้ากะเหว
พื้นที่รอบกทม. ไร่ละสามแสน..เทียบกับสีลม 300 ล้าน ..มันต่างกัน 1000 เท่า แต่ราคาการขุดอุโมงค์ที่รอบนอกกะที่สีลมเท่ากัน นอกจากนี้การขุดคลองรอบนอกยังมีผลดีอีกมากหลายตามมา (ดังที่ผมได้เสนอไว้ใน “เมืองไทยใหม่เอี่ยม” ตอนก่อนๆ แล้ว)
ส่วนการเวนคืนที่ดินยาว 100 กม.กว้าง 300 เมตร เพื่อสร้างคลองยกคันคูสูง 10 เมตร (หรือ “บาราย” ตามภาษาขอมโบราณ ) จะใช้เงินเวนคืนที่ดินเพียงประมาณ 6 พันล้านเท่านั้นเอง (เงินจำนวนนี้สร้างอุโมงค์ขนาดเดียวกันได้สักสอง กม. กระมัง)
การเมือง (และมหาวิทยาลัย)คือ ต้นธารแห่งการพัฒนาดังนั้น เมืองไทยใหม่เอี่ยม (หรือนิวไทยแลนด์..ตามสำเนียงเห่อฝรั่งที่ปั้นกันมาตามค่านิยม) ต้องเริ่มที่ การเมืองใหม่ (มหา’ลัยใหม่)
ถ้าการเมืองและการมหา’ลัย ยังเป็นระบบเก่า ที่อิงอำนาจมากกว่าปัญญา ก็คงไม่พ้นวงจรเก่าน้ำเน่าเดิมไปได้หรอก ดังนั้น ”น้ำเน่าทางการเมืองและการศึกษา” ก็คงจะยังท่วมประเทศไทยไปอีกนาน แม้อุทกภัยจากธรรมชาติจะแห้งไปหมดแล้วก็ตาม
"...
1) ขุดคลองก้างปลาเชื่อมแม่น้ำลำคลองสายสำคัญทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อการผันน้ำซึ่งกันและกัน (น้ำท่วมลุ่มน้ำใด ก็ผันออกไปสู่ลุ่มน้ำอื่นได้ แถมเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำและการชลประทานไปในตัว)
2) วางแผนให้คลองก้างปลาเหล่านี้ไหลผ่านแอ่งน้ำธรรมชาตินับหมื่นแห่งที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นแอ่งน้ำขัง หรือ แอ่งน้ำแห้งก็เป็นได้ (ส่วนใหญ่เป็นแอ่งน้ำแห้งที่ถูกล้อมด้วยขอบสูง...ซึ่งต้องทำการเจาะระยะสั้นอ้อมเข้าไปหา) จะเท่ากับว่าเรามีอ่างกักเก็บน้ำนับหมื่นแอ่งทั่วประเทศ ที่จะคอยซับน้ำท่วมยามวิกฤต ส่วนยามปกติก็เป็นแอ่งชลประทาน และป้อนอุตสาหกรรมท้องถิ่น
3) ก่อนสร้างถนนสูง ต้องศึกษาเส้นทางน้ำ และความลาดเอียงของภูมิประเทศในภาพรวม ถ้าไม่คิดล่วงหน้า ถนนยิ่งสูงน้ำจะยิ่งท่วมถนน ช่วยให้น้ำท่วมบ้านเมืองมากขึ้น และยังดัดแปลงเชิงทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากหลายด้าน เช่น แล้งกว่าปกติ ดินเค็มกว่าปกติ (ทำให้นักวิชาการถนนและนักเสียดสีอาชีพเย้ยหยันผมหลายคน แต่วันนี้เริ่มพัฒนาสมองมาฟังกันบ้างแล้ว เพราะเห็นตัวอย่างจะๆกันมากครั้ง) แต่การดัดแปลงให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมทำได้..ถ้ารู้จักคิดสักหน่อย
4) ลดพื้นที่ทำไร่นาลงให้เหลือเพียงพอกินในประเทศ (ก็ถูกนักเกษตรด่าเอาอีก) แล้วเอาพื้นที่มาปลูกสวนผลไม้หรือป่าไม้พรรณหลากหลาย โดยเฉพาะตามแหล่งพื้นที่รับและซับน้ำ ทำแบบนี้นอกจากกันน้ำท่วมได้มากแล้วยังลดสภาวะโลกร้อน ได้คาร์บอนเครดิท และมีรายได้มากขึ้นด้วย (ทำนาได้กำไรไร่ละ 2000 บาท (ในอีสาน) แต่ปลูกป่า แล้วตัดขายแบบตัดสาง ทำให้ดีจะได้กำไรไร่ละ 100,000 บาท...ทำให้ดีที่สุดจะได้เป็นล้านบาทก็ยังได้ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ได้นำเสนอไว้ในรายละเอียดมามากหลายและยาวนาน ..แล้วอย่างนี้เราจะไปทำนาแข่งกับเพื่อนบ้านประชิดอยู่ทำไม ..ประกันราคาหรือจำนาดี เถียงกันได้อยู่แค่นั้นแหละ)
..."
Yes, I agree with all 4 points.
Yes. I think flood highways, flood tunnels, and deeper water ways are BAD solutions. They are costly to build, and costly to people's lives and livelihoods. Ant one of these BAD solutions can impact (even destroy) the environment of a very large area. For example deeper rivers may lower ground water levels, make it more costly to grow food, make some areas more prone to droughts.
We need a means to reduce flood damages, but we do need to save water for agriculture, domestic and industrial uses. Further, we may need to store a lot more fresh water to fight rising sea water.
I heard a vow to do best for the Kingdom. Let us see it happens!
ดีคะ ช่วยกันคิดพิจารณาเหตุผล มักน่ารับฟังกว่าการเสียดสีเย้นหยัน
ดจร.ทีแรก แปลเป็นดอกเตอร์จากรากหญ้า แปลไปมา
คำว่า ดจร.ออกอุงกิด อ๋อเลย.....แล้วก็ขำๆๆๆ
อยากรู้ว่า คำว่า ดจร.เป็นภาษาเขมร เรียกว่าอะไรคะ? อิอิ
ภาษาลาวล่ะ ....?
เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกล เห็นดอกไม้สามดอก ก็ดอมดมเสียจมูกเจ็บแน่ะ อิอิ