ความกลัวนี้เป็นเหตุให้เกิดความกล้าหาญ ดังนั้นจงพิจารณาซึ่งความกลัวที่เกิดขึ้นในชีวิต

 

 

 

 

"เพื่อนทุกข์"

บทที่ ๒ 

รู้..สู้กลัว 

         การข่มขู่คุกคามเป็นเหตุแห่งความกลัว  การจินตนาการถึงซากผีวิญญาณที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นอันชวนให้สั่นผวา ทั้งหมดนี้เป็นแต่เพียงตัวอย่างของเหตุให้บุคคลถึงซึ่งความกลัว  น่าสนใจว่า เราเคยถามตนเองบ้างหรือไม่ว่า  การที่เราอยู่มาได้  เป็นเราและอย่างเราในทุกวันนี้  เรากลัวอะไรมากที่สุด 
          ถ้าไปถามเด็กว่ากลัวอะไร  ก็อาจจะได้ความตามประสาซื่อว่า  กลัวผีบ้าง กลัวตำรวจถือปืนมาจับเข้าตะรางบ้าง  ที่ตอบเช่นนี้ก็เป็นเพราะถูกมารดาบิดาข่มขู่เสมอ  ยามที่พวกเขาประพฤติตนไม่สมกับเป็นบุตรที่ดี  แต่ถ้าเรานำคำถามนี้ไปถามหนุ่ม ถามสาว ที่อยู่ในวัยกำดัดคะนอง  เราก็อาจจะได้คำตอบกลับมาว่า  กลัวไม่มีกินมีใช้  กลัวว่าจะไม่มีงานดี เงินเดือนสูง รถยนต์หรู หรือปริญญาสูงส่งเพื่อให้บิดามารดาได้เกาะขึ้นสวรรค์  ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะพวกเขาได้ถูกสังคมย้ำให้เชื่อว่า        สิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จ คือความสุขแท้จริงของชีวิต  เท่าที่คนคนหนึ่งจะหาให้แก่ตนเองและครอบครัวได้  และสุดท้าย หากเราถามผู้ที่อยู่ในวัยปลายแห่งชีวิตว่ากลัวอะไรที่สุด  คำตอบที่ได้โดยทั่วไป ก็อาจเป็นว่า  กลัวว่าลูกหลานจะทอดทิ้ง  กลัวว่าพวกเขาจะอยู่ต่อไปไม่ได้  กลัวว่าลูกหลานจะไม่สามารถปกป้องทรัพย์สิน เคหาและบรรดาธนาทรัพย์ที่อุตสาหะสร้างมาได้  เป็นต้น  ดังนี้ ความกลัวของคนแต่ละวัย แต่ละช่วงชีวิตจึงมีความแตกต่างกัน 
              เมื่อเราพิจารณาธรรมชาติหรือ “สัจ” ของความกลัว  เราจะเข้าใจว่า ความกลัวคืออำนาจบางอย่างที่ทำให้เราขาดความองอาจกล้าหาญไปเสียเฉยๆ  ที่จริงแล้ว อำนาจดังว่านั้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะ “ความไม่รู้” เป็นเหตุ  ดังเช่น บุรุษอาชาไนยผู้มิเคยเห็นพยัคฆ์ร้าย ก็อาจประหวั่นพรั่นพรึงได้  เพียงแต่ได้ยินเสียงลูกแมวเล็กๆ ขู่คำรามหลังพุ่มไม้ฉะนั้น ดังนี้  เรากลัวผี กลัวเทพเทวา พึ่งฟ้าพึ่งฝนไปเรื่อย เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่  เป็นความจริงที่ว่า  เราเชื่อในสิ่งที่ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยรับรู้ด้วยตนเอง และเป็นจริงเสียด้วยว่า  สิ่งที่เรากลัวนั้น  ได้ผ่านการปรุงแต่งจากผู้อื่นไปเสียมากต่อมาก  จนเราเองก็ลืมไปว่า  เรานี้เองที่แหล่ะเป็นผีตนหนึ่ง  เป็นซากศพที่ตะกายอยู่บนกองซากศพอื่นๆ อีกนับพันนับหมื่น  ตัวเรานี้ละ ที่เป็นสุสานสถานของอีกหลายๆ ชีวิต ที่ได้มาจ่อมจมและคลุกเคล้า  เน่าเฟะอยู่ภายใน 
          ส่วนการที่เรากลัวว่าจะไม่มีกินมีใช้  ก็ด้วยเพราะเราไม่ทราบว่าจะใช้ชีวิตอันสั้นของเรานี้อย่างไร  ให้เพียงพอสมแก่วิสัย  ไม่ทราบว่าจะอารักขาทรัพย์ทั้งภายในภายนอกอย่างไร  และไม่ทราบว่ามิตรประเภทใดที่จะนำสันติสุขมาสู่สำนักของตน  ความไม่รู้หลายประการนี้เองจึงยังให้เกิดความกลัวขึ้น อีกประการหนึ่ง  เรากลัวว่าลูกหลานจะไม่อาจดูแลปกป้องพิทักษ์ทรัพย์สิน ที่อุตส่าห์หาไว้ เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่า แท้จริงแล้ว ลูกหลานทายาทของเรานี้ เขาเป็นคนประเภทใด เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม หรือเป็นผู้ถูกผลักนำด้วยกิเลส  เราจึงไม่อาจมั่นใจ ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่า  เขาจะปฏิบัติในสิ่งที่เราหวังให้ทำกับเราและกับทรัพย์สมบัติของเรา  ที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องโทษว่า ขณะที่เราเลี้ยงเขามานั้น เราไม่เคยได้ใส่ใจในความเป็นเขา เราสนใจแต่จะให้เขาทำอย่างเรา เป็นแบบเรา คิดและเชื่อแบบเรา เราจึงมัวพะวงแต่เรื่องการทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนลืมไปว่า ในที่สุดแล้ว เราซึ่งเป็นผู้ที่สร้างทุกอย่างมากับมือนี้แหล่ะ  ที่ต้องทิ้งจากสิ่งที่เราสร้างมาทั้งหมดไปเป็นคนแรก 
          นี่เพราะความไม่รู้อย่างนี้...จึงทำให้เราเกิดความกลัว   
          อาจมีผู้ค้านว่า ความที่เรารู้ก่อน ก็เป็นเหตุให้เกิดความกลัวเช่นกัน  เช่น สมมติว่าเรารู้ว่าเพื่อนของลูกเป็นอันธพาล  เราก็คงกลัวได้กระมังว่า  ลูกของเราจะต้องประพฤติตนเสื่อมเสียตามเขาไปด้วยแน่ๆ   สำหรับกรณีนี้ ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งก็ตอบได้ว่า  เหตุทั้งหมดก็มาลงเอยที่ความไม่รู้อยู่ดี กล่าวคือ  ผู้เป็นบิดามารดา ไม่รู้ว่าลูกหลานของเรา  เป็นผู้มีความแน่นหนักในความดี หรือมีความ   พร้อมพรักมั่นคงในจริยมากน้อยแค่ไหน  เราจึงไม่อาจไว้วางใจอะไรในตัวบุตรหลานของเราได้เลย เมื่อเขาก้าวออกจากบ้านและไปอยู่ในหมู่คณะของเขา  ดังนั้น  อย่างไรเสีย เพราะไม่รู้เขาและไม่รู้เพื่อนของเขา  ในที่สุดความกลัวก็มาเป็นสมบัติของเราอยู่ดี 
          นี่เอง...ความรู้จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เราขจัดความกลัวออกไปได้ 
          ความรู้ที่ว่านี้  มีระดับให้พิจารณาด้วย กล่าวคือ  นอกจากความรู้ในระดับที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นข้อมูล ข่าวสาร เป็นสูตร เป็นกฎ หลักการและทฤษฎีต่างๆ ที่ท่านผู้รู้ได้สถาปนาไว้มากต่อมากแล้ว  ความรู้อีกระดับหนึ่งก็ทรงคุณูปการมากก็คือ  ความรู้แจ้งในแห่งหนของตนเอง  คือรู้ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร  รู้ว่าอะไรคือจริง อะไรคือลวง  รู้ว่าอะไรคือโลกธรรม รู้ว่าอะไรคือความรู้ และอะไรไม่ใช่ความรู้ และรู้ลึกไปถึงการใช้ความรู้นั้นอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และรู้ที่อยู่สูงสุด อันเป็นยอดแห่งรู้ คือการรู้ว่าอะไรคือทุกข์  ทุกข์นั้นเป็นผลเนื่องจากเหตุใด และทุกข์นั้นจะดับไปได้อย่างไร  เช่นนี้ที่เรียกว่า “รู้แท้” อันขจัดความกลัวได้ทั้งสิ้น อุปมาดั่งเข็มเงินยาวที่สามารถแทงทะลุตลอดในภพ ในชาติ ในกรรมได้ทั้งหมด  ดังนั้น ประโยชน์อย่างเดียวของความกลัว   ก็คือการทำให้เรารู้ว่า " อ๋อ! เรานี้มีความองอาจนะ เรานี้มีความกล้าหาญเป็นกำลังแฝงอยู่ภายในนะ"  เช่นนี้  เราก็สามารถที่จะใช้พลังดังกล่าวนั้นเป็นอุปกรณ์ เพื่อสร้างเป็นอุปนิสัยแห่งตนเอง อันอาจสามารถทำลายเศษสวะแห่งความกลัวทุกประเภทไปได้สิ้น
          ดังที่กล่าวมานี้  คำภาวนาที่มีพลานุภาพสูงสุดสำหรับเอาชนะความกลัว ก็คือ “ความกลัวนั้นไม่มี มีแต่ความไม่รู้ที่สามารถขจัดให้สิ้นไปได้” จากการประพฤติตนให้เป็นผู้ที่ตื่นรู้และรู้ตี่นอยู่เสมอ  ซึ่งผลสำเร็จของคำภาวนาก็คือ เราจะพ้นไปจากความกลัวทั้งหลาย และหาญกล้าที่นำชีวิตตนเองไปสู่ความรู้แท้ ที่หลายคนเพียรพยายามแสวงหามาทั้งชีวิต แต่ก็มิอาจไขว่คว้ามาครองได้ 

_____________________________