เราอยู่ในมหาวิทยาลัย..ต้องทำการประกันคุณภาพ..ในทุกๆด้าน...ขนมเบรก..ยังต้องมีการประเมินครับ..ทำเป็นสเกล เลย เก็บสถิติ ความพึงพอใจทุกปี...ประมวลกันเข้าไป...แต่ ในฐานะที่อยู่มานาน..ผมก็ตั้งข้อสังเกต..ทำไมขนมเบรค ยัง "น่าชัง" (ภาษาสุภาพของคำว่า"ห่วย") อยู่อย่างเดิม...วัตถุดิบเลวร้ายลงเรื่อยๆ....
.....
ถ้าทำแบบสอบถามความพึงพอใจ..ได้ตัวเลขมา..ก็เอามาวิเคราะห์ ถ้าน้อยก็บอกเขา..ให้ทำอร่อยหน่อย..ทำไม่ได้ก็เปลี่ยนเจ้า..ก็เปลี่ยนมาแล้ว..ก็ "น่าชังเช่นเดิม"..
...
คำถาม คือ..การประเมินความพึงพอใจ..มีอะไรผิดไหม..ใช้สถิติด้วยน๊า..ประเมินกันทั้งประชากร..แล้วสิบกว่าปีแล้ว..มันก็ยัง "น่าชัง" และ คงจะ "น่าชัง" ต่อไป..
....
ผมถามคำถามนี้..กับนักวิชาการ ก็ได้แต่ขำๆกัน เชิงปลงหน่อย..
...
มีคำตอบไหม..อาจมี...แต่น แต้น แต๊น..
...
ครับ..สาเหตุหนึ่งที่ขนมเบรก ไม่อร่อย ตามหลักการตลาดสมัยใหม่มีดังนี้ครับ...ปีเตอร์ ค๊อตเลอร์แบ่งการตลาดออกเป็นสามยุคครับ..คือ..
ยุคหนึ่ง (Marketing 1.0) เช่นฟอร์ดครับ ผลิตรถยนต์เชิงอุตสาหกรรม..มีคนบอกให้ฟอร์ด ผลิตสีโน้นสีนี้..ฟอร์ดบอกว่า..เราทำได้ทุกสี..แต่เราจะทำเฉพาะ "สีดำ" เท่านั้น (มีอะไรมะ) ลูกค้าก็ยอม เพราะอะไร..เพราะทั้งโลกมีอยู่เจ้าเดียวครับ..แต่อยู่มาสักพัก..ไม่ใช่แล้ว..คู่แข่งมากขึ้น ก็ก้าวขึ้นสู่ยุคสองคือ..
ยุคสอง (Marketing 2.0) ประมาณว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น..ประมาณว่าถ้าไม่ตามใจฉัน..ฉันไปซื้อจากเจ้าอื่นก็ได้..นี่และครับ..เป็นยุคที่ผู้ประกอบการ ต้องศึกษาความ "พึงพอใจ" ของผู้บริโภคครับ..แจกแบบสอบถาม ทำโฟกัสกรุ๊ป เป็นล่ำเป็นสัน...แต่...ก็เหมือนขนมเบรคครับ..มีอะไรพลาดไปไหม..ทำไมไม่อร่อยขึ้น หลายกิจการทำมามาก แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองดีขึ้น..แถมเจ๊งไปก็มี..
สตีฟ จ๊อป แห่งแอ๊ปเปิ้ล ไม่เสียเวลาทำเรื่องนี้ เลย เพราะตามประสบการณ์ เขาบอกว่า..ถ้าลูกค้าไม่มีประสบการณ์ ยังไม่ได้สินค้านั้นแล้ว..จะไม่มีวันบอกความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้..สตีฟ จึงคิดครับ..ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลิตภัณฑ์จากลางสังหรณ์ จากความที่คลุกคลีในวงการมานาน บวกแรงผลักที่อยากทำอะไรดีๆให้โลกก่อนตาย..สตีฟ เลือกที่จะกลับไปยุคหนึ่งครับ..ไม่เอายุคสอง..ครับ.. และจริงครับ..ไอแพด..หลังออกมา โดยไม่คาดคิดมาก่อน..ฮิตในหมู่ผู้สูงอายุครับ. โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น.ซึ่งสตีฟเองไม่คาดคิดมาก่อน..

ในเมืองไทยก่อนมีการเอาเครื่อง ATM มาใช้..มีการวิจัยครับ..ว่าถ้าเอาเครื่องเบิกเงินสดมาใช้..คุณลูกค้าจะเบิกเงินเมื่อไหร่ก็ได้..ไม่ต้องมาที่ธนาคาร..จะเอาไหม..ส่วนใหญ่มากๆ..บอกเลย "ไม่เอาหรอก..มันไม่เป็นกันเอง" ครับ พอเอามาตั้งจริง..ไปถามคนกลุ่มเดิม...ส่วนใหญ่บอกงี๊ครับ.."ทำไม ไม่เอามาตั้งให้มันเร็วกว่านี้ล่ะ" เอาเข้าไปครับ..นี่ไงครับ..ผู้บริโภค สับสนไหมครับ..บางสายเขาไม่เรียกว่า ลูกค้าคือพระเจ้าอีกต่อไป..เขาเรียกว่า..ลูกค้าคือปีศาจครับ..
ยุคสาม (Marketing 3.0) เนื่องจากไม่รู้จะทำอย่างไร..เพราะไม่รู้ใจผู้บริโภค เดาใจยาก..ด้วยเหตุที่เริ่มรู้สึกกันว่า..ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้ความต้องการจริงๆ ของตนเอง..อย่างงี้ทำไง..มาทำงานร่วมกันเลยดีกว่า..ยุคนี้เลยเรียกว่ายุคสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) เช่นเรื่องหนัง..แต่ก่อนอยากทำหนังต้องไปหาผู้กำกับ ทุนก็สูง..เดี๋ยวนี้ Youtube มีช่องทางให้..คุณใช้กล้องมือถือ ถ่ายหนัง ถ่ายวิดีโอร้องเพลง ขึ้น Youtube เผลอก็ดังระดับโลก..ถ้าเป็นขนมเบรค ทางออกคือ..ต้องคุยกับนักศึกษาครับ..บอกเขาเลยว่า..มีงบ 20 บาทต่อมื้อ..ช่วยกันไปหาอาหารเบรค..ที่อร่อยถูกใจพวกคุณเอง..มะ ไปด้วยกัน..ไปเลือกด้วยกันเลย..ประมาณนั้นครับ..
(ดูหนังสือ Marketing โดย 3.0 Peter Kotler)

บริษัท Lego ขายตัวต่อมาอย่างยาวนาน..ก็ใช้ การสร้างสรรค์ร่วมกันครับ..แต่ก่อนนักออกแบบก็ออกแบบกันไป..ต่อมาฉุกใจคิด..นักออกแบบเป็นผู้ใหญ่ มันจะไปรู้ใจเด็กได้ไง..ว่าแล้วเขาก็เชิญเด็กๆ มาเล่นตัวต่อกับนักออกแบบ เล่นไปนานๆ ก็เริ่มสนิท เริ่มจับจุดได้ว่าเขาต้องการเลโก้หุ่นยนต์..ที่กลายมาเป็นตัวต่อ ที่สามารถทำเป็นหุ่นยนต์ แถมโปรแกรมได้ ..หลักนี้บางทีเรียกว่า..The Outside Innovation..ครับ..
ยุคสามใช้การวิจัยแนวมนุษยวิทยา (Anthropology) ที่เรียกว่า การวิจัยภาคสนามใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Observation) มากกว่าจะใช้สถิติและแบบสอบถามครับ..(แนะนำหนังสือ Why We Buy? ของ Paco Underhill)

..
จริงๆ แล้วไม่ได้บอกว่าคุณต้องมายุค สามทั้งหมด..คุณต้องใคร่ครวญให้ดี..อาจผสมกัน..สตีฟ จ๊อปเองก็ใช้ยุคหนึ่งครับ..แต่ Lego ใช้ยุคสาม..
...
ตอนนี้แนวคิดการตลาดสามยุค..ได้ขยายไปเป็นแนวคิดองค์กร 3.0..ตอนนี้มี HRD 3.0 (หนังสือของดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ) แล้วครับ..ชุมชน AI Thailand เองก็มี Appreciative Inquiry 3.0 ครับ..ที่หลายคนถาม คืออะไร..ผมเองก็ปรับปรุงจาก การตลาด 3.0 เราเป็นชุมชนที่เน้นการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) ครับ..คุณจึงเห็น AI ถูกนำไปใช้ในเรื่องงานพยาบาลเบาหวาน ความเจ็บปวด (ผู้เขียนเป็นอาจารย์สอน AI/OD เห็นเลือดแล้ว "เป็นลม") แม้กระทั่งดนตรี (ฟังเป็นอย่างเดียว...เคยดีดกีต้าร์จีบสาว..แต่ไม่รุ่ง)

..
แต่ในมุมมองของผมเองแล้ว ..เรื่องการสร้างสรรค์ร่วมกัน.แบบการตลาด 3.0 ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ..คุณสามารถเทียบเคียงได้กับการทำ Action Research, Appreciative Inquiry และ R2R แบบเดียวกันเลยครับ
..
คุณล่ะ คิดอย่างไร

ถูกใจครับอาจารย์
ขอบคุณมากครับ ที่แวะมาเยือน
สวัสดีครับคุณลำดวน
น่าคิด น่าต่อยอดครับ...
ผมจะเขียนเรื่องนี้ต่อใน Experiential Marketing ครับ..น่าจะตอบโจทย์นี้ได้เลย.
หนังสือ marketing 3.0 โปรยคำหน้าปกได้น่าอ่านมากคะ
"From product to customer to human spirit.."
เดี่ยวนี้เห็นหนังสือดังๆ ตั้งเวอร์ชั่นคล้ายซอฟท์แวร์
อย่าง strength finder 2.0, giving 2.0 และต่อไปจะเป็น AI 3.0 :-D
สวัสดีครับอาจารย์ปัทมา
อาจเป็นบริหารมากๆ..แต่เนื้อหา ผสมผสาน กุศลจิตมากๆ..เน้นเพื่อสังคม พื่อจิตวิญญาณมนุษย์
ลูกศิษย์ที่วิจัยด้านสังคม สายการแพทย์มาอ่านเรื่องนี้ก็พบสามารถเอาไปอธิบายปรากฏการณ์ดีๆ ในแวดวงของเขาได้เลย
ขอแนะนำเลยครับ
สวัสดีอีกครับ อาจารย์ปัทมา
อะไรที่เป็นการ "สร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation)" มีพื้นฐานจากการเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การเคารพ การดึงการมีส่วนร่วม..แนวนี้มีศัพท์เฉพาะขึ้นมา คือ คำว่า 3.0 ครับ...
ตามมาทักทายครับ