สถานการณ์น้ำท่วมกับการเผชิญกับโรคร้าย เช่น มะเร็ง หรือเอดส์ ก็ไม่ต่างอะไรกันเลย กล่าวคือ ชีวิตคนเปรียบได้กับกรุงแทพฯ (หรือที่ใดๆในโลก) โดยหลักการสากลเมื่อเกิดความโลภที่ไม่สิ้นสุดย่อมก่อเกิดความผิดหวังต่อความโลภนั้นในไม่ช้า เมื่อผิดหวังก็เกิดความโกรธเคืองขึ้น และเมื่อเกิดความโกรธเคืองก็เกิดการสะสมเผาไหม้และแปรสภาพ ซึ่งไม่จบแค่นั้นเพราะการแปรสภาพก็เป็นเชื้อของความโลภ ความผิดหวัง ความโกรธ และการแปรสภาพต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ถือว่าไม่นานเกินตาย คนกรุงเทพฯก็คงจะได้พบกับประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในรอบ ๑๖ ปีในประเทศไทยแน่นอน ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่นับว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของชีวิต ไม่ว่าท่านจะจำได้หรือไม่ก็ตามที มันไม่น่าจะนับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตของเราเลยถูกไหมครับ แม้ว่าทุกอย่างล้วนมี ๒ ด้านแต่ในที่นี้จะขอพูดถึงด้านไม่ดีเสียก่อนแล้วจบด้วยด้านที่ดีให้ท่านช่วยพิจารณาไปด้วยกันอีกที

น้ำท่วมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแบ่งตามระยะเวลา ช่วงการรอคอยน้ำท่วมหรือการรู้เห็นเรื่องน้ำท่วม ช่วงที่ถูกน้ำท่วม  ช่วงที่น้ำลด และช่วงหลังจากน้ำแห้งแล้วก็จะถูกสังเกตุและบันทึกไว้ในความทรงจำของคนไทย ซึ่งแตกต่างกันตามการให้ความสนใจ และการให้ความหมายของแต่ละคน หรือหน่วยงาน เพื่อการพัฒนาในโอกาสต่อไปที่ต้องเผชิญหน้ากันอีกถ้าไม่ตายไปเสียก่อน

หากจะพูดถึงคุณภาพของทุกข์จากสถานการณ์น้ำท่วมก็สามารถแบ่งได้เป็นทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ แบ่งได้แต่ไม่เข้าใจก็คงพูดโก้ๆในทางทฤษฎีเหมือนในตำรา นักวิชาการทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่พยายามอธิบายประสบการณ์ด้วยความรู้ของผู้อื่น ผมเองก็เคยเป็นเช่นกัน จริงแล้วหากมององค์รวมก็จะพบว่าทุกข์ทางสังคม และทุกข์ทางจิตวิญญาณนั้นก็มีคนพูดถึงน้อยอยู่เนื่องจากไม่ค่อยมีผู้อื่นพูดมาก่อนตนเองนั่นเอง ลองอ่านดูนะครับ

        ทุกข์ทางกาย ได้แก่ การขาดปัจจัย ๔ คืออาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ทุกข์ทางจิตใจ ได้แก่ ความเศร้าหมองและโกรธเคืองกับการสูญเสียสิ่งที่รัก หรือความเร่าร้อน กลัวกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ทกุข์ทางสังคม คือ การติดต่อสื่อสาร และการเดินทางที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สะดวกสบายเหมือนเคย และสุดท้ายทุกข์ทางจิตวิญญาณ คือการขาดปัญญา การหมดกำลังใจ การแพ้ต่อกิเลสต่างๆมากขึ้นทั้ง โลภ โกรธ และหลง

        สถานการณ์น้ำท่วมกับการเผชิญกับโรคร้าย เช่น มะเร็ง หรือเอดส์ ก็ไม่ต่างอะไรกันเลย กล่าวคือ ชีวิตคนเปรียบได้กับกรุงแทพฯ (หรือที่ใดๆในโลก) โดยหลักการสากลเมื่อเกิดความโลภที่ไม่สิ้นสุดย่อมก่อเกิดความผิดหวังต่อความโลภนั้นในไม่ช้า เมื่อผิดหวังก็เกิดความโกรธเคืองขึ้น และเมื่อเกิดความโกรธเคืองก็เกิดการสะสมเผาไหม้และแปรสภาพ ซึ่งไม่จบแค่นั้นเพราะการแปรสภาพก็เป็นเชื้อของความโลภ ความผิดหวัง ความโกรธ และการแปรสภาพต่อเนื่องไม่สิ้นสุด สิ่งต่างๆนี้เป็นความทุกข์ ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเปลี่ยนแปลงไม่เสถียรสักที หากพูดถึงชีวิตที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็เริ่มจะกรรมเก่า(กรรมพันธุ์) หรือการสะสมกรรมปัจจุบัน เช่น โลภ กินมากดื่มมากใช้ร่างกายมาก เร่งตนเองหลายๆอย่างในชีวิต ผิดหวังบ่อยๆ โกรธเคืองไม่พอใจ เครียดบ่อยๆ เนื้อเยื่อร่างกายหดเกร็งตัว สารพิษของเสียไม่ขับระบายออก กระจุกเป็นก้อนหรือเกิดการกลายสภาพของเนื้อเยื้อ ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้น โตเร็ว ใช้อาหารร่วมกันกับผู้ป่วย จนอาหารเลี้ยงไม่พอ เกิดเนื้อตายกลายสภาพในใจกลางก้อนนั้นต่อไป ลุกลามหาแหล่งอาหารใหม่ในร่างกายต่อเนื่องไม่สิ้นสุดจนร่างกายทนอยู่ไม่ได้ เสียชีวิตในที่สุด หากจะพูดถึงกรุงเทพฯเมืองหลวงเป็นที่เพาะบ่มความโลภ การแสวงหาความเจริญทางวัตถุและปัญญาของคนไทย ต้องพัฒนาสิ่งต่างๆเพื่อรองรับกับความต้องการของคนที่มาอยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ทรัพยากรถูกส่งเข้าออกตลอดเวลา เกิดปัญหามลพิษต่างๆทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ คนอยู่อาศัยมีความใจร้อนขึ้น ผลิตมากขึ้นแกร่งแย่งแข่งขัน เกิดการแปลงสภาพเมืองหลวงที่คัดคั่งแออัดเมืองหลวง กระจาย ขยายออกสู่จังหวัดโดยรอบ มีการก่อสร้างเมืองและที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ธรรมชาติของทางน้ำถูกตัดขาด มีการกักกั้นน้ำผิดธรรมชาติเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ หรือตัณหาตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นของคน จนถึงจุดหนึ่งเมื่อความโลภของคนไม่มีขีดจำกัด มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เหมื่อสิ่งที่เป็นธรรมชาติความดำเนินไปตามธรรมชาติก็แสดงออกแบบไม่เป็นธรรมชาตินั่นเองเกิดน้ำท่วมนองเน่าเหม็น คั่งค้างเป็นแรมเดือน แพร่กระจายลงมา หลายคนพยายามมองในแง่ดีก็อาจบอกว่าเป็นการล้างใจนานๆล้างสักที คือล้างใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยด้วยน้ำเน่าและต่อจากนี้อาจจะล้างนานๆถี่ ปีละหนจนอยู่กันไม่ได้อีกแล้วคราวนี้ เปรียบเสมือนเหมือนเนื้อมะเร็งส่วนในหลายๆส่วนที่แย่งอาหารกัน เบียดเสียดกันแย่งกันจนเน่าตาย เหลวกลายเป็นน้ำ บ้างก็ต้องกระจายไปหาที่อยู่ที่แสดงความโลภเพิ่มเติมที่อื่น อยู่ที่ไหนก็พาความฉิบหายไปที่เนื้อเยื่อแถวนั้นเพราะความไม่รู้จักพอเพียง มะเร็งก็จะถึงระยะแพร่กระจายแล้วครับทีนี้ แน่นอนงานผมเลย..โรคร้ายแรงระยะประคับประคอง

                หากน้ำท่วมจะเปรียบกับเนื้อมะเร็งที่จะลุกลามมากถึงและนั่นก็คือระยะประคับประคองดังกล่าวข้างต้น โอเคครับ เราทราบดีแล้วว่าประเทศชาติมีเนื้อร้ายในเบื้องต้น อยู่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ นั่นเป็นสิทธิของเราผู้อยู่อาศัยทุกคนควรจะร่วมใจเยียวยาเนื้อร้ายนี้ด้วยสติ ไม่ให้ลุกลามทำลายเนื้อดีในวงกว้าง ซึ่งเชื่อว่าแพทย์(ผู้มีส่วนร่วมทุกคน) จะเป็นแพทย์ฝีมือดี ใช้ยาได้ดี ใช้รังสีได้ดี หรือผ่าตัด หรือต่อท่อระบายของเสียออกได้ดีเป็นเลิศ ซึ่งหลายๆครั้งสถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งไม่อาจจะสรุปได้ว่าหมอไม่เก่งอย่างเดียวคือการวางแผนรักษาผิดเวลา ผิดตำแหน่ง แต่อาจจะเกิดจากกลไกของสังคมย่อยที่ควบคุมไม่ได้ หรือการสะสมของน้ำมีปริมาณมากเกินกว่าเทคโนโลยีจะรับได้ สรุปคือโรคเกินเยียวยา

                ในตอนนี้ วันนี้ก็ ๕ พฤษจิกายน ๒๕๕๔ โรค..เอ่อ..น้ำเน่าเริ่มแพร่กระจายมากแล้ว แพทย์ฝีมือดีพยายามทำโน่นทำนี่ให้เนื้อเยื่อดีๆได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่แพทย์หลายคนก็ไม่สามารถให้ความเชื่อมั่นได้ว่าเนื้อเยื่อดีๆเหล่านั้นจะกลายเมื่อไหร่ขึ้นกับบุญเก่า...ฮา..คนในพื้นที่ที่ยังไม่ท่วมก็เลยต้องปรับตัว เตรียมใจให้พร้อม

                เรามาเจริญสติกัน...สถานการณ์อย่างนี้ หากเนื้อร้ายลุกมาถึงเนื้อดีๆจะทนได้นานเท่าไรจึงจะอยู่รอดปลอดภัย แม้ว่าอย่างน้อยก็เหม็นแน่ๆ เป็นที่รู้กันว่ามีการรับเข้าก็ต้องมีการระบายออกที่ดีสิ่งต่างๆก็จะอยู่ไม่นาน และเป็นไปตามหลักสมดุลธรรมชาติ หลายๆบ้าน ระบายของใช้สำคัญจำเป็นเท่านั้นขึ้นชั้นบนเก็ยกวาดขยะสะสางจนบ้านโล่ง หรือย้ายที่อยู่อาศัยไปให้พ้นๆน้ำ บางบ้านก็ตุน ตุน ตุน แล้วก็ตุนจนของกินของใช้ล้นบ้าน กะว่าเมื่อน้ำลดแล้วจะเปิดร้านโชว์ห่วย ด้านการเผชิญน้ำหลายๆบ้านก็สร้างกำแพงเมืองจีนล้อมรอบเพื่อรับกับน้ำที่จะมาเยือนจากนอกบ้าน บ้างก็อุดท่อ ช่องทางน้ำเข้าจากใต้พื้นบ้าน หลายๆบ้านใช้ทั้งสองแนวทางแล้วก็อย่าลืมแนวทางการสูบน้ำออกด้วย หากแนวทางป้องกันไม่ได้ผลนะครับ สิ่งดังกล่าวคือสติทางกายภาพของที่อยู่อาศัย ลองมาเตรียมสติทางกายภาพของผู้อยู่อาศัยบ้างหากท่านไม่อพยพ การเจริญสติทางกายภาพแบบพุทธคือ การเจริญอธิศีล ได้แก่ สีลสังวร อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา และชาคริยานุโยค กล่าวคือ

สีลสังวร คือการรักษาศีลให้มั่นคง เอาแค่รักษาศีล ๕ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ทุกข์มากกว่าสิ่งที่เป็นถือว่าดีมากแล้วครับในเมืองแห่งกิเลสตัณหานี้

อินทรียสังวร คือการสงบกาย สงบการรับรู้และเก็บสะสม คือการกระทำที่ไม่มากเกินไปทางตาดูรูป ลิ้นรับรส จมูกรับกลิ่น หูรับเสียง กายรับสัมผัส และจิตรับการนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ บางคนที่โลภต้องการข้อมูลมากๆรับสารมากๆจากโทรทัศน์ วิยุ หนังสือพิมพ์ การพูดคุยเฟ้อเจ้อ ทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงเกิด Information overload ทันทีครับ หูแว่ว.. น้ำเปลี่ยนสีเปลี่ยนรสไหมนะ... กลิ่นน้ำเน่ามาแล้ว.. คนเค้าอพยพไปไหนกันนี่... เค้าแห่ตุนของกัน.. เราต้องเอาบ้าง..ข่าวนี้จริงหรือมั่ว...

โภชเนมัตตัญญุตา คือการบริโภคทรัพยากร แต่พอดี หรือแต่น้อย ดังโบราณว่าไว้ว่า “กินน้อย..อยู่นาน” ก็คือกินน้อยก็ขับถ่ายน้อยไม่เปลืองน้ำล้างและกระดาษชำระ ใช้น้อยก็ไม่เกิดขยะท่วมเมือง คิดดูแล้วกันว่ากินมากใช้มาก..ขยะมากน้ำก็เน่ามากขึ้น และหากท่อตันน้ำก็ระบายไม่ออก..โอ้...ท่วมแท้..อยู่นาน..ป่วยทันทีครับ ส่วนเรื่องการตุนน้ำสะอาดไว้ใช้นั้นก็พิจารณาให้ดี ใช้ให้พอก็คือ ใช้ให้คุ้มค่าของน้ำสะอาด ดื่มก็พอดี จะอาบจะล้างก็พอดี ยกตัวอย่างเช่น สืบเนื่องจากอินทรีย์ไม่สังวรก็จะทำกิจกรรมต่างๆเกินพอดี เหงื่อไคลมากมาย ดื่มน้ำมากขึ้นเพราะร้อนกระหายน้ำ ปัสสาวะมาก ใช้น้ำมากในการล้าง และในการชำระร่างกายเป็นลูกโซ่ ซึ่งในภาวะนี้..น้ำสะอาดขาดแคลนนะครับ

ชาคริยานุโยค คือหมั่นเจริญความเพียรในความตื่นตัว การเผากิเลส หรือลดความโลภ ความโกรธ และความหลง(สร้างปัญญา) ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ นำเอาทุกข์ทุกประสบการณ์มาเป็นแบบฝึกหัดของชีวิต เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างทุกข์ที่น้อยที่สุด เบียดเบียนผู้อื่นน้อยที่สุด อยู่ได้นานที่สุดอย่างปลอดภัย สบายใจที่สุด ท้าทายความอดทนที่สุดทั้งกายและใจ ก่อนจะต้องย้ายที่อยู่จริงๆ ก็จะเท่ากับว่าเราได้ฝึกตนเอง ไม่มีการแพ้หรือชนะสิ่งต่างๆภายนอกเพราะเรามีจิตที่เกษมในเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุดแล้วนั่นเอง อาจจะกล่าวว่า Threshold ของความทุกข์ของเรามีสูงมากไม่มีประมาณนั่นเอง

จะขอยกตัวอย่างง่ายๆจากการฝึก เป็นผู้ประสพภัยน้ำท่วมโดยที่น้ำยังไม่ท่วม เพื่อยอมรับและปรับตัวได้ก่อนจะทุกข์จากการขาดน้ำสะอาดของผม คือ การที่ผมพยายามฝึกอาบน้ำตัวสติ แปรงฝัน สระผม ซักกางเกงใน และถุงเท้าด้วยน้ำเพียง ๑๕ แก้วต่อหนึ่งครั้งจนสำเร็จ โดยฝึกมาแล้ว ๑๐ วัน แต่ทำได้สำเร็จมา ๒ วันแล้วครับ ขอเรียนให้ทราบว่าอาจจะใช้ไม่ได้กับผู้หญิงผมยาวนะครับเพราะเพียงแค่สระผมก็คงเกิน ๑๖ แก้วไปแล้ว ผมไม่ขอบันทึกวิดีโอคลิปให้ชมเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่ขออธิบายคร่าวๆเผื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ท่านผู้อ่าน เผื่อนำไปเจริญสติ ส่วนแรงบันดาลใจของผมคือ ในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยจากการออกแจกถุงพระราชทานครับ เนื่องด้วยผมไม่อยากจะไปรับของเหล่านั้น และหากทุกคนทำได้แล้วท่านก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเพื่อเราในเรื่องนี้ มากๆอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

๑.     ตัดผมให้สั้น แต่ดูไม่น่าเกลียดยังพอรับได้ในสังคม

๒.     สวมใส่เครื่องแต่งกายที่ไม่คับไม่ร้อน แต่ยังถูกกฏระเบียบของโรงพยาบาล พร้อมไปทำงานได้ตามปกติ

๓.     เดินดูแลผู้ป่วยไม่เร็วเกินไป โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนเพื่อลดการเสียเหงื่อและความต้องการดื่มน้ำ

๔.     ทำจิตใจให้สงบ คิดอยู่แต่งานที่อยู่เฉพาะหน้า ไม่คิดเรื่องน้ำท่วมหากไม่จำเป็น (ท้าทายมากเพราะรอบข้างเต็มไปด้วยข้อมูล)

๕.     เลือกเวลาอาบน้ำที่มีแสงสว่างเพียงพอเพื่อจะได้สำรวจร่างกายได้ชัดเจนที่สุด (พิจารณาดูร่างกายที่มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบขอบเขตด้านบนคือหนังศีรษะลงจนถึงเท้าโดยมีกางเกงในและมีถุงเท้าหุ้มอยู่ ไม่ได้ถอดออก)

๖.     เตรียมตักน้ำสะอาด ๑๖ แก้วที่มีหูจับใส่ในกะละมังสะอาด และสถานที่เดียวกันนั้นมีอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่พร้อม ได้แก่ แปรงสีฟันที่มียาสีฟันติดอยู่ เจลล้างหน้า แชมพูสระผมไม่ผสมครีมนวด(เพราะใช้ไขมันที่ติดบนหนังศีรษะเป็นครีมนวดผมแทนได้) ผงซักฟอก(ใส่กระปุกเล็กๆที่เปิดฝาพร้อมเทวางไว้บนที่แห้ง)

๗.     น้ำแก้วที่ ๑ ค่อยๆราดหยอดลงบนหนังศีรษะให้ทั่วสังเกตว่าน้ำอาบครึ่งแก้วทั่วแล้ว เริ่มหยดลงที่บ่า ท้ายทอย ต้นแขนเท้า อีกครึ่งแก้วค่อยๆหยอดน้ำลงตามเดิมคอยบิดร่างกายส่วนล่างสอดรับให้น้ำชะโลมใหลกินเนื้อที่ให้มากที่สุดไม่ให้ไปเอ่อ..ท่วมเปียกที่ใดที่หนึ่งเป็นพิเศษ อาจใช้มือข้างที่ไม่ได้จับแก้วช่วยปาดน้ำไปโดยเฉพาะบริเวณตัวท่อนบน เพราะน้ำย่อมไหลลงสู่ตัวท่อนล่างเองตามธรรมชาติ โดยอาจถูกซับไว้ส่วนใหญ่ด้วย “เขื่อนกางเกงใน” ในตอนที่น้ำแก้วที่ ๑ นี้กำลังจะหมด ให้วางแก้วแล้วชโลมแชมพูใสๆนั้นให้ทั่วผม ใช้นิ้วเขี่ยกระจายนวดลงบนหนังศีรษะเบาๆ เนื่องจากผมสั้นจึงไม่เป็นปัญหานัก หยอดน้ำที่เหลือตามจนหมด สระผมให้ทั่ว ปล่อยให้แชมพูผสมกับครีมนวดผมธรรมชาติเอง

๘.     น้ำแก้วที่ ๒ ค่อยๆหยอดชโลมที่หนังศีรษะทีละนิดไปเรื่อย มืออีกข้างถือสบู่คอยน้ำที่จะไหลผ่าน “ป่าผม” เพื่อการถูตัวท่อนบนที่ลื่นขึ้นง่ายขึ้น เมื่อน้ำลดไปครึ่งแก้ว วางแก้วแล้วสระผมต่อด้วยมือข้างนั้นให้ทั่วถึง ขนะนี้กางเกงในเริ่มเปียกมากขึ้น ถุงเท้าเริ่มได้รับน้ำจากด้านบน จับแก้วน้ำแล้วคุกเข่าลงเพื่อเพิ่มเนื้อที่สัมผัสน้ำที่ไหลลงมาแล้วสะดวกต่อการเริ่มถูทำความสะอาดตัวท่อนล่าง จากนั้นยืนขึ้นเมื่อพบว่าน้ำบนตัวเริ่มแห้งแล้ว

๙.     น้ำแก้วที่ ๓ เริ่มเทเอื่อยๆบนหนังศีรษะเพื่อเริ่มชำระแชมพูออก ๑ ใน ๔ แก้ว วางแก้วแล้วชโลมแชมพูอีก ๑ใน ๓ ของครั้งแรกเพื่อทำการสระผม จะสังเกตุว่าลื่นขึ้นง่ายขึ้นมากกว่าตอนเริ่มสระ มืออีกข้างหนึ่งวางสบู่ไว้แล้วถูตัวโดยทั่วถึงทั้งบนและล่าง เทน้ำที่เหลือลงช้าๆเพื่อล้างผมให้สะอาดขึ้น โดยการโยกศีรษะไปมา  

๑๐. น้ำแก้วที่ ๔-๕ ทำเหมือนแก้วที่ ๓ โดยอาจจะมีการให้สบู่ และวางแก้วแล้วใช้มือสองข้างช่วยกันถูตัว สลับไปมาก (ระวังไม่ให้ฟองสบู่ที่ติดบริเวณหูแก้วหล่นลงในกะละมังน้ำสะอาด อาจจะนำหูแก้วขึ้นเช็ดฟองออกที่เส้นผมบริเวณท้ายทอยเป็นระยะ)

๑๑. น้ำแก้วที่ ๖ ครึ่งแก้วแรกยังคงไหลผ่านตัวลงไป ต่างที่ขณะนี้ถุงเท้าถอดออกแล้วอยู่ระหว่างเท้าทั้งสองข้าง กางเกงในอยู่ในมือพร้อมผงซักฟอกซักมือปริมาณพอดี รอรับน้ำที่ไหลลงมาเพื่อเตรียมความชุ่มพอที่จะขยี้ด้วยสองมือหลังจากวางแก้ว ขยี้พอประมาณจนเกิดฟอง ในส่วนที่ต้องการให้สะอาดเป็นพิเศษแล้วก็บิดฟองออก วางลงกับพื้น ค่อยๆเทน้ำครึ่งแก้วที่เหลือ ล้างฟองผงซักฟอกออกจากมือทั้งสองข้างลงไปที่ถุงเท้าทั้งคู่ ปล่อยไว้

๑๒. น้ำแก้วที่ ๗-๘ ชโลมลงที่หนังศีรษะให้ทั่วชะล้างฟองและความร้อนทั้งร่างด้วยอัตราที่เร็วขึ้นปริมาณครึ่งแก้ว ในขณะที่ถือกางเกงในด้วยมือที่จีบในมือหนึ่งตลอดเวลา บีบไล่น้ำและฟองด้วยมือเดียวลงไปที่ถุงเท้าก่อนจะเทน้ำสะอาดอีกครึ่งแก้วชโลมร่างกายลงลงมาอีกจนหมด

๑๓.  น้ำแก้วที่ ๙ ทำเช่นเดียวกับแก้วที่ผ่านมาครึ่งแก้ว แล้วบิดกางเกงในให้หมาดๆ เทน้ำสะอาดที่เหลือล้างมือทั้งสองข้างขณะที่นิ้วเกี่ยวกางเกงในไว้อยู่ด้วย บิดแห้งหมาดอีกครั้ง

๑๔. น้ำแก้วที่ ๑๐ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำครึ่งแก้ว เปิดเจลล้างหน้าและล้างหน้าจนทั่ว ล้างหน้าโดยเทน้ำครึ่งแก้วที่เหลือจากหน้าผากให้ไหลลงด้านหน้าจนหมด

๑๕. น้ำแก้วที่ ๑๑ ครึ่งแก้ว เงยหน้าเล็กน้อย ชโลมน้ำจากหน้าผากลงด้านหน้าและจากไรผมด้านหน้าไปด้านศีรษะเพื่อชะล้างเจลล้างหน้า ฟองแชมพูและสบู่ที่อาจจะค้างอยู่ลงมาทั้งตัว ลงไปที่ถุงเท้าที่มีผงซักฟอกเหยาะพรมอยู่ทั้งสองข้างอย่างทั่วถึง คุกเข่าลงขยี้ถุงเท้าทีละข้างให้เกิดฟองทั่วถึง ล้างฟองผงซักฟอกออกด้วยน้ำสะอาดที่เหลือ โดยพยายามค่อยๆเทน้ำออกจากปากแก้วผ่านทางหูจับของแก้วเพื่อล้างทั้งมือและหูจับแก้วด้วย เหยียบไล่น้ำในถุงเท้าออกหมาดๆ

๑๖. น้ำแก้วที่ ๑๒ เทน้ำชโลมจากศีรษะจรดเท้าโดยทั่ว เหยียบไล่ฟองผงซักฟอกที่ถุงเท้าบ่อยๆ

๑๗. น้ำแก้วที่ ๑๓ อมน้ำไว้ในปากหนึ่งคำ แล้วใช้น้ำที่เหลือเหมือนแก้วที่ ๑๒ บ้วนน้ำออกจากปากเบาๆ ที่ท่อระบายน้ำ แล้วแปรงฟันให้สะอาด

๑๘. น้ำแก้วที่ ๑๔ บ้วนปากและล้างแปรงสีฟันให้สะอาด

๑๙. น้ำแก้วที่ ๑๕ ราดน้ำจากศีรษะจรดเท้าอย่างเร็วก่อนลงไปถึงถุงเท้าอีกรอบ จากนั้นปิดถุงเท้าให้แห้งหมาด

๒๐. น้ำแก้วที่ ๑๖ ครึ่งแก้วล้างมือ อีกครึ่งแก้วค่อยๆราดจากศีรษะจรดเท้าช้าๆ รับรู้ความรู้สึกสงบและสะอาดทั่วร่างอีกครั้ง ก่อนนำกางเกงในและถุงเท้าไปตาก

ในช่วงที่ไฟฟ้าไม่มีให้เราใช้ น้ำสะอาดก็ขาดแคลน เราก็เจริญสติมีความสุขสงบกับสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้ได้ อย่าเพิ่งท้อแท้ท้อถอย ชีวิตยังมีสิ่งน่าท้าทายให้ท่านคอยสังเกตุและเรียนรู้อยู่เสมอครับ ขณะนี้ผมเตรียมน้ำครึ่งลูกบาศก์เมตรเพื่อจิตสงบกายสะอาดได้ง่ายๆในเวลาอย่างน้อย ๒๐ วัน ถึง ๑ เดือน ตามที่สื่อต่างๆบอกให้เตรียมพร้อมกับช่วงที่อาจจะวิกฤตที่สุดครับ อ้อ..รูปแบบที่เสนอข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหรือแนวทางซึ่งก็ อนิจจังเช่นกัน ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ