ใบประกาศเกียรติคุณแผ่นบาง ๆ เทียบไม่ได้กับอาหารที่เขาขอทานมาได้สักมื้อ เกียรติยศเทียบอะไรไม่ได้กับการหาที่ซุกหัวนอน ที่พอใช้กันแดดบังฝนให้คนทั้งครอบครัว ใบประกาศเกียรติคุณแผ่นบาง ๆ เทียบไม่ได้กับอาหารที่เขาขอทานมาได้สักมื้อ ใ
ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต (ตอน ความรู้ข้างถนน)
ผู้เขียน LAI DONG JIN
แปลโดย วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์
อัตชีวประวัติของอดีตขอทานที่ทุกคนเย้ยหยัน มีพ่อตาบอด แม่กับน้องชายคน
โตปัญญาอ่อน ทั้งหมด 14 ชีวิตที่เขาต้องเลี้ยงดู เขาต่อสู้กับชีวิตจนได้เป็น "บุคคลดีเด่นของไต้หวัน" เพราะใจที่...ไม่ยอมแพ้...เพียวคำเดียว
ชีวิตที่ยากเข็ญและด้อยโอกาสของเด็ก ๆ เหล่านี้ นอกจากจะสร้างความสะเทือนใจแก่คนที่ได้พบเห็น ยังสร้างแรงจูงใจให้คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องทำ เพื่อพวกเขาขึ้นมา เช่นการจัดหาและฝึกอบรมคนจำนวนหนึ่งให้ออกไปเป็น "ครูข้างถนน" ดูแลและช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนให้พ้นออกมาจากถนนไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
นี่เป็นชีวประวัติจากปลายปากกาของ LAI DONG JIN ซึ่งออกมาจากหัวใจ
ครอบครัวของเราไม่มีใครอ่านหนังสือออกเลยสักคน แล้วก็พูดภาษากลางไม่ได้ด้วย จึงทำให้การได้เข้าโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือของผมนั้น นอกจากจะรู้สึกยินดีแล้ว ยังรู้สึกขอบคุณด้วย ความรู้สึกขอบคุณเปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจผม ผมอยากขอบคุณมากครับพ่อ ผมรู้ว่าครอบครัวของเรายากจนมาก การที่ให้ผมได้เรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพื่อให้ทุกคนมีอะไรตกถึงท้องทั้งสามมื้อ หลังเข้าโรงเรียนแล้ว ผมจึงต้องเรียนด้วยออกขอทานไปด้วย ตอนเย็นหลังเลิกเรียนผมจะต้องไปขอทานกับพ่อถึงตีสองทุกวัน แล้วค่อยลากสังขารอันอ่อนล้าจวนสิ้นแรงกลับบ้าน พอมาถึงบ้านก็ต้องช่วยทำอาหารให้พ่อกินรองท้อง กว่างานทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็ย่างเข้าตีสาม จากนั้นผมจึงได้ล้มตัวนอนอย่างสบายใจเสียที แล้วค่อยตื่นขึ้นมาอีกทีตอนตีห้ากว่า อ่านหนังสือ อาบน้ำ หุงข้าว แล้วค่อยไปโรงเรียน หกปีของผมเร็วเหมือนหนึ่งวัน เพราะการไปโรงเรียนกินเวลาของผมเกือบทั้งวัน สถานีรถไฟไถจง ตลาดโต้รุ่ง สะพานลอย ที่ใดก็ตามที่มีผู้คนจอแจ ที่นั่นจะมีสองพ่อลูกนั่งขอทานอยู่ บางครั้งพ่อนั่งสีซอ ส่วนผมจะนั่งทำการบ้านอยู่ข้าง ๆ พ่อ โดยอาศัยแสงริบหรี่จากเสาไฟข้างถนน พอได้ยินเสียงเศษเหริยญหนึ่งเหมา สองเหมา ในขันดัง "แกร๊ง" แล้ว ผมก็จะต้องรีบวางดินสอ เงยหน้ามาพูดพร้อมกับพ่อทันทีว่า "ขอบคุณครับ ขอให้ท่านร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา จากนั้นจึงค่อยก้มหน้าก้มตาทำการบ้านต่อ แม้พื้นถนนจะขรุขระ แสงไฟสลัว แต่ผมก็ยังเป็นนักเรียนที่ลายมือสวยที่สุดในห้อง เพราะผมรู้ตัวดีว่าไม่มีเวลาเหลือเฟือที่จะอ่านหนังสือได้ ดังนั้นพอทำการบ้านเสร็จ ผมก็รีบหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อทันที ไม่ว่าเสียงบนถนนจะดังแค่ไหน อึกทึกเพียงไรก็ตาม ลำบากมากเท่าไร ผมก็ยิ่งตระหนักถึงคุณค่าและยิ่งทะนุถนอมเวลาของผมมากขึ้นเท่านั้น ผมจึงต้องพยายามใช้เวลาที่ผ่านไปทุกนาทีให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่การทำการบ้านตามข้างถนนจะตั้งอกตั้งใจมากไปก็ไม่ได้ เพราะปกติพ่อจะกล่าวคำขอบคุณโดยอาศัยฟังเสียงของเหรียญที่ตกลงในขันเท่านั้น แต่บางครั้งก็คนที่ให้เงินเป็นธนบัตร ผมจึงมีหน้าที่คอยสกิดเตือนให้พ่อรู้ พร้อมทั้งบอกจำนวนเงินที่เขาให้มาด้วย จากนั้นก็จะต้องไปเก็บหินก้อนเล็ก ๆ วางทับไว้กันลมพัดปลิวหาย มีหลายครั้งที่ลมพัดเงินปลิวไป ผมต้องวิ่งด้วยความเร็วแบบคูณร้อยเพื่อไปเก็บกลับมาให้ได้ นอกจากนี้ตำรวจอาจจะปรากฎตัวเมื่อไหร่ก็ได้ แรก ๆ ก็ยังอ่อนหัดนัก พวกหาบเร่ที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างเก็บแผงทยอยหนีกันไปจนหมดแล้ว เหลือแต่เราสองพ่อลูกที่ยังนั่งคุกเข่าเซ่ออยู่ ผลคือถูกจับไปฝากขัง ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมหูไวตาไว
ระยะเวลาหกปีที่เรียนอยู่ชั้นประถม เขาได้รับประกาศเกียรติคุณทั้งหมดมากกว่า 80 ใบ ทุกรายการเขาได้ที่ 1 รางวัลเป็นเพียงพลังอย่างเดียวที่ผลักดันให้เด็กที่มี "ชีวิตสวะ" คนหนึ่งมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตอย่างกล้าหาญต่อไป
เรื่องราวเหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงภาระหน้าที่อันหนักหน่วงที่เค้าไม่เคยย่อท้อ ทั้งยังทำหน้าที่ลูก นักเรียนทีดี ได้อย่างประสบผลสำเร็จอย่างน่าทึ่ง น้อยคนนักที่จะทำได้อย่างเค้า
เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงชีวประวัติโดยย่อบางตอนเท่านั้น
อ.อรนิตย์ กิตติโสภา
คอมพิวเตอร์ธุรกิจและงานอาชีพ