สืบเนื่องจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคุณ คนไกล

ทำให้ผมต้องหยิบเอาสิ่งต่าง ๆ ที่เคยคิดและเขียนไว้เป็นเวลานานขึ้นมาเขียนในวันนี้ครับสำหรับ Guidding Organization

เมื่อก่อนการศึกษาบ้านเราเมื่อเจอปัญหาวิกฤตหนัก ๆ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีนโยบาย "ปฏิรูปการศึกษา" ขึ้นมาและนโยบายหนึ่งที่สำคัญก็คือ "Learning Organization" องค์กรแห่งการเรียนรู้ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็สุดแล้วแต่จะตีความกันครับ แต่หลัก ๆ ก็คือเน้นและสร้างให้เด็กนักเรียน นักศึกษาและสังคมเราให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้

ตามหลักการแล้วดีไหมครับ

ดีมากครับ เป็นสิ่งที่ดี

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ทฤษฎีไหนมาเมืองไทย ตายหมดครับ

ดังเช่นที่มีคนเคยกล่าวติดตลกไว้ว่า

"ทฤษฎีส่วนใหญ่เกิดที่อเมริกา มาเจริญเติบโตที่ญี่ปุ่น แล้วมาตายเมืองไทย"

เป็น Theory Life Cycle ที่น่าพิศวงมาก ๆ ครับ ว่าทำไมสิ่งต่าง ๆ ถึงมาตายที่เมืองไทย แม้แต่เรื่องที่ง่าย ๆ และมีประโยชน์มากที่สุดอันหนึ่งอย่าง "5 ส" ก็มาเจอพี่ไทยเล่นซะเละไปหมดเลยครับ

ย้อนกลับมาถึงเรื่องของ Learning Organization ครับ สมัยก่อนครั้งที่ยังไม่มีการปฏิรูปการศึกษาประเทศเราใช้หลักการของ Teaching Organization คือสอน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็สอน สอนให้จำ จำให้ได้ จำได้แล้วสอบผ่าน สอบผ่านแล้วเป็นคนเก่ง ท่องได้เป็นคนเก่ง จำได้เป็นคนเก่ง พูดได้ท่องได้ก็สอนหนังสือได้ครับ ดังเช่นที่คุณคนไกลได้ให้ความเห็นที่สำคัญมากไว้ว่า

"ผมมองว่าระบบการศึกษาไทยยังฝึกเรืองกระบวนการคิดน้อยมากครับ เพราะครูคิดแทนหมด เด็กจะคิดเองก็บอกว่าเด็กคิดไม่ได้เรือง เลยต้องคิดตามครู"

ผมก็เคยเจอกับตัวเองเหมือนกันครับตอนเรียนคณิตศาสตร์สมัยมัธยม

อาจารย์ให้โจทย์มาข้อหนึ่งแล้วให้หาคำตอบ

ผมคิดได้แล้วก็ตอบคำถามไป คำตอบถูกครับ แต่วิธีการไม่ใช่อย่างที่อาจารย์บอก ตกลงว่าผิดครับ ผิดวิธีการ อาจารย์หาว่ามั่วครับ ผมก็เลยงงเลย ผมเป็นพวกชอบหาทางลัดคิดแบบง่าย ๆ แต่อาจารย์บอกว่า ผิดหลักการตอนนั้นเสียกำลังใจหมดเลยครับ อุตส่าห์ภูมิใจว่าคิดแบบใหม่ได้

ดังนั้น Teaching Organization ติดกับสังคมเรามานานมาก ๆ เลยครับ

จึงส่งผลทำให้เมื่อเรานำเอาระบบ Learning Organization มาใช้ และทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรครับ เพราะฐานทางสังคมและการเรียนรู้ของเรามิใช่มีรากฐานที่แข็งแกร่งครับ

โดยเฉพาะยิ่งเจอระบบธุรกิจเข้าครอบงำไปด้วยแล้ว ระบบการเรียนรู้ของประเทศเราผิดทิศผิดทางไปหมดครับ

เราจะเห็นโฆษณาหลาย ๆ ชิ้น รายการโทรทัศน์หลาย ๆ รายการ ใช้เทคนิควิธีการให้ความรู้ผ่านสื่อ แต่เป็นการให้ความรู้ที่ตัดมาเฉพาะสิ่งที่มีผลประโยชน์กับบริษัทหรือสินค้าของตนเองเท่านั้น

และยิ่งระบบธุรกิจคืบคลานเข้าไปในระบบการศึกษากลายเป็นธุรกิจการศึกษาก็ยิ่งหนักใหญ่เลยครับ เน้นสอน เน้นเปิดหลักสูตรที่ตลาดต้องการเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่าง ๆ ตามมามากมาย

เมื่อสื่อในปัจจุบันเน้นการหารายได้และทำประโยชน์เพื่อส่วนตัวเป็นหลักระบบฐานความรู้ของประเทศก็บิดเบี้ยวไปหมด

เมื่อการเรียนรู้บิดเบี้ยวจิตใจก็บิดเบี้ยวตามส่งผลทำให้ชีวิตก็บิดเบี้ยวตามไปด้วย

ฉันใดก็ฉันนั้น

ชีวิตที่ผิดเพี้ยนมาจากการบิดเบี้ยวของจิตใจ

ถ้าชีวิตและจิตใจที่บิดเบี้ยว ปล่อยให้ Learning กันตามอัธยาศัยก็......แย่กันทั้งประเทศครับ

เมื่อเด็กไปเรียนหนังสือ ก็ Learning กันเองนะ ใฝ่เรียนใฝ่รู้ใฝ่เล่น ค้นหาความรู้กันเต็มที่ เรียนรู้กันเองเลยนะ เดี๋ยวอาจารย์ไปทำเอกสารประเมินคุณภาพการศึกษาก่อน เข้าทีเลยครับ ยิ่งทำเอกสารไม่ทันอยู่

สั่งงาน Learning Organization ไง ไปเรียนรู้เองนะ เสร็จแล้วเอามาส่ง

Learning ผ่านสื่อ ทั้งทีวี วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ถึงบางครั้งไม่ใช่การเรียนรู้ตรง แต่สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นพื้นฐานสำคัญทางด้านจิตใจที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในระบบ

ทำให้การ Learning ในระบบผิดเพี้ยนไป

ที่อาจารย์สอนไม่เหมือนกับที่ในทีวีบอก

หนังสือพิมพ์เขาไม่ได้เขียนไว้ว่าอย่างนี้

แต่ถ้าเพื่อนพูดเพื่อนบอกแล้วจะคล้าย ๆ กันเพราะดูสื่อรับสื่อต่าง ๆ มาเหมือนกัน

Learning ต่อ ๆ กันมาเป็นทอด ๆ ซึ่งทำให้เวลารับรู้สิ่งต่าง ๆ นั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งครับ


วิธีการแก้ไข Learning and Teaching Organization

ต้องขอบพระคุณคุณคนไกลอีกครั้งครับที่ได้ให้คำตอบมาพร้อมสรรพครับ ว่า..

"กระบวนการค้นคว้าหาความรู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เจอ เด็กที่โน่นจะมีการเตรียมการสำหรับเรืองพวกนี้ ด้วยการสอนเด็กว่า จะค้นอย่างไร วิเคราะห์คุณภาพของข้อมูล และสอนสรุปข้อมูล"

"ในเรื่องของการคิดก็สอนให้รู้สึกคิดลึกกว่าข้อมูลที่เห็น และจะเขียนต่อยอดอย่างไร"

"สอนการเขียนรายงานในแต่ละรูปแบบ ทำรายงานธรรมดาทำอย่างไร กรณีศึกษาทำอย่างไร สรุปการทดลองจะเขียนอย่างไร"

"สรุปแล้วเขาสอนกระบวนการให้เราหมด ต่อจากนั้นก็ตัวใครตัวมัน ครูก็หน้าที่ไกด์ ส่วนเด็กๆ ก็ไปห้องสมุด ตามอาคารเรียนถ้าเจอว่ามีห้องเรียน จะผิดปกติมาก อาคารเรียนจะเงียบเหงามาก แต่ห้องสมุดจะคึกคักพิเศษ"

"สอนกระบวนการ" คุ้นไหมครับคำนี้

เหมือนกับที่เราเรียนและรู้เรื่องการเป็น "คุณอำนวย" ไงครับ ที่เราต้องไปจัดกระบวนการ เพื่อให้เขาคิด เขาทำ เขาเรียนรู้ด้วยตนเองครับ

ดังนั้น "คุณอำนวย" ก็เป็นการจัดกระบวนการเพื่อให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่มีเราคอย Guide อยู่ใกล้ ๆ ครับ Guide ให้ตรงแนว ตบให้ตรงทาง ส่วนกิจกรรมและรายละเอียดต่าง ๆ ให้ชุมชนและคนในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทำเองครับ

มิฉะนั้นอาจจะเป็น Doing Organization ก็ได้ครับ คือฉันทำให้หมด พวกคุณคอยยืนดูตามที่ฉันทำ ไม่เชื่อฉัน ฉันจะทำให้ดู

Guidding Organization เราเป็นพี่เลี้ยงคอยดูอยู่ห่าง ๆ ให้คำปรึกษา Guide ให้ ตั้งคำถาม ติดตามดูแลอยู่เสมอ ๆ ครับ

เมื่อชุมชนมีปัญหา ก็ Guide ให้ไปหาคำตอบครับ

อย่าตอบเองซะหมดครับ เหมือนเป็นการปิดกั้นความรู้เขาแค่ความรู้ของเรา ไม่งั้นก็อาจจะกลับกลายเป็น Teaching Organization เหมือนเดิมครับ

ลองให้เขาไปหาคำตอบด้วยตนเอง ในห้องสมุด ในอินเทอร์เนท สัมภาษณ์ สังเกต ถ้าทำแบบนี้เราก็จะได้รับความรู้เพิ่มขึ้นไปอีกครับ เพราะเขาอาจจะหาข้อมูลกลับมาได้มากกว่าสิ่งที่เรารู้และเราตั้งใจจะบอกเขาตอนแรกเสียอีกด้วยครับ

แต่บางครั้งก็ต้องใจแข็งเหมือนกันครับ

ต้องใจแข็งไม่บอก ทั้ง ๆ ที่อยากบอกเหลือเกิน อยากช่วยเหลือเกิน

ต้องไกด์ให้ เหมือน ๆ ที่เขาเรียกว่า "ทอดสะพาน" บอกหนทางไปสู่แหล่งความรู้เพื่อค้นหาคำตอบเหล่านั้นครับ

Guidding เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างสติ เพื่อเสริมปัญญาในการรับรู้

"สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดปัญญาหนี"

เมื่อมีปัญญาในการรับรู้ เราจะเลือกรับและเลือกรู้ เลือกตอบรับและปฏิเสธ รู้สิ่งใดที่เป็นโทษ รู้สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ จากนั้นการ Learning Organization จึงจะได้ผลสัมฤทธิ์อย่างเต็มที่

Learning for Guidding , Guidding for Learning

แล้วสังคมเราก็จะเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความรู้และปัญญาที่ดีแน่นอนครับ