ผมโชคดีที่ได้มาเรียนรู้การแสดงออกของคนอเมริกันต่อการครบรอบ ๑๐ ปีของเหตุการณ์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดนการก่อการร้ายที่ไม่คาดฝัน ในวันที่ิ ๑๑  เดือน ๙  ปี ๒๐๐๑

 

          ที่ผมจะบันทึกต่อไปนี้เป็นความรู้สึกและตีความของผมเองซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้  

 

          ดูจาก ทีวีช่อง INN แบบไม่ได้เอาใจใส่รายละเอียด ตอนเช้าวันที่ ๑๑ ก.ย. ๒๐๑๑ ก่อนออกเดินทางไปสนามบินเพื่อกลับบ้าน   เขาจัดให้มีคนมากล่าวสุนทรพจน์หลากหลายแบบ   ทั้งกล่าวถึงประเทศ ถึงคนที่ตนรัก  และมีการมาร้องเพลงแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสหรัฐอเมริกา  

 

          อ่านจาก นสพ. USA ToDay ฉบับวันที่ ๙ - ๑๑ ก.ย. ๕๔  ระบุว่า ปธน. โอบามา  ได้เขียนสุนทรพจน์ เรื่อง Let's reclaim the post-9/11 unity  ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสให้สังคมอเมริกันได้แสดงความเข้มแข็งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้โลกเห็น   แสดงพลังของความยืดหยุ่นปรับตัว (resilience) ที่ศัตรูไม่มีทางเทียบได้

 

          ที่จริงวิกฤติทั้งหลายคือการทดสอบความแข็งแกร่งของของโลก ประเทศ องค์กร หรือบุคคล   และเหตุการณ์ 9/11 และช่วงเวลา ๑๐ ปีให้หลัง ก็ได้แสดงออกให้โลกเห็นว่า ในเชิงความเข้มแข็งทางการเมืองระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกายังดำรงความเป็นผู้นำหนึ่งเดียวอยู่ได้   ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอย่างรุนแรง

 

          USA ToDay ได้เขียนบทนำเรื่อง How 9/11 Changed America : Success and excess mark the decade since sept. 11  เป็นบทนำที่ผมชอบมาก   ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง ๑๐ ปี สถานการณ์ต่อสู้ขบวนการก่อการร้ายได้คลี่คลายไปในทางที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ   มีการแยกขบวนการก่อการร้ายออกจากโลกมุสลิม   ขบวนการ อัลเคด้า อ่อนแอลงอย่างมาก   ความตื่นตระหนกและเคร่งครัดด้านการรักษาความปลอดภัยมากเกินจำเป็นได้ลดลงไป   แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจอุตสาหกรรมด้านการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมากมาย  เป็นจุดน่าสงสัยว่าทรัพยากรของชาติกำลังถูกใช้ไปในทางไม่จำเป็น
 
         ผมมีความเห็นว่า เวลา 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นอนุสติแก่สังคมอเมริกันในด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมโลกแล้ว   ยังน่าจะเป็นอนุสติสำหรับตรวจสอบตนเอง ว่าเหตุการณ์ 9/11 ได้ก่อความเปลี่ยนแปลงในสังคมอเมริกันทั้งในด้านที่เหมาะสม และด้านที่ไม่เหมาะสมหรือไม่จำเป็น หรือก่อผลเสียในระยะยาว   ดังกรณีข้อสงสัยเรื่องการมี Security-industrial Complex ที่ใหญ่โตมาก น่าจะเป็นภาระต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยไม่จำเป็น
 
          วารสาร Science ฉบับวันที่ ๙ ก.ย. ๕๔ ตีพิมพ์บทบรรณาธิการเรีื่อง Still Vulnerable in 2011 เขียนโดย Lewis M. Branscomb   กล่าวถึงความสำคัญของความยืดหยุ่นปรับตัว (resilience) ของระบบโครงสร้างพื้นฐานของสังคม (ไฟฟ้า น้ำประปา การคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร) สำหรับรองรับสภาพวิกฤติ   และเมื่อสังคมอเมริกันต้องการคิดเรื่องสำคัญ เขาก็จะถามนักปราชญ์ราชบัณฑิต นั่นคือ National Academy ทั้งหลาย   เพื่อเอาความรู้ที่มีอยู่ในโลก เอามาตอบปัญหานั้นๆ   สมกับยุค Knowledge-Based จริงๆ   และ National Academies ก็รวมตัวกันตอบคำถามดังกล่าวแก่สังคม โดยตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Making the Nation Safer : The Role of Science and Technology in Countering Terrorism  ในเดือนมิถุนายน 2002

 

          สิบปีให้หลัง จุดอ่อนในความยืดหยุ่นปรับตัวของโครงสร้างพื้นฐานอเมริกันยังดำรงอยู่ และไม่ใช่เสี่ยงต่อการก่อการร้ายเท่านั้น ยังเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติอีกด้วย   เขาเอ่ยถึงความร่วมมืออย่างไว้วางใจกันระหว่าง ๓ ฝ่าย คือ การเมือง อุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อการดำเนินการ      

 

          ผมเห็นความตื่นตัว ความสามัคคี ในสังคมอเมริกัน ที่เกิดขึ้นจากการถูกขบวนการก่อการร้ายโจมตี และปองร้ายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๓ ก.ย. ๕๔