หัวข้อของ Infograph นี้ ชื่อว่า Internet of Things ซึ่งก็เป็นทัศนะที่ว่าแต่นี้ต่อไป อุปกรณ์ต่างๆ มากมายจะเชื่อมเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ท และ จะทำให้โลกและการใช้ชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป
ปี 2553 ยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกทะลุ 1 ล้านเครื่องต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มถึง 1.6 ล้านเครื่องต่อวันในปี 2557
จำนวนอุปกรณ์ที่อยู่บนเน็ทเวิร์ค (connected device) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 100 ล้านชิ้นในปี 2543 มาเป็น 5 พันล้านชิ้นในปี 2553 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นล้านชิ้นในปี 2558
ในช่วงแรกๆ ที่มีอินเทอร์เน็ท คนทั่วไปยังไม่นิยมใช้งานมากนัก จนกระทั่ง เวป (World Wide Web) เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี 2533 จึงมีการใช้งานอินเทอร์เน็ทแพร่หลายมากขึ้น จนบางคนคิดว่า อินเทอร์เน็ท ก็คือ เวป
10 ปีหลังจาก เวป จึงเกิดบริษัท Google และเกิด Facebook ในปี 2547 ในยุคนี้แม้คนรายได้น้อยก็ยังใช้บริการเหล่านี้เป็น บางคนเรียก อินเทอร์เน็ท ว่า เฟสบุ๊ก ซึ่งสะท้อนอะไรหลายอย่าง
นอกเหนือจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว อุปกรณ์อื่นๆ ก็เข้ามาเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คด้วย ตั้งแต่รถยนตร์ โทรศัพท์ เครื่องเล่นเกม และ อุปกรณ์อ่านหนังสือ (e-book)
สิ่งที่ผมเพิ่งตระหนัก (แต่หลายคนคงวางแผนมานานแล้ว) คือ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นช่องทางการขายที่สำคัญในอนาคต ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการตลาด แต่ได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า ช่องทางการจัดจำหน่าย เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการอยู่รอดของสินค้า เป็นอาวุธที่องค์กรทางธุรกิจใช้ฟาดฟันกันเลยทีเดียว เราคงเคยได้ยินกันมาบ้าง ที่สินค้าบางยี่ห้อต้องพ่ายแพ้ไปเพราะถูกบีบช่องทางการจำหน่าย
ในขณะนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน IT กำลังสร้างช่องทางจำหน่ายชนิดใหม่ ที่ทะลุทะลวงเข้าไปถึงทุกครัวเรือน ไม่ใช่เพียงแค่อยู่หน้าประตูบ้านเท่านั้น แต่ทะลุไปถึงห้องนอน ห้องนั่งเล่นกันเลย ด้วยอุปกรณ์เล่นเกมที่ผมมีอยู่ และ การเป็นสมาชิกบริการออนไลน์ของผู้ผลิต ผมสามารถซื้อเกม ภาพยนตร์ ฯลฯ ได้ง่ายดาย จากเครื่องอ่านหนังสือ ผมก็สามารถสั่งซื้อหนังสือที่จะส่งมาถึงผมทางเน็ทเวิร์คในเวลาไม่กี่นาที ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือก็สามารถซื้อบริการ ข่าวสารได้ทันที
ผมคิดว่าการฟาดฟัน ต่อสู้กันโดยใช้อาวุธการตลาดชนิดใหม่นี้ คงเกิดขึ้นในไม่ช้า
ข้อมูลอ้างอิง
http://newsroom.intel.com/docs/DOC-2297