การดูแลแบบเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง พันธมิตรเพื่อการเยียวยา การดูแลแบบคนไข้เป็นศูนย์กลางในประเทศยากจน เป็นเรื่องเพ้อฝัน

Patient Care Center : PCC)

ได้เข้าฟังการบรรยาย (lecture) ของอาจารย์ Bart Criel เกี่ยวกับ คุณภาพการจัดบริการ(Quality of Care) ใน  3 ลักษณะ สำหรับด้านการดูแล (Care)ซึ่งหมายถึงการดูแลเฉพาะรายบุคคล ที่ประกอบด้วย 1. การดูแลแบบเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient care center) 2. การบริการที่ผสมผสาน เชื่อมโยง (Integrated care ) และ 3. การดูแลที่ต่อเนื่อง (Continuous care)  มีเนื้อหาที่สำคัญ ที่เล่าสู่กันฟัง  ก็คือการดูแลแบบ Patient care center :PCC ที่ประกอบด้วยหลักสำคัญ 5 ข้อ : SHA-2I ดังนี้

1.1     มีการแบ่งปัน  พลังอำนาจ และความรับผิดชอบในการดูแลตนเอง ระหว่างผู้ป่วย กับผู้ให้การดูแล (sharing power and responsibility between provider and patient)  เช่นการแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์  เชื่อมโยงทั้งความรู้ทางการแพทย์ กับจิตใจ ร่วมด้วยช่วยกันในการวางแผนดูแลผู้ป่วย ที่ให้โอกาส ความอิสระ (autonomy) ผู้ป่วยตัดสินใจเองมากขึ้น ซึ่งบ้านเราอาจไม่ได้เน้นในเรื่องมากเท่าที่ควร ยังเน้นอำนาจ การตัดสินใจต่างๆ อยู่ที่แพทย์ ผู้ให้การรักษาเป็นหลักเพราะเหตุผลมากมาย ทั้งระบบการเรียนที่ผ่าน ๆ มา วัฒนธรรม  เวลาน้อย คนไข้มากมาย ฯลฯ ส่วนผู้ป่วยและญาติก็ใช้แบบฉบับ(style)ของคนไทยที่ถนัดคือ รับปากไว้ก่อน  แต่ไม่ทำ (มีอะไรไหม ! ทั้งไม่มีอารมณ์จะทำ และทำไม่ได้จริงๆ ตามบริบท ) 

1.2     การดูแลแบบ กาย จิต สังคม ( Bio-psychosocial )  หรือองค์ร่วมที่เราชอบท่องๆกัน น่ะครับ เวลามีผู้ใหญ่มานิเทศที่ รพ.  แต่ที่ทำกันมากก็คือดูแลทางกายเป็นหลัก (Bio-medical)  ควรมีการทบทวน และฝึกปฏิบัติ  แบบบันทึกทางการพยาบาลก็มีบันทึกทั้ง 3 ด้าน  แต่ควรมีการนิเทศที่หน้างาน ฝึกฝนกับคนไข้จริงๆ ให้เป็นตัวอย่างมากขึ้น  ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่นคนไข้ palliative care  คนไข้ที่ขาดญาติดูแล ขาดญาติที่เอาใจใส่ ฯลฯ

1.3     การดูแลแบบมีเครือข่าย (Therapeutic  Alliance)ใช่พรรคพวก ญาติโกโหติกา เพื่อนพ้องช่วยในการดูแล ซึ่งจริงๆ มันเป็นต้นทุนทางสังคมเดิมของบ้านเราอยู่แล้ว  หรือเรียกว่าพันธมิตรเพื่อการเยียวยา ก็ได้  เช่นการมีชุมชนช่วยในค่าเดินทาง มีรถรับ ส่ง  มีกลุ่มออมทรัพย์วันละบาท แบบอาจารย์วิทย์ ที่วัดกลาง   การมีเพื่อน จิตอาสาช่วยดูแล เยี่ยมบ้าน มารับยาแทน  มีกลุ่มผู้ป่วยเดียวกันคอยให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ เช่นกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ HIV กลุ่มผู้ป่วยติดสุรา กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น 

1.4   ส่วน ข้อ 4 และ 5 คือ patient and care taker as individual  ซึ่งแปลว่าให้คิดว่าผู้ป่วย และผู้ให้การรักษามีลักษณะฉพาะราย (specific need) มีความจำเป็นที่ต่างๆ กัน ต้องคิด วางแผนการดูแลเป็นรายๆไป ไม่ใส่เสื้อโหล  ต้องตัดเสื้อใส่แทน ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา และต้นทุนที่สูงกว่าเป็นธรรมดา  ทำให้ถึงกับมีผู้ทำวิจัยออกมาในหัวข้อเรื่อง “PCC in low income countries : Utopia”  แปลว่า การดูแลแบบคนไข้เป็นศูนย์กลางในประเทศยากจน เป็นเรื่องเพ้อฝัน  ได้เห็นแล้วก็สะท้อนใจถึงประเทศเราจะเป็นแบบนี้หรือไหม จริงประเทศไทยถือว่ารายได้เฉลี่ยซึ่งสูงถึง 9,727 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 320,000 ต่อปี หรือ 26,600 บาท ต่อเดือน   เป็นประเทศรายได้ขนาดกลาง ไม่ยากจนแล้ว แต่คงจะทราบกันว่าจริงๆ การกระจายรายได้ของประเทศเราไม่ดีนักที่ตัวเลขมาก แต่เป็นแบบ รวยกระจุก จนกระจาย   

อีก 2 หลักการที่สำคัญก็คือ 2.การดูแลแบบผสมผสานเชื่อมโยง (Integrated care)  และ  3.การดูแลที่ต่อเนื่อง (Continuous care)   ในประเทศเรามีการจัดบริการที่แยกส่วน ขาดความเชื่อมโยง (fragmented data and information) เช่น การจัดคลินิกพิเศษต่างๆ ได้แก่ คลินิกฝากครรภ์ คลินิกเด็กดี (WCC)  คลินิกวางแผนครอบครัว  คลินิกวัณโรค เป็นต้น  ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน  ควรมีการนำข้อมูลมาเชื่อมโยงวางแผนการดูแลเชื่อมโยง ต่อเนื่องกันทั้งครอบครัว  และวิเคราะห์บริบทของแต่ละคน แต่ละครอบครัว ดูแลตลอดการเป็นโรคนั้น ๆ (episode) ไม่ใช่ดูแลเฉพาะครั้งที่มาตรวจ (visit) ซึ่งมีการบันทึกไว้มากมาย  แต่ขาดการนำมาใช้เท่าที่ควร ซึ่งมีเพื่อส่งรายงาน และรับการตรวจสอบ อันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมการตรวจนิเทศ แบบอำนาจนิยม เน้นการตรวจสอบ  แต่ขาดการพัฒนา  เอื้อต่อเรียนรู้ และนำมาใช้เพื่อประประโยชน์ของผู้ป่วย และประชาชนอย่างแท้จริง  ได้มีการพยายามวางแผนการรักษาแบบ Pre-visit planning ในหลายสถานพยาบาล ร่วมทั้งที่รพร.นครไทย คือการนำเวชระเบียนทั้งรายบุคลคล และแฟ้มครอบครัว ข้อมูลต่างๆมาให้ทีมสหวิชาชีพอภิปรายแลกเปลี่ยนก่อนคนไข้จะมาตรวจตามนัดล่วงหน้า 1-2 วัน  แต่ก็ขาดเวลา และแรงเสริมจากนโยบาย และผู้บริหารเท่าที่ควร (เขียนไปก็สะท้อนตัวเองไปด้วย! )  แต่คงเป็นเรื่องที่พูดง่ายในทางทฤษฎี  แต่ปฏิบัติได้ยากท่ามกลางภาระงานที่มากล้น  และภาระงานที่ไม่จำเป็น ถ้าลดความซ้ำซ้อนลง ได้