เรื่องราวเกี่ยวกับการเจ็บป่วยทางจิตเวช

   มีหนังสือเล่มหนึ่งน่าสนใจมาก เป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย ญาติ ผู้สนใจ บุคลากรทีมสุขภาพจิต

เขียนโดย  ลอรี่ ชิลเลอร์

                 อแมนด้า  เบนเน็ตต์

แปลโดย   เครือวัลย์ เที่ยงธรรม

อำนวยการผลิตโดย โครงการรณรงค์ เพื่อความเข้าใจในผู้ป่วยจิตเภท

จัดพิมพ์โดย Bridge Publishing ห้วยขวาง กรุงเทพฯ

จัดจำหน่ายโดยบริษัท เจเนซิส มีเดียคอม จำกัด ราชเทวี กรุงเทพฯ

พิมพ์ที่บริษัทเอส.พี.วี.การพิมพ์จำกัด อ.เมืองจ.นนทบุรี

     เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งที่มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอนตอนอายุ18ปี มีอาการขณะเข้าค่ายจนถูกนำกลับบ้านก่อนเวลาเธอมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป แปลกไปจนคนสังเกตได้เพราะหูแว่วประสาทหลอนนั่นเอง เธอกลบอาการจนเข้ามหาวิทยาลัย

   เสียงคนวนเวียนมา ดังสลับค่อย เงียบหายและมาใหม่ ตามไปแม้กระทั่งเวลานอน ตามไปในความฝัน  บ่อยครั้งที่นอนไม่หลับ เสียงทำนองมาขู่ก็มาบ่อย สร้างความเครียด หงุดหงิด แก่เธอเป็นอย่างยิ่ง

    เธอพยายามซ่อนเสียงนั้น

   “อีกครั้งหนึ่ง ฉันต้องใช้เวลาและพลังงานมากมายเพื่อซ่อนเสียงพวกนั้น เมื่อเสียงเริ่มกรีดร้องอื้ออึง ฉันหลุบตาลงพื้น บางครั้งก็กลั้นหายใจ หวังว่าโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง จะทนอยู่นิ่งได้จนมันหายไป”

   “ที่สำคัญที่สุด ระวังไม่หันกลับไปดูว่าเสียงมาจากไหน ถ้าถูกจับได้ว่าเหลียวหน้าแลหลังฉันก็พยายามกลบเกลื่อน”

    เธอไม่กล้าสบตาผู้คน กลัวพวกเขาได้ยินเสียง

    เธอเกลียดตัวเอง บ่อยครั้งที่เก็บตัวในห้องในยามอารมณ์หดหู่ โทรไปปรึกษาพ่อแม่ ไปปรึกษานักจิตบำบัด พบจิตแพทย์

    หมอให้ยาคลายกังวล

   เธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัย ไปพักกับเพื่อน รับประทานยาเกินขนาดต้องเข้าโรงพยาบาล พ่อของเธอไม่อยากให้เธอถูกตีตราว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชจึงให้ลูกนอนที่ตึกอายุรเวชแทน ครอบครัวยังไม่ยอมรับการเจ็บป่วย

   เมื่อออกจากโรงพยาบาลไปอยู่อพาร์ตเมนต์อาการไม่สงบ กระวนกระวาย ซึมเศร้า ไม่ไปพบจิตแพทย์อีก ต่อมาก็พยายามทำร้ายตัวเองต้องเข้าโรงพยาบาล บางครั้งคิดว่าตนเองบินได้ต้องคอยระวัง

    เธอเป็นโรคจิตเภทแบบมีความผิดปกติทางอารมณ์ (Schizo-affective disorder)เป็นการผสมผสานกัน ของอาการทางอารมณ์และอาการบางอย่างของโรคจิตเภท(Schophrenia)

   ออกจากโรงพยาบาลพ่อแม่คอยดูแล เธออธิบายว่า

  “ท่านทั้งสองทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยฉันปะติดปะต่อเศษชีวิตเข้าด้วยกันอีกครั้ง”

   บางครั้งเธอจะฟังเพลงเพื่อกลบเสียงดังในหัว “เพลงเป็นธนาคารอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นยาแบบหนึ่งของฉัน”

   เธอพยายามหางานทำ

   จนได้เป็นพนักงานเสิร์ฟแต่การเจ็บป่วยก็เป็นอุปสรรคกับงาน เสียงแว่วคอยรบกวน ครอบงำ

   เธอยังคงทำงานต่อแต่หันไปใช้ยาเสพติด ต่อมาได้ไปบำบัดจนเลิกยาได้

   ลองหางานใหม่ในแวดวงสุขภาพจิต เข้าเวรทำงานที่โรงพยาบาลจิตเวชทำด้านเอกสาร ช่วยเขียนอาการผู้ป่วย ช่วยต่ออุปกรณ์วัดคลื่นหัวใจ มือสั่นไปด้วยจากผลข้างเคียงของยา เธอปลอบผู้ป่วยที่คิดจะทำร้ายตนเองจนเขาเปลี่ยนใจ

   “ฉันพยายามหนักมากที่จะเป็นคนปกติ”

    เธอไปเรียนพยาบาลแต่เธอตั้งสมาธิไม่ได้ นิ่งไม่ได้ เธอมีอาการกำเริบ

     ต่อมาเธอก็ทำร้ายตนเองต้องเข้าโรงพยาบาล มีเสียงสั่งให้เลิกกินยา มาคราวนี้มีก้าวร้าวใส่เจ้าหน้าที่ต้องได้เข้าไปอยู่ห้องสงบอารมณ์ เสียงแว่วมีมากจนควบคุมตนเองไม่ได้จนถูกห่อเปียกเย็น(cold –wet -packed)จนสงบได้ชั่วคราว เธอก้าวร้าวอีก  หนีออกจากโรงพยาบาล ออกมาก็ใช้สารเสพติดอีกต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เข้าห้องสงบอารมณ์อีกหน

    เมื่อต้นปี1989ยาตัวใหม่เข้ามา เธอได้รับการรักษาด้วยยาตัวนี้ หมอค่อยๆขยับยาเพิ่มปริมาณจนถึงขนาดการรักษา

   เสียงค่อยๆเบาลง เกิดความรู้สึกสงบ นอนได้ มีชีวิตชีวาขึ้น ช่วงอยู่โรงพยาบาลเธอบันทึกเหตุการณ์ทุกวัน จนอาการดีได้ออกจากโรงพยาบาล

   “ฉันรู้ว่าฉันจะคิดถึงเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บางคนตามดูแลฉันตลอดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ฉันคิดถึงเรื่องเจ้าหน้าที่ที่ยืนหยัดเคียงข้างฉันและให้กำลังใจ”

   ทุกวันนี้เธอเข้าโรงพยาบาลในฐานะครู ช่วงสุดสัปดาห์ทำงานพิเศษในร้านขายของขวัญทำงานเต็มเวลาในฐานะที่ปรึกษาบ้านกึ่งวิถี

   เข้าร่วมในรายการดูแลผู้ป่วยตอนกลางวันที่นิวยอร์คซึ่งออกแบบเพื่อช่วยอดีตผู้ป่วยในช่วงเปลี่ยนจากโรงพยาบาลสู่ชีวิตจริง เริ่มเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ช้านานก็คุ้นเคยกับชีวิตนอกโรงพยาบาล

“เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องมีคือชีวิต”

   เธอได้งานเป็นคนวางเมนูในบ้านกึ่งวิถี วางแผนใช้ชีวิตได้ดี สร้างสัมพันธภาพกับผู้คนมากขึ้น ได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับพ่อแม่มากขึ้น

   เธอเริ่มเรียนรู้ที่จะใชัชีวิตโดยปราศจากเสียงนั้นได้อย่างไร

   เธอเล่าว่าพอเสียงลดลง “ศีรษะของฉันรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกินเมื่อปราศจากเสียงพวกนั้น ฉันรู้สึก ว้าเหว่”

   ฉันเริ่มย้อนระลึกถึงเสียงพวกนั้นในความทรงจำ คิดถึงเสียงพวกนั้นอย่างละห้อยหาเหมือนอย่างที่เราอาจจะคิดถึงเพื่อนเก่าผู้ตายจากไป”

    พอเสียงเกือบจะหมดไปเธออยากให้มันกลับมา จ่อความสนใจที่เสียงนั้นแต่ในที่สุดก็คิดได้ ตระหนักว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต้องการหายป่วย เธอเริ่มหันออกมาสู่โลกภายนอกมากขึ้น พบที่ปรึกษาทุกสัปดาห์  ช่วยกันเขียนเป้าหมาย 

    เธอพยายามกำหนดกิจกรรม ไม่หมกมุ่น ถ้ามีเสียงมาก็จะต่อสู้พวกมันเช่นฟังวอล์คแมน คุยกับเพื่อน อาบน้ำฝักบัว เดินเล่น ขอความช่วยเหลือ

   เธอฝึกการเข้าสังคม รับผิดชอบจัดระเบียบชีวิตของตนเอง บริหารเวลาเป็น ที่สำคัญเธอไม่ลืมที่จะกินยาตามแพทย์สั่ง

   เธอออกสู่โลกภายนอกมากขึ้น

   เมื่อเริ่มคบแฟนเขาไม่ยอมรับที่เธอป่วยจึงเลิกราจากกัน

   เธอใช้เวลาใกล้ชิดกับพ่อแม่มากขึ้น

   ช่วงเขียนหนังสือเล่มนี้เธอมีอาการกำเริบ ปรึกษาแพทย์ รับประทานยาต่อก็ดีขึ้น มีเสียงมาบ้างในบางครั้งแต่ก็อยู่กับมันได้ ไม่รู้สึกกลัว

เธอส่งท้ายว่า

  “การเขียนหนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันทั้งเจ็บปวดและปลาบปลื้ม เป็นเรื่องเจ็บปวดที่บีบบังคับตัวเองระลึกถึงสิ่งที่อยากจะลืมให้เร็วที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มที่ได้เห็นว่าฉันมาไกลเพียงไหนแล้ว”

    “ฉันได้เขียนหนังสือเล่มนี้โดยหวังว่าเรื่องราวของฉันจะสามารถช่วยคนอื่นๆในลักษณะเดียวกับที่ฉันได้รับความช่วยเหลือ ถ้าชีวิตกับประสบการณ์ของฉันสามารถช่วยคนอื่นให้ค้นพบทางของตนเองจากความมืด ฉันจะรู้ว่า ฉันไม่ได้ทำของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่หลายคนมอบให้ฉันต้องเปลืองเปล่าไป ของขวัญนั้นคือโอกาสที่จะเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง” 

 

     อ่านแล้วเห็นความพยายาม เห็นความทุกข์ของผู้ป่วย ครอบครัว คนรอบข้าง และขณะเดียวกันก็เห็นความตั้งใจที่จะต่อสู้ชีวิต ไม่ย่อท้อ จนวันหนึ่งก็ประสบความสำเร็จ สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ น่าชื่นชมมาก 

    การสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิต ไม่ได้ทำให้สูญเสียหนทางทั้งหมด เป็นกำลังใจให้ค่ะ