(ภาพแม่น้ำบุรีดิหิงหน้าหมุ่บ้านไทผาเก)

ดวงชะตา พาฉันมา นำผาเก

เพราะเสน่ห์ ผาเก่าไท ใช่ต่างถิ่น

พวกเดียวกัน ที่ห่างหาย ย้ายแผ่นดิน

คนละถิ่น แต่หัวใจ ไทเดียวกัน

26 กย. 2554

 

 

(ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊คของผม อัลบั้ม assam ครับ)

 

ในที่สุด เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2554 ผมก็ได้กลับไปเยือนหมู่บ้านนำผาเก เมืองดีบรูการ์ (Dibrugarh) รัฐอัสสัมอีกเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการเยือนที่ยากจะลืมเพราะได้รับความอบอุ่นความประทับใจและความรู้เพิ่มเติมมากมาย สมความตั้งใจที่จะไปสำรวจข้อมูล จปฐ ซึ่งได้แนวทางจากที่ผมนำเรื่องการจะไปเยือนในวันที่ 25 กย.เล่าสู่กันฟังในเว็บบล๊อคโกทูโนและบอกว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำมีอะไรบ้างตามประสานักการทูตที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการพัฒนาชุมชนเลย กัลยาณมิตรหลายท่านสนใจและได้กรุณาเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการสำรวจดังกล่าว ทำให้ผมมีแนวทางและเห็นภาพที่ชัดเจน ขอขอบคุณหมอเจ้คนสวยแซ่เฮและอีกหลายท่าน ณ ที่นี้ นอกจากนั้น ผมยังตั้งใจว่าการไปครั้งนี้จะนำความรู้ที่คิดว่าน่าสนใจไปเผยแพร่ด้วยโดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับชาวไทผาเก ก็ได้ทำตามความตั้งใจครบทุกอย่างรวมถึงการไปแนะนำให้ชาวบ้านนั่งสมาธิด้วยซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่รวมถึงคนรุ่นหนุ่มสาวสนใจกันมาก

การเดินทาง

เช้าวันที่ 24 กย. 2554 ผมและคณะ 3 คน (คุณคณิน บุญญะโสภัต เลขานุการโทและคุณพิชญะ สนใจ เลขานุการโท) เดินทางโดยทางเครื่องบินสายการบินเจ็จแอร์ไลน์จากเดลีไปยังเมิองกูวาฮาตีรัฐอัสสัมใช้เวลา 2.30 น จากนั้นเครื่องบินแวะรับผู้โดยสารที่กูวาฮาตีแล้วบินต่อไปยังเมืองดีบูรการ์ ใช้เวลาเดินทางอีก 45 นาที

การต้อนรับที่แสนอบอุ่น

ทันทีที่ผมและคณะถึงสนามบินเมืองดีบูรการ์ ผมก็พบว่าอาคารสนามบินนั้นเป็นอาคารใหม่ ใหญ่โตทีเดียว เมื่อสองปีที่แล้ว ยังเป็นอาคารเล็กๆ เมื่อเดินถึงตัวอาคาร ก็พบชาวไทผาเกมายืนต้อนรับ 5-6 คน ทุกคนจำผมได้และเข้ามาทักทายอย่างดีใจ นี่คือความงามของจิตใจของชาวไทผาเก เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยการคล้องผ้าตามธรรมเนียมของชาวไทอัสสัม ถามทุกข์ถามสุขกันจากนั้นก็ไปส่งที่โรงแรมในเมืองดีบูรการ์

สภาพของเมืองดีบรูการ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากมีอาคารร้านค้าทันสมัยขนาดเล็กๆ เกิดขึ้นหลายแห่ง ถนนยังคงเรียบและขรุขระสลับกันไป(แต่ขรุขระมากกว่าเรียบ) โดยเฉพาะบริเวณชุมชนและตลาด

เดินตลาด

บ่ายวันนั้น ผมและคณะต้องทำตัวเป็นพ่อครัวสำรวจตลาดท้องถิ่นของเมืองเพราะความตั้งใจของเราคือการไปค้างคืนวันที่ 25 กันยายนที่หมู่บ้านและเพื่อมิให้เป็นฝ่ายไปกินข้าวของชาวบ้านอย่างเดียว ผมจึงบอกกับน้องๆ ว่าอยากจะทำอาหารไปให้ชาวบ้านทานด้วย เป็นลักษณะการเสริม แต่ด้วยความที่คณะเราเป็นหนุ่มน้อยกันทั้ง 3 คน (ผมนั้นก็หนุ่ม แต่เป็นหนุ่มเหลือน้อย) จึงกะว่าเราคงทำได้เพียงทอดไข่เจียวแบบไทยๆ หรือแกงจืด การตระเวณตลาดจึงเกิดขึ้นท่ามกลางวันที่ฝนตกพรำๆ ด้วยใจที่สู้จึงฝ่าเข้าไปในตลาดโดยมีทหารถือปืนไรเฟิ้ล 4 คนเดินตามไปทุกฝีก้าว ซึ่งก็นับว่าเป็นกาตามล่าหาคนอร์ซุ๊ปไก่ แต่ปรากฏว่าหาไม่ได้ เพราะไม่มีคนอร์ซุ๊ปไก่เลย ได้มาแต่ไข่ 2 โหล ผักและซะอิ้ว ซื้อของกันเสร็จ เราก็แอบหวังว่าชาวบ้านคงจะทานอาหารที่เราทำได้ในเย็นวันพรุ่งนี้ (25 กย.) 

โปรแกรมวันที่ 25 กันยายน 2554

มอบหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยให้ “Thai Corner”

วัตถุประสงค์หลักของการไปเยือนอัสสัมครั้งนี้คือการไปมอบหนังสือให้สถาบันไทศึกษา ซึ่งมี ศจ.Girin Phukon เป็นผู้อำนวยการสถาบัน ทั้งนี้ก็สืบเนื่องจากการที่  ฯพณฯ พิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีได้ไปเยือนสถาบันไทศึกษาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางสถาบันโดย ศจ. Girin Phukon ได้แจ้งความประสงค์ขอรับบริจาคหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย ทูตพิศาลจึงได้จัดทำโครงการมอบหนังสือให้กับสถาบัน โดยมอบหมายให้ผมเป็นผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตไปมอบ

คณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก Chao Jibeswar Mohan ประธานสถาบันฯ ศาสตราจารย์ Girin Phukon ผู้อำนวยการสถาบันฯ Dr. B.K. Gogoi เลขาธิการสถาบันฯ ตลอดจนคณะนักเรียนชาวไทที่ได้เตรียมการแสดงท้องถิ่นไทไว้คอยต้อนรับคณะตั้งแต่ประตูทางเข้าสถาบันเลยทีเดียว ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์  Phukon ได้กล่าวต้อนรับผมและคณะ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่ได้มีดำริและทำให้เกิดโครงการมอบสื่อการเรียนการสอนนี้ขึ้น ตามคำร้องขอของสถาบันฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักวิชาการและนักเรียนนักศึกษาที่สนใจเกี่ยวกับประเทศไทย และทำให้สถาบันฯ กลายเป็นแหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับประเทศไทยในอินเดีย โดยสื่อการเรียนการสอนต่างๆ จะถูกเก็บไว้ที่ “Thai Corner” ภายในห้องสมุดของสถาบันฯ

ผมได้มีโอกาสพูดต่อที่ประชุมว่า ผมและคณะเป็นตัวแทนของเอกอัครราชทูตและสถานเอกอัครราชทูตฯ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เป็นดำริของเอกอัครราชทูตฯ เพื่อตอบรับคำร้องขอของสถาบัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับประเทศไทยจำนวนทั้งหมด 80 เล่มนี้ จะมีส่วนช่วยในการศึกษาเกี่ยวกับชาวไทและรักษาไว้ซึ่งอัตตลักษณ์ของความเป็นไทไม่ให้เลื่อนหายไปจากสังคมและถูกรักษาไว้เพียงแต่ในพิพิธภัณฑ์ในสถานะของประวัติศาสตร์ หากแต่ควรจะเป็นการอนุรักษ์สังคมไทที่ยังคงเหลืออยู่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชีวิตอันมีค่า (live museum) ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามจากชีวิตต่อไป ทั้งนี้กลุ่มคนไทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ว่าจะเป็นไทอาหม ไทยตำตี ไทยผาเก ไทตูรุง ไทไอตอนและไทคำยาง ต่างก็เป็นคนไทเชื้อสายเดียวกันในอินเดีย จึงต้องช่วยส่งเสริมความเป็นไทนี้เอาไว้

จากนั้นก็มีพิธีการมอบสื่อการเรียนการสอนให้กับสถาบันฯ โดยมีประธานสถาบันฯ เป็นผู้รับมอบ ตอนท้ายผู้บริหารสถาบันได้นำเราไปยัง “เรือนแขก” ซึ่งอยู่ในบริเวณด้านหลังของสถาบันและได้เลี้ยงอาหารว่างด้วย เรือนแขกนี้ เคยเป็นที่พักของนักวิชาการจากประเทศไทยหลายคนซึ่งศจ. Girin Phukon บอกว่ายินดีต้อนรับคนไทย

เยี่ยมหมู่บ้านไทผาเก

หลังจากมอบหนังสือให้สถาบันไทศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านนำผาเกซึ่งอยู่ในเขตนาหาคาเทีย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองดีบรูการ์ ประมาณ 50 กิโลเมตร  ชาวไทผาเกเป็นชนกลุ่มน้อยในอัสสัมที่มีภาษา ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี คล้ายกับชาวไทยล้านนา อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เป็นต้น นอกจากนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ หมู่บ้านชาวไทผาเกแห่งนี้ซึ่งได้สร้างความปลาบปลื้มปีติแก่ชาวไทผาเกเป็นอย่างยิ่ง

รถของเราวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเห็นทุ่งนาข้าวเขียวขจีงดงามตาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งหนึ่งที่สร้างความรู้สึกให้ความแตกต่างของสภาพบ้านเรือนในเมืองดีบรูการ์และโดยเฉพาะเขตนาหาคาเทียก็คือบ้านเรือนมีหลังคาทรงจั่วแบบบ้านเรา ส่วนใหญ่มุงด้วยสังกะสี แต่ก็มีหลายหลังที่ยังคงใช้ใบจากมุงหลังคา รั้วบ้านทำด้วยไม้ไผ่ ทำให้เหมือนกับไม่ได้อยู่ในอินดียแต่อยู่ในชนบทบ้านเรานี่เอง เมื่อรถถึงหน้าถนนทางเข้าวัดพุทธของหมู่บ้าน เราก็เห็นชาวไทผาเกมายืนต้อนรับพวกเราด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม หลายคนจำผมได้ก็ทักทายกันด้วยความดีใจ ผมก็พูดคำว่า ”จูมหลง จูมใจ” ซึ่งหมายความว่าดีใจกับทุกคนที่มายืนต้อนรับทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาวและเด็กๆ เป็นภาพบรรยากาศที่น่าประทับใจยิ่ง มีความรู้สึกเหมือนได้กลับมาถิ่นเก่า บ้านเคยอยู่ อู่เคยนอนทำนองนั้น

ที่วัดพุทธ หัวหน้าหมู่บ้านได้ชี้ให้เราดูอนุสรณ์การเสด็จเยือนหมู่บ้านของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีซึ่งชาวบ้านภูมิใจมาก คณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทผาเก ตั้งแต่พระสงฆ์ หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้าน หลังจากทำพิธีต้อนรับและบายศรีผูกข้อมือในวัด เราได้ไปที่ห้องประชุมของหมู่บ้านซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวคล้าสยห้องประชุมเอนกประสงค์อยู่ริมแม่น้ำไม่ไกลจากวัด ณ ที่นั้นชาวสานจัดอาหารกลางวันมาให้พวกเราทานรวมทั้งจัดการแสดงพื้นบ้านโดยเยาวชนของหมู่บ้านให้เราชมในช่วงเย็นด้วย

การแสดงของเด็กอายุประมาณ 10 กว่าขวบ 4 คน ฟ้อนรำกันได้น่ารักน่าเอ็นดูมาก มีครูควบคุมสอนอย่างตั้งใจ มีวงดนตรี 1 วงด้วยซึ่งครูใหญ่บอกว่ากำลังเริ่มเรียนดนตรีกัน แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาและห้องประชุมนี้อยู่ใกล้วัด ชาวบ้านไม่อยากรบกวนพระในวัด จึงไม่ได้เล่นดนตรีสด แต่มีการฟ้อนรำโดยใช้การเปิดเทปเบาๆ ซึ่งก็น่าดูมาก นอกจากนั้นยังจัดนักร้องหรือที่เรียกภาษาไทผาเกว่า “หมอคำ” ชื่อ Je Hom และ Chaw Pya มาขับร้องสดๆ ให้พวกเราฟังด้วย เพลงที่เธอร้องเป็นเพลงที่ไพเราะน่าฟัง เป็นคำภาษาไทที่ฟังแล้วรู้สึกถึงความจริงใจซื่อๆ ในการจากบ้านมาไกล เพลงนี้อยู่ในซีดีที่หมู่บ้านจัดทำเพื่อเผยแพร่ความสามารถทางดนตรีของลูกหลานของตน น่าภูมิใจแทน

หมอคำรุ่นใหญ่ 2 คน เขียนบทขับคล้ายแหล่สดๆ ความว่ากล่าวต้อนรับพวกเราโดยระบุชื่อพวกเราทุกคน ซาบซึ้งมากจริงๆ ในโอกาสนี้ คณะของเราได้ขับร้องเพลงรำวงลอยกระทงเพื่อเป็นการตอบแทนในความมีน้ำใจของชาวบ้าน คุณพิชญะหรือน้องเอกและคุณคณินขลุ่ยได้เชิญย่าเฒ่าแม่เฒ่าหลายคนออกมาเต้นรำกัน เป็นที่สนุกสนานกันมาก

หลังจากจบการแสดง ผมได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอและอธิบายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แก่ชาวบ้านไทผาเก และได้แจกเอกสารผัง 3 ห่วง 2 เงื่อนไขให้ชาวบ้านไว้ดูด้วย ผมได้บอกทุกคนว่าอยากให้ชาวบ้านได้รับทราบและเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้เพื่อพิจารณาและนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านชาวไทผาเกต่อไปซึ่งน่าจะเป็นไปได้เพราะหมู่บ้านมีพื้นดินที่กว้างใหญ่และยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากดินอย่างเป็นระบบและอย่างเต็มที่ ผมได้ย้ำว่าผืนดินนั้นคือขุมทรัพย์ที่สำคัญของมนุษย์ ขอเพียงรู้วิธีก็จะสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ผมยกตัวอย่างความสำเร็จของหลายโครงการพระราชดำริและหลายหมู่บ้านตัวอย่างในเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ชาวไทผาเกก็ทำได้หากตั้งใจเรียนรู้ทฤษฏีนี้ พร้อมกันผมได้นำหนังสือและเอกสารหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปแจกแก่ชาวบ้านด้วย

(มากันทุกบ้าน ล้นห้องประชุม ยิ้มแย้มแจ่มใสกันถ้วนหน้า)

ผมได้พูดถึงเรื่องการพัฒนาจิตใจโดยใช้ศาสนาพุทธ การรักษาศีล 5 และยึดหลักหัวใจของพุทธศาสนาที่มีอยู่ 3 ข้อคือละความชั่ว ทำแต่ความดีและรักษาจิตใจให้ผ่องใส สำหรับเด็กๆ ผมก็บอกว่าให้รักพ่อแม่ให้มากๆ เพราะพ่อแม่คือพระพรหมของลูกๆ หากวันใดเรามีความทุกข์ใดๆ ก็ขอให้ไปหาพ่อแม่ บูชาพ่อแม่ ก็จะได้รับพรจากพ่อแม่ทุกครั้ง สุดท้ายผมได้แนะวิธีการนั่งสมาธิให้ชาวบ้านพร้อมทั้งให้ทดลองปฏิบัติกันเลย ปรากฏว่าชาวบ้านสนใจและอยากเรียนกันมากและบอกว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาสอนเรื่องการนั่งสมาธิให้

(สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกเรือนในหมู่บ้านก้คือชานเรือน เอาไว้นั่งเล่น เลี้ยงลูกและสังสรรค์)

เย็นนั้นพวกเราหมายถึงชาวบ้านและคณะของผมจบการประชุมด้วยความสบายใจกันทุกฝ่าย คณะของเราบอกว่าเราจะทำอาหารให้ชาวบ้านทานในตอนค่ำด้วยสร้างความตื่นเต้นและยินดีให้กับชาวบ้านมาก แต่ก็ออกตัวไว้ก่อนเพราะไม่รู้ว่าจะทานได้หรือไม่  เรือนที่เราจะไปทานอาหารค่ำถือว่าเป็นเรือนที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่บ้านเพราะเป็นเรือนแบบดั่งเดิม ใครแวะมาหมู่บ้านนี้ก็ต้องไปชมเรือนหลังนี้

ไข่เจียวสถานทูต

น้องๆ ที่ไปด้วย (ขลุ่ยและเอก) ตอนแรกก็ลังเลและหนักใจว่าจะทำอาหารให้ชาวบ้านทานจะไหวไหมนี่ กลัวจะเสียชื่อคนไทยที่เก่งเรื่องครัวโลก แต่เมื่อบอกว่าเป็นการตอบแทนที่เขาต้อนรับและให้ค้างคืนที่หมู่บ้าน ซึ่งคงเป็นคณะนักการทูตคณะแรกที่ (อาจหาญ) มาค้างคืนในหมู่บ้านแห่งนี้ ในที่สุดก็ตัดสินใจทำไข่เจียวอาหารหลักของคนไทย ซึ่งก็ไม่ง่ายเพราะมีแต่ไข่ไก่และผักชี ซีอิ้ว เนื้อหมูหาไม่ได้และไม่มีเวลาหาทัน เมื่อถึงบ้านและเข้าครัว ปัญหาแรกก็คือ กระทะสำหรับเจียวไข่ นึกว่าไม่มี คงเสร็จกันแน่ แต่ปรากฏว่ามีกระทะแบบบ้านเรา เตาดินใช้ฟืนถูกใส่เตรียมไว้ให้เรา น้ำมันทอดก็มี น้องๆ ทั้งสองคนเลยจัดแจงตอกไข่ ตีไข่ ใส่เครื่องปรุงแล้วทอดในกระทะอย่างชำนาญ ออกมาเป็นไข่เจียว 3 จาน น่าทานมาก ระหว่างที่ทอดไข่มีหนุ่มสาวชาวไทผาเกมาช่วยและให้กำลังใจถึงในครัว ทุกคนตั้งใจดูรายการทำอาหารของหนุ่มไทย เป็นอันว่าการทำอาหารไทยเสริมในเย็นนั้นผ่านไปด้วยดี น้องๆ แอบบอกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทอดไข่เจียวด้วยตัวเอง

เรือนนอน

เรือนที่ชาวบ้านจัดให้เรานอนนั้นเป็นเรือนหลังใหญ่และก็มีชื่อเสียงที่สุดอีกเช่นกันเพราะเป็นเรือนที่ดูสวยงามดูดีที่สุดในหมู่บ้าน  เป็นเรือนไม้ไผ่ขนาดใหญ่  4 ห้องนอน มีเครื่องใช้ครบครัน ตู้เย็น พัดลมเพดาน โทรทัศน์ วีดีโอและคอมพิวเตอร์ เป็นครอบครัวที่มีฐานะมากที่สุดคนหนึ่งของหมู่บ้าน ประกอบด้วยพ่อเฒ่าย่าเฒ่า ลูกชายภรรยาลูกชายและลูกเล็ก 2 คน มีห้องน้ำห้องส้วม 3 ห้องอยู่ในสนามหญ้าข้างเรือน มีปั้มน้ำบาดาลสำหรับใช้อุปโภคบริโภค น้ำสำหรับดื่มนั้นก็มาจากน้ำบาดาลโดยจะมีหม้อกรอง ถัดจากห้องน้ำมีคอกวัวในสวนซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 ตัว ตรงข้ามกับคอกวัวเป็นโรงเรือนสำหรับเก็บกระสอบข้าวสารเตรียมเอาไว้กินและขายตลาด ข้างหลังเรือนเป็นที่วางกองฟืนกองใหญ่ซึ่งใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงของครัวเรือนเสริมกับไฟฟ้า ที่หมู่บ้านนี้ ตามถนนหนทางในหมู่บ้านไม่มีไฟถนน มีสายไฟไปตามถนนไปตามบ้านเรือนก็จริงแต่ไม่มีหลอดไฟฟ้าที่เสา

(ฟืนจากต้นไม้ในหมู่บ้าน ยังมีพื้นที่ว่างเป่ลาอีกมากมาย สังเกตุมีต้นหมากและต้นจากซึ่งชาวบ้านบอกว่ามีขึ้นในอัสสัมเท่านั้น)

 

ดังนั้นการเดินไปไหนมาไหนนอกบ้านกลางคืนต้องใช้ไฟฉายหรือเทียนอย่างเดียวหรือไม่ก็ท้องฟ้ายามคืนเดือนหงาย เป็นบรรยากาศชนบทจริงๆ มีแต่ดาวที่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน ก็งดงามไปอีกแบบ

การค้างคืนในหมู่บ้านถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและหาได้ยาก ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านได้ดีขึ้น แม้จะเป็นเสมือนชีวิตที่ไม่ทันสมัย ราวกับล้าสมัยอยู่อีกโลกหนึ่งท่ามกลางความทันสมัยของโลก แต่นั่นก็คือวีถีดั่งเดิมของเขา และก็ของเราด้วยที่คนไทยเองก็เคยเป็นและผ่านมาแล้ว  ผมรู้สึกว่าเราคนไทยช่างโชคดีที่ประเทศชาติพัฒนามาได้อย่างมั่นคงด้วยสามสถาบันหลัก ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ในประวัติศาสตร์โบราณ เราคนไทยไม่เคยหยุดในการเรียนรู้และพัฒนาสิ่งต่างๆ จนกลายมาเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมที่ดีงามมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เป็นที่ชื่นชมของนานาประเทศ เราคงเป็นนักเรียนที่ดี นำสิ่งดีๆ ของหลายวัฒนธรรมมามาปรับใช้ได้ดี หากคนไทยจะรู้สึกถึงความโชคดีนี้และรักประเทศชาติให้มากขึ้น รู้รักสามัคคีดังพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ผมเชื่อว่าประเทศจะผ่านอุปสรรคใดใดไปได้อย่างแน่นอน

(อาหารมาตรฐานของชาวไทผาเก ข้าวสวย หน่อไม้ต้ม ผักต้ม ซุ๊ปผัก ทานผักกันเยอะเลยแข็งแรงกัน)

คืนนั้น ผมนอนในห้องไม้ไผ่เล็กๆ แคบๆ แต่มั่นคงแข็งแรงดี สภาพในห้องไม่มีอะไรเลยนอกจากที่นอนผ้าห่มและมุ้งกับฝาห้องที่เป็นไม้ไผ่ขัด ประตูห้องก็ใช้เพียงผ้าม่านบางๆ ปิดไว้  เจ้าของบ้านอุตสาห์จัดให้เราได้นอน นอนไปก็คิดว่าเมื่อได้รับทราบเรื่องราวของชาวไทผาเก ผมรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง เศร้าลึกๆ เนื่องจากในปัจจุบันชาวไทผาเกเหลืออยู่เพียง 500-600 คน ประชากรจากหลายพัน บัดนี้ไม่เพิ่มไม่ลดมากนัก ในขณะที่คนแก่คนเฒ่าส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้าน คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวพากันออกจากหมู่บ้านไปสร้างชีวิตนอกหมู่บ้าน หาโอกาสและชีวิตที่ดีกว่า บ้างก็กลับมา บ้างก็ไม่กลับมาเพราะหมู่บ้านนับวันจะไม่มีอนาคต ไม่มีงานไม่มีรายได้พอที่จะอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตสัก 20 -30 ปี ชาวไทผาเกจะเหลืออยู่เท่าใด น่าเศร้าใจยิ่งนัก

 

กลุ่มไทในอินเดียมีแต่จะสูญพันธ์ สูญวัฒนธรรมดั่งเดิม กลุ่มไทอาหมเป็นตัวอย่างที่ดี กลายเป็นคนอัสสัมนับถือศาสนาฮินดูและไม่รู้จักวัฒนธรรมดั่งเดิมของตนแล้ว กลุ่มคนไทกลุ่มอื่นๆ อีก 5 กลุ่มยิ่งน่าวิตกเพราะมีจำนวนประชากรน้อยลงทุกที

ผมนึกถึงเสียงเพลงไทผาเกที่สาวน้อย Je Hom ขับร้องในเย็นนั้นเป็นภาษาไทที่ไพเราะ น่าฟังและเป็นเพลงท้องถิ่นที่ยังคงก้องอยู่ในเวลานี้ เราคนไทยฟังพอรู้เรื่องบางคำ แต่ในอนาคตหากความเป็นเชื้อชาติไทผาเกนี้เลือนไป สิ่งเหล่านี้จะหายไปหมด วัฒนธรรมการแต่งกาย ภาษา ศิลปะ วิถีชีวิต บ้านเรือน คงจะเหลือแต่เพียงความทรงจำและเป็นสิ่งจำลองที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์  ให้คนรุ่นหลังได้ชมในฐานะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา  อนิจจา

ผมคิดเพลินจนหลับไป ความฝันของผมก็คืออยากให้ชนไทผาเกนี้ได้คงวัฒนธรรมของตนไว้ให้นานที่สุด ซึ่งเราในฐานะเชื้อสายคนไทยหรือคนไทเหมือนกันคงต้องเอื้ออาทรและให้การสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ ซึ่งประโยชน์ที่เห็นนั้นก็ชัดเจนเพราะเป็นการช่วยเหลือญาติของเราที่ห่างหายไปนาน เป็นการอนุรักษ์สิ่งที่ก็เคยเป็นวัฒนธรรมที่มาของชาติพันธ์ของเราเอง นอกจากนั้นยังเป็นการเผยแพร่ความเป็นไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาได้เพราะความสามารถของบรรพบุรุษของเรา พระบารมีของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ซึ่งสมควรที่เราจะภูมิใจและให้ญาติเราได้รับผลดีจากความเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองนี้ด้วย

ผมคงฝันไปแต่ก็เป็นฝันที่อยากจะบอกพวกเราทุกคน ว่าผมพร้อมที่จะคิดหาทางและช่วยชาวไทเหล่านี้ และขอเรียนเชิญกัลยาณมิตรทุกท่านช่วยกันบอกต่อ ช่วยคิดช่วยทำในทางที่สามารถจะทำได้ ตามความเหมาะสม ตามกำลังศรัทธา ทางออกนั้นน่าจะมีอยู่ แต่ก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่องทางออก มาดูกันก่อนว่าผมไปเยือนหมู่บ้านไทผาเกครั้งที่ 3 นี้ ผมได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง.

ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ)

ผมได้รับแนวการสำรวจข้อมูลจากคุณหมอเจ้คนสวย แซ่เฮและกัลยาณมิตรหลายท่าน ค่อนข้างละเอียดและครบถ้วน ขอขอบคุณคุณทุกท่านอีกครั้ง และก็โชคดีที่ไปคราวนี้ได้รับข้อมูลที่เป็นทั้งหนังสือและข้อมูลจากชาวบ้านเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว มาดูกันว่าผมได้อะไรกลับมาบ้าง

ข้อมูลทั่วไป 3 หลัก

หลักแรกคือ "คน"

จำนวนมากน้อยเพียงใด- ชาวไทผาเกที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มีเพียง 444 คน แบ่งเป็นผู้หญิง 223 ผู้ชาย 221 คน จำนวนครอบครัวทั้งหมด 90 ครัวเรือน 

ความต่างของจำนวนวัย- อายุสูงสุด 102 ปี  เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มีจำนวน 73 คน 

เกิดปีละ 3 คน ตายก็ปีละ 3 คน 

การศึกษา-อัตราการู้หนังสือสูงร้อยละ  93  ซึ่งสูงกว่าระดับรัฐ โดยผู้หญิงมีอัตราการู้หนังสืออยู่ที่ร้อยละ 88

ความต่างของรายได้- เป็นครูได้ประมาณ 15 000 รูปีต่อเดือน เกษตรกรไม่แน่นอน ทอผ้า ผ้าฝ้ายผืนละ 700 รูปี ผ้าไหมผืนละ 3000 รูปี ผืนหนึ่งใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคน

(ตัวเลขจากการสำรวจเมื่อปี 2001* ชาวไทผาเกร้อนละ 42 มีรายได้มากกว่า 50000 รูปี ต่อปี ร้อยละ 25 มีรายได้อยู่ที่ 10300 รูปี โดยเฉลี่ยครอบครัวมีรายได้ 36240 รูปี เดือนละ 3000 รูปี ซึ่งถือว่ารายได้ต่ำอยู่ที่วันละ 100 รูปี )

ขนาดเฉลี่ยของครัวเรือน 4-6 คน ประกอบด้วยพ่อแม่ ลูกประมาณ 2 คน ปู่ย่า ตายายมักอยู่บ้านเดียวกัน ส่วนใหญ่อยากได้ลูกชายมากกว่าลูกหญิง

(ตัวเลข 2001*อยากได้ลูกชายร้อยละ 37 อยากได้ลูกสาว ร้อยละ 14 ส่วนเหตุผลของการมีลูกร้อยละ 23 คิดว่าทำให้ครอบครัวมีความสุข ร้อยละ 10 อยากมีลูกเพราะช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็ง และสามีอยากมีลูกเพิ่มเพียงร้อยละ 6 )

อาชีพ- เกษตรกรรมส่วนใหญ่ โดยผู้ชายทำไร่ทำนา ประมาณ 70 ราย  ผู้หญิงทำกับข้าว ดูแลบ้านเรือนและทอผ้า

เกษตรกรมีนาเฉลี่ยคนละประมาณ 1 เอเคอร์หรือไร่ครึ่ง นอกจากผู้มีฐานะดี ได้รับมรดกจากพ่อแม่จะมีมากกว่านี้

แหล่งพลังงาน" ที่ครัวเรือนใช้ -ใช้ฟืนที่เป็นไม้  มีไฟฟ้าถึงแต่ก็ไฟดับบ่อยเหมือนในเมือง

พึ่งพาจากแหล่งใด- ฟืนมาจากต้นไม้ที่มีอยู่ในบริเวณบ้านและในป่าใกล้เคียงและก๊าซหุงต้ม

สาเหตุเสียชีวิตของเด็ก 3 ลำดับแรก ............ไม่ทราบ

อายุที่น้อยที่สุดและมากที่สุดของเด็กที่เสียชีวิต ............ไม่ทราบ

อายุเฉลี่ย- 74 ปี

ความต่างด้านศาสนาในชุมชน- ไม่มีเพราะเป็นพุทธ(เถรวาท) ทั้งหมด มีวัดพุทธอยู่ 2 แห่ง           

และความต่างของสัดส่วนเมื่อเทียบกับระดับรัฐ-  น้อยมาก ชาวไทเป็นพุทธทั้งหมด เป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐอัสสัมและในเมืองดีบูรการ์

อายุสูงสุดของคนที่ยังมีชีวิต -102 เป็นผู้หญิง (ย่าเฒ่า)

อายุน้อยที่สุดของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิต ......ไม่ทราบ

เรื่องของสุขภาพที่มักต้องหาที่พึ่งพา - มีชาวบ้านที่เรียนหมอ 2 คนไปทำงานในเมืองดีบูรการ์ รักษาทุกคนในหมู่บ้านโดยใช้ยาสมัยใหม่ เพราะว่ารวดเร็วทันใจกว่าสมนุไพร

สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ..........ไม่ทราบ

หลัก 2 คือ สิ่งแวดล้อม

แหล่งน้ำบริโภค วิธีได้มา วิธีการใช้แหล่งน้ำใช้น้ำบาดาลเป็นส่วนใหญ่ มีแม่น้ำอยู่ใกล้แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย

ความไกล-ใกล้ ของแหล่งน้ำทิ้งจากครัวเรือน- หมู่บ้านอยู่ติดแม่น้ำ  แต่มีน้ำบาดาลอยู่ใกล้ๆ เรือน

ความไกล-ใกล้ของขยะจากครัวเรือน -ส่วนใหญ่ใช้หลังบ้านทิ้งขยะ

วิธีจัดการของเสียจากคนและสัตว์เลี้ยง -ใช้การเทลงดินให้ดินซึมซับไป

ความใกล้-ไกลของที่อยู่สัตว์เลี้ยงกับคน -คอกเลี้ยงวัวอยู่ประมาณ 15 เมตรจากเรือน ผู้มีฐานะดี มีวัวประมาณ 10 ตัว มีควายไว้ใช้ไถนารวมทั้งเครื่องยนต์ไถนาด้วยและนิยมจ้างคนอัสสัมท้องถิ่นเป็นคนงาน”กุลี” ชาวไทผาเกไม่ไถนาเอง

หลัก 3  คือ ความสัมพันธ์

ระหว่างคนในครัวเรือนเป็นพี่น้องกัน เป็นญาติกันเพราะนิยมแต่งงานกันเองในหมู่บ้าน โดยพ่อแม่เป็นคนหาคู่ให้ตั้งแต่เด็ก

ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงอยู่กันอย่างใกล้ชิด เลี้ยงวัว หมู ไก่ มีการจับปลาในแม่น้ำ บางบ้านเลี้ยงเป็ด

ระหว่างคนกับน้ำบริโภค อุปโภคพึ่งน้ำบาดาลเป็นหลักและมีเพียงพอ การทำนาใช้น้ำฝนตามฤดูกาลย่างเดียว และปลูกข้าวครั้งเดียวต่อปี มีคิดจะใช้น้ำฝนหรือเก็บน้ำไว้ใช้

ระหว่างคนกับตลาดสินค้าชาวไทผาเกสมถะมาก ไม่ผลิตเพื่อตลาดหรือธุรกิจ แต่ผลิตเพื่อบริโภคในครอบครัวและหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านไม่มีนโยบายที่จะสร้างตลาดแต่อย่างใด เช่นผ้าทอถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีคนต้องการแต่ก็ผลิตตามสั่ง มิได้คิดจะผลิตจำนวนมาก หัตถกรรมต่างๆ ก็ผลิตเพื่อใช้ในหมู่บ้านเท่านั้น

 

ในหมู่บ้านมีคนที่มีคอมพิวเตอร์ประมาณ 5 เครื่องเอง

มีโรงเรียนระดับประถมและมัธยม 1 แห่งในหมู่บ้าน ระดับมัธยมปลายต้องออกไปเรียนนอกหมู่บ้าน ซึ่งชาวไทผาเกไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าเรียนเพราะถูกจัดเป็นชนกลุ่มน้อยจึงได้สิทธิ์ในเรื่องการศึกษาจากรัฐ เด็กๆ เรียนฟรี

ข้อเสนอและทางออก

หลังจากเล่าข้อมูลที่ได้มาแล้ว มาถึงบทสุดท้าย ก็คือ ข้อเสนอแนะและทางออกที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับหมู่บ้านไทผาเกที่อยากจะเห็น

กิจการโฮมเสตย์

สิ่งหนึ่งที่ได้หารือกับหัวหน้าหมู่บ้านก็คือการทำโฮมเสเตย์หมู่บ้านไทผาเกซึ่งมีความเห็นด้วยและคิดว่าเป็นไปได้ และเป็นความต้องการของชาวบ้านที่เริ่มเห็นความหวังว่าจะมีกิจกรรมที่เกิดรายได้กับพวกเขา  ผมได้บอกว่าการทำโฮมสเตย์ในเมืองไทยนั้นเป็นกิจกรรมครัวเรือนที่ได้รับความนิยมไม่น้อยโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ วิธีการก็คือการจัดห้องพักในบ้านในสภาพที่เหมือนกับวิถีชีวิตปรกติของชาวบ้าน คนที่สนใจมาโฮมเสตย์นั้นส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตของท้องถิ่นโดยมีความสะดวกในเรื่องที่พักพอสมควร สำหรับคนไทยนั้นอาจต้องการความสะอาดเรื่องของห้องน้ำมากเป็นพิเศษ

ชาวบ้านอาจไม่ต้องสร้างบ้านเรือนเพิ่มเติมแต่มีห้องแบ่งให้ผู้มาใช้บริการระยะสั้นๆ คิดค่าบริการย่อมเยาว์ หากมีบ้านเรือนในหมู่บ้าน 70 หลัง ก็อาจเริ่มจากบ้านที่มีความพร้อม  5 -10 หลัง นักท่องเที่ยวอาจสนใจร่วมกิจกรรมของชาวบ้านเช่นการทอผ้า การออกไปชมสวนและวิธีการทำนา กิจกรรมที่วัดพุทธหรือแม้แต่การจัดกิจกรรมล่องเรือในแม่น้ำ ก็น่าสนใจ และหากชาวบ้านมีสินค้าที่ระลึกก็สามารถจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่มาพักได้ ทั้งนี้ ผมจะได้ส่งตัวอย่างของโฮมเสตย์ในเมืองไทยให้หัวหน้าหมู่บ้านต่อไป

การสร้างคน

สำหรับผม การช่วยเหลือคน ไม่ได้อยู่ที่การให้เงินทุนแต่อยู่ที่การให้ความรู้เพื่อสร้างบุคลากรที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ในระยะยาว ความคิดของผมจึงอยากจะสร้างคนไทผาเกให้มีความรู้ในเรื่องเกษตรกรรม วิชาชีพต่างๆ งานพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งจะทำให้คนสามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาหมู่บ้านของตนได้ต่อไป การสร้างคนตรงนี้คือการให้ทุนคนไทผาเกไปเรียนที่เมืองไทยซึ่งน่าจะมีสถาบันและหน่วยงานของไทยที่ตรงกับข้อเสนอนี้

อีกวิธีหนึ่งก็คือการเชิญชวนให้ผู้รู้รวมทั้งนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ของเมืองไทยในสาขาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวไทผาเกไปดูงานกันเป็นคณะที่หมู่บ้านเพื่อจะสามารถเห็นจากของจริงและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ชาวไทผาเกได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเรามีความเชี่ยวชาญมาก วิธีนี้ก็น่าจะเป็นไปได้

บันทึกนี้ อาจยาวไป แต่ก็ยังไม่หมดเรื่องเล่า  ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คนอีกหลายท่านในหมู่บ้านไทผาเกที่น่าสนใจและน่ายกย่อง ผมคงสบายใจและถือว่าได้ทำสิ่งที่อยากทำ ตั้งใจทำและควรทำส่วนหนึ่งแล้ว คืนนี้ผมยังคงต้องฝันต่อ ฝันว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีอยู่ และ จะคิดทำสิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมและชาวไทผาเก ญาติของเรากลุ่มหนึ่งบนพื้นโลก ขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความเจริญ สุขกายสุขใจตลอดไปครับ

ราตรีสวัสดิ์ครับ