การใช้ความรักเป็นเกราะป้องกันลูก
จากคำสุภาษิตโบราณที่ว่า " รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี " ยังคงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่คนที่ใช้ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับยุคสมัยของตนเท่านั้น
ในสมัยที่เรายังเป็นเด็ก พ่อแม่จะลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีเมื่อลูกทำผิดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่ในสมัยปัจจุบันมีเรื่องของสิทธิมนุษยชน มีเรื่องของของกฎหมายสิทธิเด็ก ที่ให้การคุ้มครองดูแลไม่ให้ได้รับการลงโทษด้วยวิธีที่เกินกว่าเหตุ การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีเด็กจะมีขนาดไม้เรียวกำหนดไว้ชัดเจนและต้องทำในที่ลับตาคน และมีข้อกฎหมายอีกหลายข้อที่กำหนดการลงโทษและกรณีความผิดไว้ จึงทำให้มองดูว่าถ้าพ่อแม่คนไหนเฆี่ยนตีลูก เป็นการกระทำที่รุนแรง
ในสมัยโบราณ "รักวัวให้ผูก " จะหมายความถึงว่าเวลาที่เรามีสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควายที่เราเลี้ยงไว้ทำไร่ ทำนา เราก็ต้องผูก ต้องมัดมันเอาไว้เพื่อไม่ให้ไปรบกวน สร้างความเดือนร้อนให้เพื่อนบ้านข้างเคียง ( สมัยโบราณ การปลูกบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่จะไม่มีรั้วบ้าน หรือมีก็ไม่แข็งแรงเหมือนสมัยนี้) และอันัยหนึ่งก็เพื่อป้องกันการสูญหายของสิ่งที่สำคัญ มีค่าและของที่เรารัก ไม่ให้ถูกขโมยลัก ส่วนคำว่า "รักลูกให้ตี" หมายถึง การอบรม สั่งสอนลูก หรือการลงโทษลูกให้เชื่อฟังหรือหลาบจำไม่กระทำผิดอีก ก็จะต้องมีการลงโทษ แม้บางครั้งจะต้องมีความเจ็บปวดก็ต้องทำ เพราะคงไม่มีพ่อแม่คนไหนมีความสุขที่เห็นลูกเจ็บปวดหรือเป็นทุกข์
แต่ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่า สุภาษิตโบราณ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" จะใช้ไม่ได้กับคนในยุคนี้ เพียงแต่การแปลความหมายและการนำไปใช้ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์เท่านั้นเอง "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตึ" จึงหมายถึง การดูแลเอาใจใส่ ไม่ปล่อยปละละเลย หรือรักลูกจนขาดสติ ไม่มีเหตุผล ให้ท้ายลูกจนลูกเสียคน ให้ความรักความอบอุ่นกับลูก ผูกลูกไว้กับเราด้วยความรัก ไม่ใช่เชือกไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยความสมัตรใจที่ลูกจะเชื่อฟังพ่อแม่ เคารพพ่อแม่ผู้ใหญ่ด้วยความสมัครใจ การว่ากล่าวตักเตือนก็เป็นไปด้วยเหตุผลและสติไม่ใช้อารมณ์ในการตักเตือนลงโทษลูก
วิธีการสร้างเกราะป้องกันลูก
1. การแสดงความรักด้วยการกอดลูก การจูบลูก คุณเคยกอดลูกด้วยความรัก ลูหลัง ลูบหัวเขาบ้างหรือเปล่า ถึงแม้ว่าลูกๆของคุณจะมีอายุมากแล้ว ก็อย่าคิดว่าเขาไม่ต้องการความรักจากพ่อแม่ ลูกๆทุกคนอยากเป็นที่รักของพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้น บางคนคิดว่าลูกโตแล้ว การแสดงความรักกับลูกเป็นเรื่องที่น่าอาย นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเขาไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่ เขาก็จะโหยหา ไปแสวงหาความรักความอบอุ่นจากคนอื่น และเมื่อถึงวันนั้น ลูกอาจจะได้รับเรื่องอะไรที่ไม่ควรได้รับก็ได้
2. การลงโทษ ว่ากล่าวตักเตือน ต้องว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช้กำลัง อารมณ์ ทำอะไรอย่าคิดว่าเขาเป็นลุกของเรา เราจะทำอะไรกับเขาก็ได้ การลงโทษที่รุนแรงนั้นผิดกฎหมาย การกระทำสิ่งใดที่เรากระทำกับลูก ลูกก็มักจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมการกระทำของพ่อแม่ ซึมซับไปเป็นพฤติกรรมของเขาทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉนั้น ถ้าเราต้องการให้ลูกปฎิบัติกับเราอย่างไร เราก็ควรที่จะทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาได้ดูอย่างนั้น การสอนอย่างเดียวลูกอาจจะไม่เข้าใจเท่ากับการที่เรากระทำให้เขาดู
3. การให้เวลากับลูกและครอบครัวสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ลูกและคนในครอบครัวโหยหาความรัก ความอบอุ่นเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าเราจะมีภาระงานที่ล้นมือ ก็ต้องแบ่งเวลาให้กับลูก ( เพราะเมื่อเราตัดสินใจให้ลุกเกิดมาแล้ว เราต้องมั่นใจว่าเราจะสามารถเลี้ยงดูลูกให้การดูแลลูกได้ตามศักยภาพของเรา) เราอาจใช้เวลาช่วงรับประทานอาหารเช้า - เย็น หรือช่วงวันหยุด ในการที่จะพูดคุย ซักถามทุกข์ - สุขของคนในครอบครัว เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่าเรื่องราวต่างๆที่เขาประสบมาด้วยความตั้งใจที่จะรับฟัง ให้ความสำคัญกับทุกเรื่องที่ลูกเล่า ช่วยเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุมีผล อย่าใช้อารมณ์ แสดงให้ลูกเห็นว่า ตัวเขายังเป็นคนสำคัญของเราเสมอ หรือถ้ามีเวลาอีกสักนิด ก็หาโอกาสพาลูกและคนในครอบครัวไปผ่อนคลายนอกบ้านบ้าง เช่น ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยว ( ตามกำลังความสามารถของแต่ละคนว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน) ไปดูภาพยนต์ ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือแม้กระทั่งไปนั่งฟังเพลง หรือร้องคาราโอเกะ ก็ตาม
4. พ่อแม่ควรจะเป็นครูคนแรกของลูกที่ให้ความรู้ในทุกเรื่องที่ลูกถาม ถ้าเราไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ก็ควรพาลูกไปค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้ลูกสงสัยและไปทดลอง หรือศึกษาหาความรู้จากผู้ที่หวังดีแต่ประสงค์ร้าย เช่น เรื่องเพศศึกษา เรื่องของการสูบบุหรี ดื่มสุรา การเที่ยวกลางคืน สถานเริงรมย์ต่างๆ การป้องกันตัวจากการถูกคุกคามทางเพศ การป้องกันตัวจากการถูกทำร้าย เป็นต้น เช่น ถ้าลูกสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง ผับ บาร์ ว่าในนั้นมีอะไร ทำไมคนวัยรุ่น หนุ่มสาวจึงนิยมไปเที่ยวกัน พ่อแม่ก็สามารถพาลูกไปดูได้ เมื่อพาไปดู เราก็ควรอบรม สั่งสอน ให้ลูกได้เข้าใจ สอนถึงภัยอันตรายต่างๆที่จะตาม ยกตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสถานที่นั้นๆให้ลูกเกิดความตระหนักอันตรายที่จะเกิดตามมาด้วย
5. การถ่ายทอดประสบการณ์ เล่าเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น หรือการเล่านิทานให้ฟังสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้เกิดอุทาหรณ์สอนใจ และเกิดภูมิคุ้มกันภัยที่จะเกิดขึ้นกับลูก
การสร้างเกราะป้องกันลูกเหล่านี้ เป็นเพียงวิธีการที่ผู้เขียนใช้ในการอบรม ดูแลลูก และขอแบ่งปันประสบการณืเหล่านี้ให้แก่ผู้ที่สนใจได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเท่านั้น ถ้ามีใครที่มีประสบการณ์และวิธีการที่แตกต่างจากนี้ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะการอบรมสั่งสอนลูก ไม่ใช่จะเห็นผลไวเหมือนการฉีดยาวัคซีนของแพทย์ ถ้าเจ็บไข้ไปหาคุณหมอ รับประทานยา ฉีดยา ไม่กี่วันก็หาย แต่การสร้างเกราะ ล้อมลูกด้วยความรัก เป็นเกราะที่บอบบาง ต้องใช้เวลาสร้างด้วยความอดทน ความตั้งใจและพยายามเพื่อให้คนที่เรารักจะได้อยู่รอดในสังคมที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และสับสนนี้ได้ เมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว