ระบบบริหารที่ดีที่ทำให้ธุรกิจได้กำไรสูงสุดยังหมายถึงการมี CEO ที่ดี เราจึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ว่า ธุรกิจและ CEO จะบริหารจนธุรกิจทำกำไรสูงสุดได้อย่างไร (บนพื้นฐานที่ไม่โกง) การทำกำไรสูงสุดโดยไม่เบียดเบียนใคร ไม่ใช่ตราบาปหรือเคราะห์กรรมที่เราพึงปกปิด หลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึง แต่ความสามารถในการทำกำไรสูงสุดควรได้รับการยกย่องอย่างโอ่อ่าเปิดเผย และเป็นการแสดงทักษะในการบริหารอย่างน่าภาคภูมิใจของ CEO ที่แท้จริง
ธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและมี CEO ที่บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะเสียภาษีถูกต้องและเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาพัฒนาประเทศแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่เป็นภาระให้รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีอากรมาโอบอุ้มอีกต่างหาก
บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และพันธมิตรสีเขียวจัดกิจกรรมตามโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” โดยมีนายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ รับมอบกล่องรักษ์โลก พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ณ ห้องศรีจันทร์ 1 โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น
สำหรับโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” จัดขึ้นเพื่อต่อยอดนโยบายจัดซื้อ จัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนให้บุคลากรของภาครัฐและเอกชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ให้มีจิตสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้คัดแยกกระดาษก่อนทิ้ง โดยเอสซีจี เปเปอร์ได้มอบกล่องรักษ์โลก จำนวน 10,000 ใบให้กับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนที่ร่วมโครงการ ช่วยคัดแยกเศษกระดาษก่อนทิ้ง
พร้อมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้มีการใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่า ช่วยประหยัดพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งช่วยจุดประกายความคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับทุกคนในสังคม โดยจัดโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” ขึ้นใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ
กระดาษ Idea Work ผลิตภายใต้กระบวนผลิต Green Process ของ SCG Paper และใช้เยื่อที่ได้จากไม้ปลูก 100% ทำให้มั่นใจได้ว่า กระดาษ Idea Work ใช้ทรัพยากรเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และโดยไม่ทำลายธรรมชาตีอีกด้วย
เอสซีจี เปเปอร์(SCG Paper) บริษัทผลิตกระดาษภายใต้เครือซีเมนต์ไทย เข้าใจความห่วงใยของผู้บริโภคที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ได้เปิดตัว "ไอเดีย กรีน" กระดาษคุณภาพเพื่อใช้ในสำนักงานที่มีส่วนผสมของ EcoFiber 30% ภายใต้แนวคิด "Think for the better" เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ได้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง
โครงการ Go Green Exhibition Award เป็นโครงการในระยะเริ่มต้นของ การจัดทำ“แผนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” โดยความร่วมมือระหว่าง สสปน. สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสมาคมอุตสาหกรรมนิทรรศการระดับโลก (UFI – Global Association of the Exhibition Industry) ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครการประกวดได้โดยตรง ณ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ www.greenmeetingsthailand.com และสามารถร่วมส่งแผนงานเข้าประกวดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ตุลาคม 2553
1.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างจริงจัง อาทิ ด้านการศึกษา ได้มีการจัดค่ายวิทยาศาสตร์เยาวชนช้างเผือกซิเมนต์ไทย Young Thai Artist Award รวมถึงการมอบทุนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ด้านกีฬา จัดการแข่งขันแบดมินตันเครือซิเมนต์ไทยชิงชนะเลิศเยาวชนแห่งประเทศไทย และจัดแข่งขันวอลเลย์บอลเครือซิเมนต์ไทย
ชิงชนะเลิศยุวชนแห่งประเทศไทย เป็นต้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ได้มีโครงการ Do It Clean เพื่อสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะ นอกจากนี้ในส่วนของบุคลากร เครือซิเมนต์ไทยได้มีการจัดอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถอยู่สม่ำเสมอ
ปตท. ช่วงนี้ทางบริษัท ปตท ได้รณรงอย่างต่อเนื่องในการปลูกป่า เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยค่ะ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการประหยัดทรัพยากรอีกด้วย
นางสาวชัญญพัชร์ ชัยกุล รหัส 544407188 การจัดการทั่วไป 54/4
ธุรกิจใดที่รับผิดชอบต่อสังคมสูงสุด คำตอบก็คือ ธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุด บางท่านอาจแย้งว่า ธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงสุด อาจเป็นเพราะขูดรีดแรงงานสูงสุด หรือเป็นธุรกิจที่หลบเลี่ยงภาษีก็ได้ นี่คือมโนทัศน์ที่เกิดขึ้นจากสังคมที่บิดเบี้ยว บิดเบือนและด้อยพัฒนาที่เราเห็นจนเคยชินอยู่ทุกวัน
แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงสุด ย่อมหมายถึงธุรกิจที่มีระบบการบริหารที่ดีที่สุดในเชิงเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่น ระบบบริหารที่ดีไม่ใช่ได้มาด้วยการเอาเงินไปซื้อมาเป็นสำคัญ แต่แสดงถึงการมีทักษะ หรือ Know-how ที่ดี ไม่ใช่ต้อง Know-who อย่างที่พบเห็นบ่อยครั้งในสังคมที่ต้องหมอบราบคาบแก้วกับความชั่วร้ายเพียงเพื่อการเอาตัวรอดทางธุรกิจไปวัน ๆ
ระบบบริหารที่ดีที่ทำให้ธุรกิจได้กำไรสูงสุดยังหมายถึงการมี CEO ที่ดี เราจึงควรส่งเสริมการเรียนรู้ว่า ธุรกิจและ CEO จะบริหารจนธุรกิจทำกำไรสูงสุดได้อย่างไร (บนพื้นฐานที่ไม่โกง) การทำกำไรสูงสุดโดยไม่เบียดเบียนใคร ไม่ใช่ตราบาปหรือเคราะห์กรรมที่เราพึงปกปิด หลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึง แต่ความสามารถในการทำกำไรสูงสุดควรได้รับการยกย่องอย่างโอ่อ่าเปิดเผย และเป็นการแสดงทักษะในการบริหารอย่างน่าภาคภูมิใจของ CEO ที่แท้จริง
นี่จึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ศาสตร์และศิลปของการทำธุรกิจที่ตรงไปตรงมา สัตย์ซื่อถือคุณธรรมอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่การทำธุรกิจแบบ “มวยวัด” หรือเป็นแบบ “ปากคาบคัมภีร์ (CSR)” หรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลไร้แก่นสาร
ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ธุรกิจที่ทำกำไรสูงสุดนั้น ย่อมเสียภาษีสูงสุด ผู้ที่เสียภาษีสูงสุดย่อมเป็นผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมสูงสุดในทางหนึ่ง จะเห็นได้ว่าภาษีรายได้ของธุรกิจของไทยนั้นเสียในอัตราประมาณ 30% ของกำไรสุทธิ ยิ่งธุรกิจใดมีกำไรมาก ก็ยิ่งเสียภาษีมาก
กลุ่มผู้ที่เสียภาษีมากที่สุดในประเทศไทยก็คือธุรกิจเอกชนนั่นเอง เสียภาษีมากกว่าตาสีตาสาที่เสียภาษีทางอ้อมต่าง ๆ เสียอีก อาจกล่าวได้ว่าเฉพาะเขตบางรักเขตเดียว ธุรกิจทั้งหลายเสียภาษีสูงกว่าชาวบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งภาคด้วยซ้ำไป
เราควรเข้าใจว่าภาษีทุกบาททุกสตางค์ นำไปพัฒนาประเทศ ที่ประเทศเรามีทางด่วน รถไฟฟ้า โทรศัพท์ ถนน ฯลฯ ก็ล้วนมาจากภาษีแทบทั้งสิ้น ส่วนที่จะมีใคร “งาบ” ภาษีไป ก็อยู่ที่กลไกของรัฐในการตรวจสอบ เราจะ “มั่ว” ใช้ “อารยะขัดขืน” พาลไม่จ่ายภาษี คงไม่ได้
ธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและมี CEO ที่บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะเสียภาษีถูกต้องและเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาพัฒนาประเทศแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่เป็นภาระให้รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีอากรมาโอบอุ้มอีกต่างหาก
เราคงเคยเห็นธนาคารที่เชิดหน้าชูตาหรือได้รับรางวัลมากมายด้าน “ความรับผิดชอบต่อสังคม” กลับ “ล้มบนฟูก” รัฐบาลต้องตั้งกองทุนมาฟื้นฟูต่าง ๆ นานา ธุรกิจหลายแห่ง หลายแขนง รัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีอากรไปอุดหนุน เช่น ช่วยค่าน้ำมัน ช่วยประกันราคา ช่วยรับซื้อสินค้า ฯลฯ บางแห่งถึงขนาดนัดหยุดให้บริการจนประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ธุรกิจเหล่านี้ นอกจากจะขาดความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ยังเป็นปัญหาและสร้างภาระให้กับสังคมด้วยหรือไม่
ดังนั้นธุรกิจที่ทำกำไรมาก เสียภาษีมาก จึงมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ธุรกิจถือเป็น “กระดูกสันหลัง” ของความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะหากไม่มีภาษีจากธุรกิจเหล่านี้มาหล่อเลี้ยงประเทศแล้ว ประเทศไทยก็คงตกต่ำไม่ต่างจากประเทศหลายแห่งในทวีปอาฟริกาที่มีแต่คนจนที่รอเศษซากความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
นางสาวอุบลรัตน์ คุยสี การจัดการทั่วไป กลุ่ม 3 รหัส 544407176
แฟรนไชส์รีไซเคิลขยะ วงษ์พาณิชย์
ในเขตเมืองพิษณุโลกได้มีการรณรงค์แก้ปัญหาขยะล้นเมืองในขยะนั้นซึ่งก็ได้รับความสนใจการประชาชนอย่างดี และหลังจากก่อตั้งโรงงานวงษ์พาณิชย์ จังหวัดพิษณุโลกก็ดูสะอาดขึ้นมาก อย่างผิดหูผิดตาหากท่านมีโอกาสผ่านไปจังหวัดพิษณุโลกลองสังเกตดู จะพบว่า แทบหาขยะตามท้องถนนไม่ได้เลย เพราะประชาชนเห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะนั้นเอง
กลุ่มสตรีทอผ้า
ประวัติความเป็นมาของกลุ่มสตรีทอผ้าศิลปาชีพบ้านละอูบ เริ่มแรกกลุ่มสตรีบ้านละอูบยังไม่มีกลุ่มและประสบปัญหาที่ผู้คนไปทำงานในเมืองซึ่งมีผลกระทบต่อครอบครัว กลุ่มสตรีจึงได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อหาวิธีทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และต่อมา คุณพ่อกรีมา มิ่งศรีสุข ได้นำเรื่องกลุ่มตรีและตัวแทนกลุ่มสตรีเข้าเฝ้า สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จประทับที่บ้านดง เมื่อ พ.ศ.2536 หลังจากนั้นทางกองราชเลขาในองค์สมเด็จ ได้นำเรื่องนี้เข้าไปในพระราชวัง แผนกศูนย์ศิลปาชีพสวนจิตรลดา ต่อมาคุณพ่อกรีมา ได้ติดต่อสอบถามและได้ข้อมูลเพิ่มเติม ทางแผนกศูนย์ศิลปาชีพ จึงได้ออกใบอนุญาตและรับสั่งให้คุณกรีมา นำตัวแทนกลุ่มสตรี ไปเรียนเสริมวิชาทอผ้า ที่พระราชวังพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวแทนที่ไปเรียนนั้น ชื่อนางอานา มิ่งศรีสุข ได้ไปกับคุณพ่อกรีมา เมื่อคุณพ่อกรีมา ไปทำงานในตำหนักภูพิงค์ ตามรับสั่งของกองราชเลขาและศูนย์ศิลปาชีพ ต่อจากนั้นกลุ่มสตรี ได้รับพระราชทานพระราชโอวาท ว่าให้ทำงานเป็นกลุ่มก้อน และทรงสนพระทัยในเรื่องกลุ่มอาชีพของกลุ่มสตรีโดยเฉพาะการทอผ้า และได้พระราชทานทุนจำนวน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มสตรี เพื่อบริหารจัดการในกลุ่มในช่วงการก่อตั้งกลุ่ม ช่วงแรกและหลังจากนั้นก็ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ทางกลุ่มก็ได้มีการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ในด้านฝีมือ การบริหารจัดการกลุ่มมากขึ้น จนสามารถติดต่อการตลาดได้ โดยการประสานกับศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ่องสอน และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอแม่ลาน้อย ปัจจุบันกลุ่มสตรีมีสมาชิกทั้งหมด 40 คน ผลการดำเนินงานของกลุ่มตลอดระยะเวลา 7 ปี กว่า ที่ผ่านมา การดำเนินงานก่อให้เกิดผลดีในหลายๆด้าน เช่น ทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้นระดับหนึ่ง สตรีในกลุ่มมีรายได้ จากอาชีพเสริมเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 6 - 7 พันบาทต่อคนต่อปี ปัจจุบันกลุ่มสตรีบ้านละอูบ จัดตั้งที่บ้านเลขที่ 25 / 1 หมู่ 6 บ้านละอูบ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
เป็นการสืบสานวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวบ้านละอูบ เป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับบุคคลเหล่านี้รวมทั้งรายได้ที่ชาวบ้านได้รับอีกด้วย
บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และพันธมิตรสีเขียวจัดกิจกรรมตามโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” โดยมีนายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ รับมอบกล่องรักษ์โลก พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ณ ห้องศรีจันทร์ 1 โรงแรมเจริญธานี จังหวัดขอนแก่น
สำหรับโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” จัดขึ้นเพื่อต่อยอดนโยบายจัดซื้อ จัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนให้บุคลากรของภาครัฐและเอกชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ให้มีจิตสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้คัดแยกกระดาษก่อนทิ้ง โดยเอสซีจี เปเปอร์ได้มอบกล่องรักษ์โลก จำนวน 10,000 ใบให้กับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนที่ร่วมโครงการ ช่วยคัดแยกเศษกระดาษก่อนทิ้ง
นายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน เกิดความตระหนักด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชนชาวชขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่า สิ่งแวดล้อมที่ดี นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม
แม้กระทั่งการจัดซื้อจัดจ้าง ทางรัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือได้รับฉลากเขียว โดยปีนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ร้อยละ 75 ของหน่วยงานรัฐ ใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นโยบายต่างๆ ของทางรัฐบาล
นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ผู้จัดการธุรกิจ โฮมแอนด์อออฟฟิศ โซลูชั่น บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดยืนองค์กรเอสซีจี ที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษและพันธมิตรสีเขียว เผยแพร่นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ ไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ
พร้อมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้มีการใช้กระดาษอย่างรู้คุณค่า ช่วยประหยัดพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งช่วยจุดประกายความคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับทุกคนในสังคม โดยจัดโครงการ “Let’s go green by Idea Green.” ขึ้นใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ
การทำกล้วยกวน
กลุ่มอาชีพทำกล้วยกวน เริ่มจากประชาชนในหมู่บ้านเสร็จจากการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลัก ทำให้มีเวลาว่าง กลุ่มสตรีจึงได้ทำประชาคมกันว่าจะหาอาชีพอะไรมาทำเสริม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ จึงได้ก่อตั้งกลุ่มทำกล้วยกวนขึ้นมาโดยมีการเลือก ประธาน รองประธาน เลขานุการ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ ปฏิคม และกรรมการร มีสมาชิกทั้งหมด 14 คน มีเงินทุนครั้งแรก 700 บาท
เป็นการช่วยเหลือประชากรที่ทำสวนกล้วย การนำกล้วยมาแปรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับประชากร
"Idea Green" กระดาษเป็นมิตรกับต้นไม้ โครงการกระดาษเพื่อต้นไม้
กระดาษ Idea Work ผลิตภายใต้กระบวนผลิต Green Process ของ SCG Paper และใช้เยื่อที่ได้จากไม้ปลูก 100% ทำให้มั่นใจได้ว่า กระดาษ Idea Work ใช้ทรัพยากรเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และโดยไม่ทำลายธรรมชาตีอีกด้วย
เอสซีจี เปเปอร์(SCG Paper) บริษัทผลิตกระดาษภายใต้เครือซีเมนต์ไทย เข้าใจความห่วงใยของผู้บริโภคที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ได้เปิดตัว "ไอเดีย กรีน" กระดาษคุณภาพเพื่อใช้ในสำนักงานที่มีส่วนผสมของ EcoFiber 30% ภายใต้แนวคิด "Think for the better" เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ได้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง
โดย EcoFiber นี้คือเยื่อกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทำมาจากเศษวัสดุ หรือวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วจากนอกโรงงาน การนำวัสดุรีไซเคิลมาผลิตกระดาษนี้ช่วย ลดปริมาณการตัดต้นไม้ลงได้ 30% เพราะกระดาษทั่วไปนั้นต้องใช้เยื่อของต้นไม้ 100% ในการผลิต
จากรายงานของ สมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษแห่งประเทศไทย ระบุว่า คนไทยบริโภคกระดาษ 56 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเท่ากับจำนวนบริโภคต่อคนโดยเฉลี่ยของโลก
ตัวเลขนี้อาจดูน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่บริโภคกระดาษมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกาที่สูงถึง 312 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นที่บริโภคกระดาษ 250 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
แต่รู้มั้ยว่าเพียงแค่นี้ในปี 2550 เราได้บริโภคกระดาษพิมพ์เขียนไปแล้วถึง 964,000 ตัน เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 13% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2546-2550
ซึ่งการผลิตเยื่อกระดาษ 1 ตันนั้น ต้องใช้ น้ำกว่า 120,000 ลิตร ใช้ ต้นไม้เกือบ 20 ต้น และใช้ ไฟฟ้าประมาณ 1.2 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง
แม้จะมีทางเลือกใหม่เป็นกระดาษที่ลดการตัดต้นไม้ออกมา แต่จากตัวเลขข้างต้นแล้ว แสดงให้เห็นว่ากว่าจะเป็นกระดาษให้เราใช้กันเนี่ย ต้องเผาผลาญทรัพยากรใช่ย่อยเลยนะ
รู้อย่างนี้แล้วมาช่วยกันใช้กระดาษแต่ละแผ่นให้คุ้มค่ากันดีกว่า โดยใช้กระดาษทั้งสองด้าน ไม่ทิ้งกระดาษใช้แล้วปะปนกับขยะอื่น ๆ และไม่ฉีกกระดาษออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จะได้เอาไปรีไซเคิลต่อได้
เพราะกระดาษใหม่แต่ละแผ่นนั้นสามารถนำไปรีไซเคิลกลับมาเป็นกระดาษได้เกือบ 10 ครั้ง
กระดาษเก่า 1 ตัน สามารถนำมารีไซเคิลเพื่อผลิตกระดาษใหม่ได้อีกเกือบ 1 ตัน
อีกทั้งการนำกระดาษเก่ามาผลิตกระดาษใหม่แทนการใช้ต้นไม้ จะช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้ถึง 74% และหลีกเลี่ยงมลภาวะทางน้ำได้อีก 35%
ถ้ามีกระดาษที่ไม่ใช้แล้วเยอะ ๆ แต่ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน ทาง มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา เค้าทำ "โครงการกระดาษเพื่อต้นไม้" มาสิบกว่าปีแล้ว รับบริจาคกระดาษใช้แล้วทุกประเภท เพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานรีไซเคิลกระดาษ ส่วนรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบเข้ากองทุนป่าชุมชนกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ
นางสาวพัชริดา ศรีบุญมา 524407013 กาจัดการทั่วไป/1
บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด หรือโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี มีนโยบายดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility; CSR) ด้วยความตระหนักและให้ความสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง มีเจตนารมณ์ที่จะทำงานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมุ่งสร้างและสืบสานความสัมพันธ์อันดีที่เกิดจากการยอมรับและไว้วางใจซึ่งกันและกัน คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน ชุมชนที่บริษัทฯ ประกอบกิจการอยู่ ลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานภาครัฐตลอดจนถึงสังคมและประเทศชาติ พร้อมทั้งสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ร่วมกัน มีหลักการกำหนดไว้เพื่อเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ประกอบด้วยหลัก 7 ประการ 1. การกำกับดูแลองค์กร บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเป็นต้นแบบที่ดีของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการดำเนินธุรกิจ เพิ่มมูลค่าและ ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการบริหารจัดการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอันเป็นสากลและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและดำรงรักษาความเป็นเสิศในคุณธรรมอันเป็นคุณค่าพื้นฐานขององค์กรชั้นนำ 2. สิทธิมนุษยชน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพด้วยการไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเพศและชนชั้น ไม่ใช้แรงงานเด็ก และต่อต้านการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ 3. การปฏิบัติด้านแรงงาน บริษัทฯ มีการกำกับดูแลให้ค่าจ้างอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับอุตสาห-กรรมของไทย การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการจัดระเบียบองค์กรนั้นจะดำเนินการอย่างรับผิดชอบโดยอยู่ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายไทย รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความปลอดภัยสำหรับพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้มาเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี โดยพยายามให้ทุกคนปลอดจากอุบัติเหตุและอันตรายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 4. สิ่งแวดล้อม บริษัทฯ มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน และถือเป็นแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น มีมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมต่างๆขององค์กร ทั้งนี้เพื่อรักษาและดำรงไว้ซึ่งระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่บริษัทฯ ประกอบกิจการอยู่ 5. การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและ มีจริยธรรม ใส่ใจในการปฎิบัติตามกฎหมาย เคารพกฎระเบียบของสังคม และเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง 6. ความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้จัดหา มุ่งเน้นการบริการที่ดีเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า มีความจริงใจต่อการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้า รวมทั้งพยายามที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผลิต และ/หรือการบริการ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีความคาดหวังที่จะได้รับสินค้าและการบริการในลักษณะเดียวกันนี้จากองค์กรผู้จัดหาสินค้า โดยมุ่งเน้นที่จะคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าและผู้จัดหา 7. การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน บริษัทฯ จะพิจารณาความต้องการของชุมชน ส่งเสริมบุคลากรเพื่อเป็นหุ้นส่วนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่นรอบสถานประกอบการในด้านการพัฒนา- การศึกษา วัฒนธรรม สังคม และมีส่วนในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมทำงานอาสาสมัคร และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ร่วม กับชุมชน นางสาวสิริพร ท้วมทอง รหัส 544407215 การจัดการทั่วไป กลุ่ม 4
การทำเรื่องไทยจิ๋ว ซึ่งวัสดุที่ให้ทำมาจากเศษไม้สักที่เหลือใช้สำหรับวิธีการทำบ้านไทยจำลองจิ๋วนั้นทางกลุ่มจะแบ่งหน้าที่ให้กับทางสมาชิกรับผิดชอบกัน คนไหนทำรั้วบ้าน คนไหนทำชิ้นส่วนของหลังคาบ้าน หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ตามความถนัด ซึ่งสามารถนำกลับไปทำที่บ้าน แล้วนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบกัน จนออกมาเป็นบ้านแสนสวย มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบสวนถาด นาฬิกา หรือแม้กระทั่งชุดประกอบสำเร็จรูป ทั้งนี้ในเรื่องราคาก็ไม่สูง มีราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท และที่ขาดไม่ได้คือชุดประกอบแบบสำเร็จรูป ราคาเพียง 179 บาท เท่านั้น
นอกจากนี้ตัวบ้านเรือนไทยจิ๋ว ก็มีให้เลือกหลากหลายฤดูกาล แตกต่างกันออกไป ใครชอบแบบไหน ชอบต้นไม้ชนิดใด สามารถปลูกได้ตามใจต้องการ
สำหรับรางวัลการันตีของที่นี่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกียรติบัตรกลุ่มบ้านเรือนไทยจิ๋ว ชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์เด่นประเภทหัตถกรรม งานมหกรรมสินค้าชุมชน รางวัลชุมชนเข้มแข็งตัวอย่าง รางวัลโอท๊อป 4 ดาว 2 ปีซ้อน หากท่านใดที่กำลังมองหาของที่ระลึก ของฝาก โดยเฉพาะช่วงเดือนแห่งการเกษียณอายุราชการ นี้ อย่าลืมเรือนไทยจำลองจิ๋ว ของดีองค์การบริหารส่วนตำบลอรัญญิก เป็นตัวเลือกหนึ่ง และยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านมีรายได้เลี้ยงครอบครัวด้วย
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (“บีเจซี”)มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวมบุคลากรทุกระดับรับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลรักษาลิ่งแวดล้อม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่องค์กรตั้งอยู่ ดำเนินกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างสรรสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่ดำเนินการเองและร่วมมือกับรัฐและชุมชน ป้องกันอุบัติเหตุและควบคุมการปล่อยของเสียให้อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ ตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันเนื่องจากการดำเนินงานของบริษัท โดยให้ความร่วมมือเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.สานต่อ“แนวคิดสีเขียว”ดันโครงการ “Go Green Exhibition ปี 2” เดินหน้านโยบายรักษ์โลกในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชนกว่า 30 องค์กรระดมความ คิดเห็นเตรียมจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรก พร้อมตั้งเป้าจัดตั้ง “คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” เพื่อผลักดันสู่วาระแห่งชาติ สร้างแบรนด์ “งานแสดงสินค้าสีเขียว” ของไทยติดอันดับในระดับโลก
นายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่ง เสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)หรือ สสปน. เปิดเผยถึง โครงการ “Go Green Exhibition” ปีที่ 2 ครั้งนี้ว่า “จากความสำเร็จของโครงการ Go Green Exhibition ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้นำร่องโครงการโดยการเชิญชวนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเข้าร่วม โครงการ โดยในปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งสิ้น 35 หน่วย งานขานรับแนวนโยบายและเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ในปีนี้เราจึงต่อยอดขยายผลการดำเนินงานในโครงการและเร่งสร้างความเข้าใจให้ ภาคเอกชนได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อ “กระตุ้นให้นำแนวนโยบายมาประยุกต์ใช้สู่การปฏิบัติจริง”
โครงการ Go Green Exhibition ปี 2 เป็นโครงการเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนว ทางปฏิบัติด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า โดยในครั้งนี้มุ่งเน้นให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนที่เกี่ยวเนื่องในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของไทยทั่วประเทศได้ ตระหนักถึงความสำคัญของวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและระดมความคิดเห็นเพื่อ ร่วมกันจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” ขึ้น เป็นครั้งแรก พร้อมเตรียมแผนจัดตั้ง “คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” เพื่อ ผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังต่อไปในอนาคต ภายใต้กรอบแนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิดสีเขียวร่วมกับการบริหารจัดการด้านการ ตลาด และการประสานแนวคิดของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับการ อนุรักษ์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันสร้างแบรนด์สีเขียว (Green Branding) ให้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับใน ระดับโลก
“แนว ทางในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ สสปน.ใช้กรอบแนวคิด“Sustainability and Branding for Green Exhibition” อันจะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าร่วมกันอย่างยั่งยืนและเป็นที่ยอม รับในระดับนานาชาติ โดยการระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จะมุ่งเน้นการหารือร่วมกันในด้านการพัฒนา และการปฏิบัติตัวตามนโยบาย แนวทางการสร้างแบรนด์สีเขียวให้แก่ประเทศไทย และความคาดหวังของภาคเอกชนต่อการสนับสนุนของภาครัฐบาล โดยร่วมมือกับ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) เพื่อร่วมกันสร้างกรอบแนวทางที่เป็นมาตรฐานยอมรับได้ในระดับโลกและสามารถนำ มาประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศ พร้อมทั้งสสปน.ได้เตรียมจัดตั้ง “คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” และผลักดันให้เกิดการปฎิบัติอย่างจริงจังในระดับองค์กรต่อไปในอนาคต” นายอรรคพล กล่าวเสริม
ทาง ด้านนางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้านานาชาติ สสปน.กล่าวว่า “และเพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ เกี่ยวเนื่องในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าได้นำเอานโยบายสีเขียวเข้ามาปรับใช้ ในอุตสาหกรรมฯอย่างจริงจัง ในระยะเริ่มต้น สสปน.จึงได้ร่วมจัดตั้งโครงการ “Go Green Exhibition Award” ขึ้น โดยเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ อาทิ บริษัทจัดงานแสดงสินค้า บริษัทรับเหมาก่อสร้างคูหา บริษัทขนส่ง สถานที่จัดงาน รวมถึงอีเว้น ออร์แกไนซ์เซอร์ ฯลฯ ส่งแผนธุรกิจเข้าประกวด โดยแผนงานที่เข้าประกวดจะต้องมีการนำแนวคิดสีเขียวไปปรับใช้ในทุกๆ ด้านทั้งการบริหารจัดการภายในองค์กร การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร และการดำเนินธุรกิจ โดยแผนงานที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนจาก สสปน.ในการนำเสนอผลงานเพื่อร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลกต่อไป พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เป็นองค์กรสีเขียวต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรม งานแสดงสินค้าของประเทศ”
โครงการ Go Green Exhibition Award เป็นโครงการในระยะเริ่มต้นของ การจัดทำ“แผนยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าแห่งชาติ” โดยความร่วมมือระหว่าง สสปน. สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสมาคมอุตสาหกรรมนิทรรศการระดับโลก (UFI – Global Association of the Exhibition Industry) ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครการประกวดได้โดยตรง ณ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ www.greenmeetingsthailand.com และสามารถร่วมส่งแผนงานเข้าประกวดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 1 ตุลาคม 2553
นางสาวจิราภรณ์ อ่อนสำอางค์ รหัส 544407136 ห้อง 3/54
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
เป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมาก แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม มอบประโยชน์ให้กับสังคมโดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน ภายใต้แนวคิด ทุกองค์การควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาสังคม
การดำเนินการของธุรกิจจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ องค์กรของคุณปฏิบัติตามกฎหมายและเสียภาษีหรือไม่ ? แต่จะรวมไปถึง "องค์กรจะปฏิบัติต่อลูกจ้างพนักงานอย่างไร? ใส่ใจลูกค้า ผู้บริโภค หรือเปล่า? ใส่ใจที่จะปกป้องดูแลสภาพแวดล้อมหรือไม่?
เนื่องจากแต่ระบริษัทมีการ รณรงค์เรื่องโลกสีเขียวตลอดเวลา มีการใช้กาซธรรมชาติมาช่วย เป็นการประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่ง
นางสาวมุกมณี โรจนทรัพย์กุล
การจัดการทั่วไป 4/54 กลุ่ม4 ห้อง2
รหัสนักศึกษา 544407200
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความยั่งยืนกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งถูกกำหนดไว้ในวิสัยทัศน์ของบริษัท ความรับผิดชอบที่บริษัททำจึงคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยในการดำเนินการนั้นมีกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม และดูแลชุมชนบริเวณใกล้เคียงกับโรงงาน รวมถึงชุมชนภายนอก
ยกตัวอย่าง เช่น
1.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทยที่มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างจริงจัง อาทิ ด้านการศึกษา ได้มีการจัดค่ายวิทยาศาสตร์เยาวชนช้างเผือกซิเมนต์ไทย Young Thai Artist Award รวมถึงการมอบทุนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ด้านกีฬา จัดการแข่งขันแบดมินตันเครือซิเมนต์ไทยชิงชนะเลิศเยาวชนแห่งประเทศไทย และจัดแข่งขันวอลเลย์บอลเครือซิเมนต์ไทย
ชิงชนะเลิศยุวชนแห่งประเทศไทย เป็นต้น สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ได้มีโครงการ Do It Clean เพื่อสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะ นอกจากนี้ในส่วนของบุคลากร เครือซิเมนต์ไทยได้มีการจัดอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถอยู่สม่ำเสมอ
2.บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ชัดเจนมากในด้านการช่วยเหลือชุมชน โดยใช้ร้านมินิมาร์ทในปั๊มบางจากเป็นสถานที่แสดงสินค้าชุมชน และยังจัดกิจกรรมประกวด “ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาไทย” นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ปันเงินเดือน” จากพนักงานมาเป็นกองทุนในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งจะนำมาสบทบกับเงินหนึ่งสตางค์ ที่ได้จากการเติมน้ำมันทุกๆ หนึ่งลิตร(ซึ่งเป็นส่วนของผลกำไรของบริษัท ไม่ได้ไปเพิ่มในราคาน้ำมัน) จะปันเข้าสู่กองทุน เพื่อนำไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อไป ซึ่งการปัน “เศษ” เงินจากพนักงานและผลกำไรของบริษัท เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากในการทำ CSR ในระดับการบริจาค (Philanthrophy) เพราะได้ให้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้า พนักงาน และชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือในรูปของกิจกรรม หรือทุนสนับสนุนต่างๆ
นางสาวนุชจรีย์ จันทร์ทอง การจัดการทั่วไป 4/54 รหัส 544407195
โครงการลานกีฬา AIS
เนื่องด้วยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้ดำเนินนโยบายจัดทำโครงการเพื่อตอบแทนสังคม ด้วยตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯได้จัดโครงการตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ อาทิ เอไอเอส ยิ้มหวานวันเด็ก เอไอเอส แฟมิลี่ แรลลี่ สมทบทุนมูลนิธิสายใจไทย เอไอเอส แฟมิลี่ วอล์ค แรลลี่ สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เป็นต้น
ปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมมากขึ้น การดำเนินชีวิตของคนในสังคมเต็มไปด้วยความรีบเร่งและมีการแข่งขันกันสูง นำมาซึ่งความเครียดของคนในสังคม ดังนั้นวิถีชีวิตของคนในสังคมจึงเริ่มเรียกร้องถึง "คุณภาพชีวิต" มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากคนในสังคมได้พยายามหาทางออกโดยการใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรม หรือทำงานอดิเรกต่างๆเพื่อการผ่อนคลายทางอารมณ์ และหนึ่งในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ที่เป็นทางเลือกในอันดับต้นๆของคนในสังคม คือการเล่นกีฬา โดยจะเห็นได้จากลานกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในสวนสาธารณะหรือในแหล่งชุมชน จะได้รับการตอบรับเข้าใช้บริการจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ในบางครั้งไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ด้วยเหตุนี้เอไอเอสจึงเล็งเห็นว่า การเล่นกีฬา จะมีส่วนช่วยให้คนในสังคมได้ผ่อนคลายทางอารมณ์ และยังช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังและเชิญชวนให้เยาวชนได้หันมาให้ความสนใจกับการเล่น กีฬามากขึ้น ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศให้มีความแข็ง แรงและเจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคต
บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรหนึ่งที่เล็งเห็นความจำเป็นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบนโยบายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้มีการพัฒนาระบบการดำเนินงานควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นรูปธรรม เพื่อแสดงถึงจุดยืนของบริษัทฯ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม และเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ในเรื่องการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับกระบวนการผลิตนั้น มีการสร้างระบบป้องกันมลพิษทั้งทางด้านน้ำและอากาศ อาทิ ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมานานกว่า 15 ปี
การนำผลิตผลที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสีย (CH4) ไปใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและยังสามารถลดมลพิษเป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดทีมงานด้านสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากบุคลากรเหล่านี้จะได้รับการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องในเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทฯ ยังจัดให้มีการอบรมและฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญก็คือ การที่บริษัทฯ พยายามเผยแพร่และผลักดันให้บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมจากองค์กรอื่น ๆ ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ๆ โดยเปิดโอกาสให้แก่นิสิต นักศึกษา บุคคลภายนอกที่สนใจ และบริษัทอื่นๆ เข้ามาศึกษาดูระบบงานและแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม ผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่รับผิดชอบงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ การได้ร่วมงานกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ ถือเป็นความภาคภูมิใจของผม เพราะนอกจากผลงานด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทฯ สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว บริษัทฯ ยังสนับสนุนให้บุคลากรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและระบบงานด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด เพื่อคงไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับลูกหลานต่อไปในอนาคต ซึ่งทำให้รู้สึกว่าผมก็เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาสังคมให้น่าอยู่ขึ้นด้วย
ธุรกิจ Amway บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตระหนักถึง โดย กิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากปณิธานของแอมเวย์ต่อสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของทุกคน แอมเวย์จึงได้ดำรงรักษาความมุ่งมั่นในด้านนี้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี 2502 พร้อมใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในปัญหาสำคัญที่บริษัทได้ตระหนักถึงมาโดยตลอดคือ ปริมาณขยะที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แอมเวย์ประเทศไทยจึงได้สร้างสรรค์กิจกรรม “ฉันมิใช่ขยะ...นะจ๊ะ” เพื่อเป็นอีกหนึ่งพันธสัญญาที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้นักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกได้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการรณรงค์ให้นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้วของแอมเวย์กลับคืนมายังบริษัท เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกและปลูกฝังการคัดแยกขยะที่ถูกวิธี ลดปริมาณขยะให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือแปรรูปใช้ใหม่ และถือเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย
นางสาว นิภาพร ตุ้มพงศ์ การจัดการทั่วไป(กลุ่ม1)524407011***
บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด หรือโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี มีนโยบายดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility; CSR) ด้วยความตระหนักและให้ความสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชนโดยรอบ รวมทั้งใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง มีเจตนารมณ์ที่จะทำงานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมุ่งสร้างและสืบสานความสัมพันธ์อันดีที่เกิดจากการยอมรับและไว้วางใจซึ่งกันและกัน คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน ชุมชนที่บริษัทฯ ประกอบกิจการอยู่ ลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานภาครัฐตลอดจนถึงสังคมและประเทศชาติ พร้อมทั้งสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่ร่วมกัน
บริษัท CP
CP 3 R
Reduce ลดเลิก Re-use ใช้คุ้ม Recycle นำไปผลิตใหม่ทดแทน
ยกเลิกการใช้โฟมบรรจุสินค้า เปลี่ยนมาใช้กระดาษแทน
สนับสนุนการลดปริมาณขยะ ด้วยการพิมพ์ข้อความบนถุงพลาสติก แนะนำให้ลูกค้านำกลับมาใช้อีกครั้ง
เราเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในร้านทั้งหมดเป็นหลอดประหยัดไฟ เปิดไฟอย่างประหยัด เปลี่ยนระบบปรับอากาศใหม่ ให้ประหยัดพลังงาน ของร้าน ของประเทศและของโลก
นำร่องใช้ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในร้านสาขาพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเต่า และเกาะพีพี
สนับสนุนกิจกรรม “45 วัน รวมพลังลดถุงพลาสติก...ลดโลกร้อน” โดยให้พนักงานของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามลูกค้าก่อนรับสินค้าว่า “ไม่รับถุงพลาสติก ช่วยลดโลกร้อนไหมค่ะ/ครับ”
บันทึกสถิติยอดลูกค้าปฏิเสธรับถุงพบว่าสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 2,702,700 ถุง
จัดโครงการลดและคัดแยกขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร จังหวัดพิษณุโลก และ จังหวัดภูเก็ต
โครงการบริจาคถุงพลาสติกคืนเพื่อรีไซเคิล เป็นโครงการที่รณรงค์ภายในองค์กรให้พนักงานของบริษัทนำถุงพลาสติกใช้แล้วมาบริจาคเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งสามารถรวบรวมถุงพลาสติกได้มากกว่า 30,000 ถุง
โครงการร่วมใจใช้ถุงผ้าไม่เรียกหาถุงพลาสติก รณรงค์ให้พนักงานใช้ถุงผ้าใส่ของแทนถุงพลาสติก
โครงการหิ้วถ้วยกาแฟไม่แคร์ถุงพลาสติก ด้วยการจัดทำถุงหูหิ้วรูปตัว T ให้ลูกค้าของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ใช้หิ้วถ้วยเครื่องดื่ม ซึ่งสามารถช่วยให้ลดปริมาณและขนาดของถุงพลาสติกลงได้
**นางสาวทิพยาภรณ์ อินทร์ภู่ 524407009 การจัดการทั่วไป กลุ่ม 1***
บริษัท โตโยต้า
มีอย่างไม่มีข้อสงสัยวันนี้เกี่ยวกับการที่อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เป็นหัวเรื่องและเป็นที่แน่นอนขับรถต่อทุ่งหญ้าสีเขียวเป็น ด้วยความกังวลสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตและราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นดูเหมือนว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีเกมง่ายๆที่ว่า บริษัท น้ำมันจะต้องหันไปทางพลังงานสีเขียว โตโยต้าได้ไปอีกขั้นหนึ่งในขณะนี้โดยการผสมผสานสิ่งที่มีอยู่อย่างไม่สามารถเถียงได้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของพลังงานสีเขียวบนโลกในหนึ่งของร้อนใหม่ของพวกเขา studs - The Prius ไฮบริด! โตโยต้ามอเตอร์คอร์ปวางแผนที่จะติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในรุ่นถัดไปของพริอุสรถยนต์ไฮบริมันกลายเป็น automaker สำคัญตัวแรกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับยานพาหนะ โตโยต้าจะจัดให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาของรุ่นท้ายสูงของพริอุสที่เมื่อมัน redesigns น้ำมันเบนซินไฟฟ้ารถไฮบริในต้นปีหน้าและพลังงานที่สร้างโดยระบบที่จะใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศ ดูเหมือนว่าจะย้ายที่มีทั้งง่ายและสิ่งที่ทำให้มากทั้งความรู้สึกมากเกินไป โตโยต้าวางแผนที่จะใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ทำโดย บริษัท เคียวเซร่าและในขณะที่รายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจาก บริษัท ตัวเองที่ดูเหมือนว่าบางอย่างสวยที่นี้จะเกิดขึ้น Prius ที่แรกของโลกที่มวลผลิตไฟฟ้าน้ำมันรถไฮบริดครั้งแรกก็ที่ขายในญี่ปุ่นในปลายปี 1997 และในตลาดอื่น ๆ ในปี 2000 และยอดขายสะสมได้มีการเติมเงิน 1 ล้านหน่วยทั่วโลก นี้อาจทำให้ทุกที่เป็นที่นิยมมากขึ้น แหล่งDisqus
รัศมี ศรีเจริญ 544407201 4/54