ความจริงออกจะกังวลไม่น้อยกับการเขียนบล็อกในวิชาวิจัย เพราะ ในชีวิตจริงเรามักจะใช้วิธีเขียนสั้น และอ่านสรุป หลังจากตั้งสติอยู่นาน จึงได้ถือเอาฤกษ์งามยามก่อนสอบ นั่งเขียนข้อความลงบล็อกเพื่อทบทวนความรู้ไปด้วยในตัว ระหว่างนั้นความรู้สึก 2 อย่างก็ผุดขึ้นมาพร้อมกัน อย่างแรก คือ วิธีการเขียนบล็อกนี้ช่วยพัฒนาทักษะของผู้เรียนได้ในหลายด้าน ทั้งการอ่าน การเขียน การสืบค้น ฯลฯ อย่างที่สอง คือ แผนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ของอาจารย์ช่างทันสมัย และชาญฉลาด จนอาจต้องขออนุญาตหยิบยืมวิธีนี้ไปใช้บ้างในโอกาสต่อไป
ครั้งก่อนติดไว้เรื่อง “ศาสตร์” ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สุภางค์ จันทวานิช.(2547 : 2) กล่าวถึง“กระบวนการวิจัย คือ การเชื่อมโยงระบบความคิดกับระบบข้อเท็จจริงเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเทคนิควิธีการต่างๆ ของศาสตร์เข้าช่วย”
ความหมายของ “ศาสตร์”
“ศาสตร์” ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ความรู้ (Knowledge) “ศาสตร์” หมายถึง เหตุผล ตรรกะ องค์ความรู้ ตัวความรู้ในแต่ละศาสตร์ ( SWU WEEKLY ,2010ฉบับที่ 90,อ้างถึงใน http://my.dek-d.com) “ศาสตร์” หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและกฎที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ (Thorndike and Branhart, 1965:595) “ศาสตร์” หมายถึง สาขาวิชาหรือสาขาความรู้ต่าง ๆ อาทิ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ ซึ่งจัดเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เศรษฐศาสตร์ และสังคมวิทยา จัดเป็นสังคมศาสตร์ เกษตรและวิศวกรรมจัดเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Thorndike and Barnhart, 1965:595) “ศาสตร์” หมายถึง กระบวนการที่เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ได้ความรู้ที่สามารถทดสอบได้ ซึ่งกระบวนการที่กล่าวก็ประกอบไปด้วย 1) การสังเกตปรากฏการณ์ในธรรมชาติแล้วกำหนดปัญหา 2) การตั้งสมมุติฐาน 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล 4) การวิเคราะห์ และ 5) การสรุปผล (ไสว เลี่ยมแก้ว, 2526:37-38 อ้างจาก Fairchild, 1970)
ลักษณะสำคัญของ “ศาสตร์” (รัตนะ บัวสนธิ์., 2552 :24)
1. มีองค์ความรู้ (Body of knowledge) เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งองค์ความรู้คือมวลสาระที่จัดไว้เป็นระบบ หมวดหมู่ จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม และจัดอย่าง่ายๆไม่ซับซ้อน ประกอบด้วย ข้อเท็จจริง (Fact) มโนทัศน์ (Concept) ข้อเสนอ (Proposition) สัจพจน์ (Axiom or Postulate) ทฤษฎี (Theory) กฎ (Law) มวลสาระต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกศาสตร์จะมีครบถ้วน ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าและการสั่งสมองค์ความรู้หรือการทดลองทดสอบข้อค้นพบของศาสตร์นั้นๆ ในศาสตร์ที่มีความก้าวหน้ามากจะมีมวลสาระความรู้ในระดับสูงๆ มาก
2. มีศัพท์เฉพาะตัว (Technical term) คำศัพท์เฉพาะในแต่ละศาสตร์เป็นสิ่งที่มีลักษณะเด่นและจำแนกศาสตร์ออกจากกัน คำศัพท์เฉพาะมีประโยชน์ทั้งในแง่การใช้สื่อความในหมู่วิชาการในสาขานั้น ๆ รู้ให้มีความเข้าใจตรงกัน ยิ่งศาสตร์ใดมีการคิดค้นบัญญัติศัพท์เฉพาะของตนมากเท่าใดจะแสดงถึงความก้าวหน้าของศาสตร์ดังกล่าวด้วย
3. มีวิธีการค้นคว้าความรู้เฉพาะตัว (Method of inquiry knowledge) ในแต่ละศาสตร์ต้องมีวิธีการนำความรู้มาใช้เพราะลักษณะมวลสาระความรู้ของแต่ละศาสตร์มีความแตกต่างกันทั้งลักษณะความรู้ และประโยชน์ในการนำไปใช้เพื่อค้นคว้า เพื่อให้ความรู้ในศาสตร์ของตนเองพอกพูนอยู่เสมอ วิธีการที่นำมาใช้อาจก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของความรู้ที่ค้นคว้ามาได้มีความแตกต่างกัน 4. มีการตีพิมพ์ และมีการเรียนการสอน จากแนวคิดของ รศ.ดร.อรุณี อ่อนสวัสดิ์.(2554)