เมื่อวานนี้ เป็นวันศุกร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ผู้เขียนไปจัดรายการวิทยุ คลื่น ๑๐๐ เสียงวัดพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นสถานีวิทยุของวัดศรีโคมคำ ระหว่างเวลา ๑๗.๐๐-๑๙.๐๐ น. รวม ๒ ชั่วโมง ร่วมกับพระมหากรภพ เปรียญธรรม ๙ ประโยค โดยให้ชื่อรายการว่า "ถามมา-ตอบไป" เป็นรายการสด ที่ผู้ฟังสามารถโทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาได้ในรายการ
อันที่จริงนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรก เพราะเราทั้งสองได้คิด concept ของรายการไว้นานแล้วละ แต่มีเวลาและเข้าไปจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒ กันยายน และครั้งที่สองเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน และเมื่อวานนี้ถือว่าเป็นครั้งที่สาม สรุปแล้วก็คือทุก ๆ วันศุกร์นั้นเอง
การจัดรายการครั้งนั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ทำให้เห็นมุมมองที่ต่างกันออกไประหว่างพระกับโยมที่น่าคิดหลายประการด้วยกัน อย่างเมื่อวานนี้ได้รับคำถามเข้ามากพอสมควร แต่ด้วยเวลาจำนวนแค่ ๒ ชั่วโมง สามารถให้คำตอบได้เพียง ๑๑ คำถามจากทางบ้านเท่านั้น จึงขอนำเสนอ ดังนี้
๑.การถวายทาน ไม่ทันพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา จะได้บุญหรือไม่?
๒.มีคนกล่าวว่าสามีตาย ภรรยาทำบุญอุทิศไปหา สามีไม่ได้รับ?
๓.การทำบุญไปให้ญาติที่ฆ่าตัวตาย บุญไปไม่ถึง?
๔.การถวายสังฆทานสำหรับเดียวไปหาญาติหลายคน กลัวญาติแย่งกันกิน?
๕.คำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธคืออะไร?
๖.ทำบุญหยาดน้ำแล้วเทรวมกันดีหรือไม่?
๗.ทำบุญแล้วไม่ได้หยาดน้ำ ค้างคาใจ?
๘.พ.อ.เสนาะตายแล้วฟื้น ทำบุญแล้วไม่หยาดน้ำ-ไม่มีน้ำกินใช่หรือไม่?
๙.หยาดน้ำแล้ว ต้องหยาดลงดินที่ต้นไม้ใหญ่อย่างเดียวหรือไม่?
๑๐.การเล่นหวย เป็นความหลงใช่หรือไม่? เมื่อผู้เล่นมีความหลงไหล ฉะนั้นเจ้ามือก็มีความหลงมากกว่าใช่หรือไม่? ทำไมเจ้ามือจึงรวยแล้วคนชื้อจึงจนทั้ง ๆ ที่หลงน้อยกว่า?
๑๑.ทำบุญก่อนและหลังประเพณี จะมีผลดี-ผลเสียอย่างไร?
คำถามแต่ละคำถาม ในทัศนะของพระสงฆ์แล้วเป็นเรื่องที่พื้น ๆ แต่หากมองจากมุมของชาวบ้านแล้ว อาจเป็นเรื่องค้างคาใจอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากเป็นเรื่องของศรัทธา-ความเชื่อและข้อเท็จจริงทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเข้ามาผสมกันจนยากที่จะแยกออกได้ว่าอะไร? เป็นพุทธแท้ อะไรเป็นลัทธิเดิมที่อยู่มาก่อนพุทธศาสนา? หรือความชื่อที่สอดแทรกเข้ามาปนกับพระพุทธศาสนาทีหลัง? ดังนั้น ผู้เขียนจึงกลับมาเขียนเพื่อบอกเล่า ดังนี้
๑.การถวายทาน ไม่ทันพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา จะได้บุญหรือไม่?
ประเด็นนี้ ผู้ถามคงหมายถึงวันพระ ๑๕ ค่ำ (๑๒ กันยายน) ที่ผ่านมา ซึ่งทางภาคเหนือถือว่าเป็นวันที่ญาติพี่น้องจะต้องถวายทานไปหาคนตาย โดยมีความเชื่อว่าวันดังกล่าวยมพบาลจะปล่อยผีออกมาให้รับส่วนบุญของญาติ ๆ
หากประเด็นนี้ให้ข้อเท็จจริงเน้นเฉพาะวันนี้เท่านั้น ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนได้ เพราะการทำบุญหาคนตายในลักษณะนี้ในแต่ละภาคจะมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น บางภาคใช้คำว่า "เปรตพลี" บางภาคใช้คำอื่น เช่น บุญผะเวส ฯลฯ จะเห็นว่าแต่ละภาคก็มีวัน-เดือนของตนเอง ดังนั้นคำที่กล่าวว่า "เฉพาะวันนี้เท่านั้นที่จะปล่อยผี" จึงเป็นอันตกไป
ประเด็นต่อมามาไม่ทันพิธีกรรมฯ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่าทางภาคเหนือโดยเฉพาะพะเยา คำว่าพิธีกรรมนี้มีอยู่ ๒ ตอน คือ
ตอนที่หนึ่ง เป็นการถวายทานแบบตัวต่อตัว กล่าวคือ ญาติโยมจะนำสำหรับกับข้าวมาถวายพระพร้อมกับระบุชื่อคนตาย อาจเป็นญาติฝ่ายไหนก็ได้ พระก็จะให้พรเป็นราย ๆ ไป (ซึ่งการทำแบบนี้ใช้เวลานานมาก เนื่องจากญาติโยมต้องต่อคิวกันยาว พระก็รายพรแบบฉบับภาคเหนืออีกยิ่งยาวไปใหญ่-ถ้าให้พรแบบภาคกลาง โยมก็ไม่สมใจ ไม่ถึงใจ-ต้องระบุชื่อคนถวายและคนตายด้วย)
ตอนที่สอง เป็นพิธีรวมที่จัดขึ้นในพระวิหาร พิธีกรรมตรงนี้เป็นพิธีทั่วไป ไม่ได้เจาะจงอุทิศให้ผู้ใด ผู้ถามคงเข้าใจว่าถวายอุทิศเฉพาะเจาะจงไปให้ผู้ตายในตอนที่หนึ่งแล้ว มาไม่ทันในตอนที่สองนี้ จึงเกิดความกังวัลจะได้บุญและผู้ที่อุทิศไปให้จะได้รับหรือไม่?
ประเด็นนี้ ขอตอบว่าคุณโยมได้บุญและญาติที่โยมอุทิศไปให้ได้ไปแล้วตั้งแต่พิธีกรรมตอนแรกนั้นแล้ว เนื่องจากเจตนาที่ผู้ถวายสำเร็จแล้ว พระสงฆ์ก็อนุโมทนาไปแล้ว ส่วนพิธีกรรมตอนที่สองจะทันหรือไม่ทัน ไม่เกี่ยวกัน เพียงแต่ว่าถ้าโยมทันในช่วงเวลาที่สองก็ถือว่าได้ทันทำบุญสร้างกุศลอีกรอบหนึ่งเท่านั้นเอง
๒.มีคนกล่าวว่าสามีตาย ภรรยาทำบุญอุทิศไปหา สามีไม่ได้รับ?
ประเด็นนี้ เป็นประเด็นความเชื่อที่สอดแทรกมาในทีหลัง โดยอาจเข้าใจว่าภรรยาสามีเป็นคน ๆ เดียวกันหรือไม่-ไม่ทราบ แต่ทัศนะของพระพุทธศาสนา ไม่เคยปรากฏเรื่องราวประเภทนี้ในหลักการไว้เลย เคยเรียนรู้มาว่าสตรีชาวอินเดียโบราณ เมื่อสามีตายภรรยาต้องโดดเข้ากองไฟเพื่อตายตามไปด้วย ถ้าไม่อย่างนั้น ญาติ ๆ จะเป็นคนจับโยนลงไปเอง
แต่พระพุทธศาสนา ได้กำหนดหลักการเอาไว้ว่า ใครก็ตามสร้างบุญ ผู้นั้นย่อมได้รับผลบุญ () โดยกำหนดพฤติกรรมที่แสดงออกว่าประกอบด้วยเจตนาใด เช่น พฤติกรรมที่สร้างบุญด้วยจิตอันบริสุทธิ์หรือไม่? วัตถุที่ทำมีที่มาอย่างไร? ฯลฯ ตรงนี้ต่างหากที่บุญเกิด
ส่วนประเด็นที่ว่าภรรยาทำบุญอุทิศไปหาสามี ๆ ไม่ได้รับ นี้เป็นทัศนะที่แทรกเข้ามา ไม่ใช่หลักการทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงไม่ควรใส่ใจเชื่อ
-
สามีของคุณโยมได้รับแน่นอน หากอยู่ในสถานภาพที่ควรได้รับ
-
สถานภาพใดบ้างที่ผู้ละไปแล้ว จะได้รับอานิสงส์ โบราณาจารย์ทางพระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ว่า ผู้ที่ละไปแล้วที่ยังอยู่ในสถานภาพของเปรตเท่านั้นที่จะได้รับ
-
ส่วนญาติใครที่ละไปแล้ว (ตาย) ไปเกิดเป็นเทวดา, มนุษย์, เดรัจฉาน และสัตว์ในนรก บุคคลสี่ประเภทนี้จะไม่ได้รับ
-
อาจมีคำถามว่า หากไม่ได้รับ ไทยทานนั้นจะตกอยู่ที่ใคร คำตอบคือเป็นของตกไปแก่ผู้ทำบุญ ก็คือโยมผู้ถวายทานนั้นเอง