หากจะให้ R2R ดำรงอยู่ ก้าวหน้า และทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย ก็ต้องให้แนวคิดทั้งสองแนวนี้อยู่ร่วมกัน และหาทางทำให้พลังขัดแย้งนี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เลือกเอาแนวคิดเดียว เราต้องใช้ยุทธศาสตร์ both – and ไม้ใช่ either – or
เช้าวันที่ ๑๙ ส.ค. ๕๔ ในเวที ลปรร. เพื่อจัดทำคู่มือ R2R ครั้งที่ 2/2554 ที่บ้านผู้หว่าน ให้ความรู้ที่สุดยอดแก่ผมในเรื่อง creative tension
ช่วง ๘.๓๐ – ๑๐.๐๐ น. มีการอภิปรายเรื่อง “ภาคี R2R กับก้าวย่างที่มั่นคงของการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย” โดย นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ. สวรส., นพ. วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ, และ นพ. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ผอ. สรพ. โดย ๓ ท่านนี้เป็นผู้บริหาร จึงมอง R2R จากมุมมองเชิงระบบ และมุมมองเชิง outside-in
มุมมองนี้กระตุ้นให้ผู้มาร่วมประชุม และที่ใช้ R2R มา ๔ ปี และคุยกันจนตกผลึกว่า R2R เน้นที่คน เป็นเครื่องมือพัฒนาคน ลุกขึ้นโต้แย้งว่ามุมมองของผู้บริหาร ๓ องค์กรนี้ ไม่ตรงกับหลักการที่แท้จริงของ R2R และหากดำเนินการตามแนวของผู้บริหารของ ๓ องค์กรนี้ ผู้ดำเนินการ R2R รู้สึกว่าถูกหลอก
นี่คือของจริง ของ creative tension ระหว่างมุมมองต่อ R2R ต่างมุม คือมุม inside-out (ของผู้ทำหรือสนับสนุน R2R) กับมุม outside-in ของผู้บริหารองค์กรทั้ง ๓
ผมบอกที่ประชุมว่า นี่คือสุดยอดของการเรียนรู้ของจริงว่าด้วย creative tension ที่เสมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างมุมมองตรงกันข้าม โดยที่ทั้ง ๒ มุมมองเป็นของจริง และต่างก็มีคุณค่า
หากจะให้ R2R ดำรงอยู่ ก้าวหน้า และทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย ก็ต้องให้แนวคิดทั้งสองแนวนี้อยู่ร่วมกัน และหาทางทำให้พลังขัดแย้งนี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เลือกเอาแนวคิดเดียว เราต้องใช้ยุทธศาสตร์ both – and ไม้ใช่ either – or
การจัดการ R2R ประเทศไทยส่วนใหญ่จะเดินตามแนวพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาองค์กร แต่ก็จะมีการจัดการอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยง R2R เข้าไปรับใช้เป้าหมายใหญ่ของประเทศ