ผมได้ศึกษาคนดังและคำสอนของพวกเขาในแทบทุกวงการของฝรั่ง
ตั้งแต่ปรัชญา ศีลป สังคมศาสตร์ ยัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
แต่ผมว่าคนไทยเราคนหนึ่งมีความลุ่มลึกเหนือคนเหล่านี้มากนัก
ท่านผู้นั้นคือ พุทธทาสภิกขุ
คำสอนของนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ทางตะวันตกนั้น
อย่าหาว่ายกตนข่มท่านเลย
ผมมักมีข้อโต้เถียงบางประเด็นหรือหลายประเด็นอยู่ในใจเสมอ
ทั้งที่คำสอนเหล่านั้นเป็นเพียงประเด็นเฉพาะกิจแคบๆเท่านั้น
แต่ผมไม่สามารถโต้เถียงท่านพุทธทาสภิกขุได้เลย
ทั้งที่สิ่งที่ท่านนำมาพูดมาสอนสั่งนั้น เป็นประเด็นกว้างสุดโลก
ที่สามารถถกเถียงได้ในทุกจุดอันหลากหลายก็ว่าได้
ผมเห็นว่า ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นคนไทยที่เราสมควรภาคภูมิใจได้เป็นที่สุด
ในฐานะที่เกิดมาเป็นคนร่วมชาติกับท่าน
ผมจึงได้เขียนบทความสรรเสริญท่านไว้ในหนังสือที่ระลึกงานศพคุณพ่อของผมเอง ดังนี้
พุทธทาสภิกขุที่ข้าพเจ้ารู้จัก
ผู้เขียนไม่บังอาจอ้างตัวเองได้เหมือนกับใครหลายๆท่านว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ว่าโดยแท้จริงแล้วใครที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์ท่านก็อาจจะเป็นการตู่เอาเองก็ได้ ทั้งนี้เพราะท่านได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าท่านไม่นับว่าใครเป็นลูกศิษย์ท่าน ทั้งนี้เพราะท่านถือว่ามนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคกันหมด คือเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องมีศิษย์หรือมีอาจารย์ให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็เรียกท่านว่าอาจารย์ (มากกว่าที่จะเรียกว่าหลวงพ่อ) และพากันคิดแบบตู่ๆว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านด้วยกันทั้งนั้น จนท่านเขียนเป็นคำขวัญติดไว้ว่า "ไม่ทำตามที่สอน อย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์" บางครั้งผู้เขียนก็พลอยผสมโรงเป็นลูกศิษย์ท่านไปด้วย แต่มักจะเรียกตนเองว่าเป็นศิษย์ไกลกุฏิของท่าน (ซึ่งต่างจากศิษย์ก้นกุฏิลิบลับ) ผู้เขียนรู้จักท่านพุทธทาสส่วนใหญ่จากการศึกษางานเขียนของท่าน เรื่องที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไปนี้จึงต้องถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัว คงจะต้องมีถูกมีผิดบ้างเป็นธรรมดา
ในชีวิตนี้ผู้เขียนได้พบกับท่านพุทธทาสเพียงครั้งเดียว ได้สนทนาธรรมกับท่านประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ความประทับใจเริ่มแรกที่ได้พบกับท่านก็คือ เข้าพบง่ายที่สุด เพราะท่านนั่งรอรับอยู่ที่ม้านั่งหินบนลานดินหน้ากุฎิของท่านอยู่แล้ว ทราบจากศิษย์ก้นกุฎิของท่านที่เดินทางไปด้วยกันว่า ส่วนใหญ่แล้วท่านจะนั่งคอยรับแขกอยู่ที่ม้าหินตัวนี้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ท่านไม่ต้องทำงานออกเดินตรวจบริหารกิจการของสวนโมกข์ ที่เป็นดังนั้นเพราะท่านตระหนักว่ามีคนมาหาท่านมาก ส่วนใหญ่ก็จะเดินทางรอนแรมกันมาจากที่ไกลๆ แขกส่วนหนึ่งก็เป็นแขกต่างประเทศ เขาอุตส่าห์เดินทางกันมาเพื่อจะได้มาสนทนาธรรมกับท่าน ท่านจะไปเก็บตัวอยู่ในกุฎิ คอยให้ลูกศิษย์หน้ากุฎิคอยจัดคิวให้เข้าพบนั้นท่านว่ามันเป็นการเสียมารยาทของนักบวชอย่างยิ่ง ผู้คนทุกระดับชั้นจะเข้าพบท่านได้ทุกเวลาโดยเท่าเทียมเสมอกันหมด
การปฏิบัติตัวของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องถือว่าเป็นแบบอย่างอันดียิ่งที่เกจิอาจารย์ดังๆทั้งหลายในปัจจุบันสมควรเอาเยี่ยงอย่าง
แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ไม่เคยทรงถือพระองค์ ขอทาน พ่อค้า หรือ มหากษัตริย์จะมาเข้าพบพระองค์ก็ย่อมได้พบเสมอ แม้แต่ในขณะที่ทรงประชวรอย่างหนักและจะทรงเข้าปรินิพานอยู่ภายในอีกอึดใจเดียวแล้วก็ตาม พระองค์ท่านก็ยังอุตส่าห์กลั้นความเจ็บปวดอันสาหัสเพื่อให้พราห์มณ์เข้าพบ จริยาวัตรอันงดงามของท่านพุทธทาสในเรื่องนี้จึงต้องนับว่าเป็นการปฏิบัติตนเยี่ยงศิษย์ตถาคตอย่างแท้จริง
...คนถางทาง
พุทธทาสภิกขุ บอกไว้ นัยความ (จำ "คำ" ไม่ได้) ว่า
พระพุทธเจ้า สละเรือน มาอยู่ ติดพื้นดิน อยู่กับป่าเขา ขออาหาร(ธรรมดา)จากคนธรรมดา
ชาวพุทธ ไม่ทำ ตามคำสอน ของพระพุทธเจ้า แต่กลับ สร้างปราสาท รูปปั้น (ทำเหมือน สร้างซื้อสวรรค์)
ให้ พระพุทธเจ้า (ดูเหมือน)เป็น ผู้ครองเรือน อีก