ความดีจะส่งผลให้จิตใจสงบร่มเย็น...

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว...

 

บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย

 

        หลักพุทธธรรมถือว่าเป็นตัวแทนขององค์พระศาสดา  ที่ให้แสงสว่างทางชีวิตแก่ชาวโลกมาจนถึงถึงยุคปัจจุบันก็ 2554 ปีเข้าไปแล้ว  หลักพุทธธรรมล้วนสอดคล้องกับกฎของเหตุผลและทนต่อการพิสูจน์เสมอถึงแม้เรื่องกรรมนรกและสวรรค์จะเป็นเรื่องที่ลึกลับเป็นเรื่องอจินไตยที่ยากในคนระดับปัญญาขั้นโลกียธรรมจะเข้าใจได้

 

 แต่ด้วยหลักพุทธธรรมมุ่งสอนให้เห็นว่าสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ใต้กฎแห่งกรรมลิขิต  โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ที่อาศัยในโลกนี้  ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงถูกขนานพระนามว่า...กรรมวาที...เพราะทุกชีวิตต่างเป็นไปตามกระบวนการแห่งกรรมซึ่งจะต้องรับผิดชอบตนเองในกรรมลิขิตนั้น

 

        จากการวิจัยพบว่า  หลักพุทธธรรมไม่ประกอบไปด้วยกาล ( อกาลิโก )ซึ่งสามารถยืนหยัดท้าทายให้ชาวโลกมาพิสูจน์ว่า  สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสหลักธรรมออกมานั้นมีความถูกต้องเพียงใด  แม้เรื่องกรรมซึ่งเป็นกระบวนการแห่งชีวิตของสรรพสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารจนกว่าจะสิ้นกรรม 

 โดยการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายวนเวียนอยู่อย่างนี้  ส่วนสถานที่ไปเกิดนั้นมีทั้งโลกมนุษย์  โลกนรก  และโลกสวรรค์  หรือไม่ไปเกิดในโลกทั้ง 3 แต่เป็นการสิ้นกรรมคือพระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา

 

        สำหรับผู้เขียนเองมองกฎแห่งกรรมมาที่ตนเองเป็นสำคัญคือตนเองทำสิ่งใดไว้จะดีหรือชั่วก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำนั้นเข้าสักวันแน่นอนเพราะมีความเชื่อว่าเรื่องกรรมมีความยุติธรรมในการให้ผล  ส่วนเรื่องจะไปเกิดในนรกหรือสวรรค์นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เราทำสิ่งใดไว้มากน้อยเพียงใด

 

        ถ้าตนเองสร้างกรรมไม่ดีก็แน่นอนว่าจิตใจตนเองย่อมเศร้าหมองก็เป็นคนตกนรกทั้งเป็นในปัจจุบันที่เรายังมีลมหายใจอยู่นี้เองละ  แต่ถ้าเราทำดี  ความดีจะส่งผลให้จิตใจสงบร่มเย็นอยู่ในร่มธรรมเหมือนกับอาศัยอยู่ในเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ในขณะที่ตนเองยังมีลมหายใจอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้นั้นแล.