มนุษย์มีประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างคือ ตา หู จมูก ปากและมือซึ่งจะรับรู้ต่างกันออกไปเพื่อให้เราได้รับรู้ถึง รูปร่าง รส กลิ่น เสียง ซึ่งสมองจะรับรู้และแปลเป็นสัญญาณต่างๆเราจึงเรียกสิ่งนี้ว่าสัมผัสทั้ง 5
แต่มนุษย์ทุกคนยังมีสัมผัสที่ 6 คือการรับรู้ในสิ่งเร้นลับ เหนือธรรมชาติ แต่ในทางศาสนาพุทธเขาเรียกว่าสัมผัสทางใจ และเป็นสัมผัสที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่าสัมผัสใดทั้งสิ้น แต่มันจะเกิดต่อเมื่อจะใช้ใจสื่อสิ่งต่างๆนั้นออกมาโดยใช้ใจรับรู้เท่านั้นซึ่งสิ่งต่างๆที่สัมผัสกับจิตนั้นจะทำให้เราใช้จิตใจสื่อถึงกันมากขึ้นแทนการเข้าหากันโดยหวังผลประโยชน์
สัมผัสที่ 6 ก็คืออายตนะที่ 6 คือใจรับรู้อารมณ์ซึ่งมันทำงานอยู่อย่างปกติแต่เราไม่มีสติที่สามารถรับรู้มันเพราะจิตเราไม่ตั้งมั่นไม่ต่อเนื่องไม่มีเวลาให้กับจิตใจตนเองซึ่งต่างจากการทำนายทายทักและรางสังหรณ์ซึ่งตรงนั้นไม่ใช่การสัมผัสแต่เป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งซึ่งไม่ใช่การมีอยู่เอง
สัมผัสที่6 อีกความหมายคือ ความสามารถพิเศษส่วนบุคคลที่ยังไม่สามารถแน่ชัดแต่สามารถรับรู้ข้อมูลเหนือจากสิ่งที่ปกติทั้ง 5 ส่วนใหญ่จะหมายถึงการติดต่อวิญญาณ หรือการับรู้ข้อมูลในอนาคต
เช่น
บางครั้งมีกริ่งประตูดังอยู่คุณไม่ได้รอใครอยู่แต่คุณสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องเห็นหน้า
บางครั้งคุณรอจดหมายใครบางคนหรือโทรศัพท์ จดหมายก็มาถึงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ทันที
คุณเคยฝันเหตุการณ์นั้นแล้วเหตุการณ์นั้นเป็นความจริง
คุณเคยแว่วได้ยินเสียงคำเตือนโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน
คุณสามารถเห็นภาพความจริงในเวลาต่อมาได้เมื่อจ้องมองดูแก้วน้ำ
จึงสรุปว่าสัมผัสที่ 6 นั้นอาจเป็นเรื่องที่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลทั้งสิ่งเร้นลับและสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตและในทางพุทธศาสนาสัมผัสที่ 6ยังขึ้นอยู่ในแง่ของจิตใจซึ่งเป็นตัวช่วยให้เราเข้าใจคนมากขึ้นซึ่งเหมือนการสร้างมิตรภาพและสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นในแง่ของจิตใจเข้าใจคนมากกว่าสนใจเพียงหน้าตา
สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนทำความดีมีสติในการดำเนินชีวิตและสัมผัสที่ 6จะเกิดกับทุกท่านเอง