เมื่อวานคุณพยาบาลไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยอัมพฤกษ์ พบว่าผู้ป่วยความดันต่ำ กินได้ลดลง เริ่มซึมลงแต่พอคุยรู้เรื่องเลยโทรปรึกษา ผมให้เจาะเลือดดู พบว่า มีลักษณะที่บอกว่าติดดเชื้อรุนแรง มีความเป็นกรดในเลือดสูงบอกได่ว่าเป็นลักษณะของ "ติดเชื้อในกระแสเลือด" พยาบาลเล่าให้ผมฟังว่าภรรยาเมาเหล้าและบอกว่าถ้าคนไข้จะไปก็ไปเถอะ (ใกล้ถึงเวลาเสียชีวิตทำนองนั้น)พร้อมกับด่า รพ.ว่ามาคราวก่อนดูแลคนไข้ไม่ดี พยาบาลฟังจนหูชา แต่พยายบาลผมเก่งที่พอจะรู้ว่าผู้ดูแลกำลัง burnout ภรรยาไม่ยอมให้รถ รพ.ไปรับเพราะว่าอยากให้เสียที่บ้านอย่างสงบ

ผมเลยไปเยี่ยมคนไข้รายนี้ด้วยความคิดว่า "จากผลเลือดน่าจะใกล้เสียชีวิตในไม่ช้า CO2=11 (severe acidosis), Cr5.6 (ไตวาย)" ปรากฏถึงบ้าน คนไข้มองผมคุยกับผมรู้เรื่องพอใช้ได้ มีงงบางช่วง เงียบเป็นพักๆ เวลาถามตอบ ภรรยาไม่เมาก็คุยกันดี
ผม "เหนื่อยไหมครับพี่ต้องดูแลสามีมานาน" (เป็นคำแรกที่ผมถาม)
ภรรยา"แกเป็นอัมพาตมานานแล้วก็ดูกันมาตลอด แผลก็เกิดที่ รพ. หนูก็ทำจนแผลแดง" ผมดูแผลใหญ่มากกกกกก...แต่ แดงสด แสดงถึงว่าญาติทำได้ดีแน่ๆ ไม่งั้นเน่าแล้ว
ญาติ "เขามีประสบการณ์ดูแลคนไข้มาหลายคนตั้งแต่พี่ชาย พ่อ จนมาถึงคนนี้ (สามี)" คำพูดดังกล่าวแปลได้ว่ามีคนนอก approve ว่าคนดูแลก็มิใช่แย่ซะทีเดียว
ผมแจ้งผลเลือดว่าน่าจะติดเชื้อในกระแสเลือด...คนไข้หันมาบอกผมว่า
"อยู่บ้านก็ไม่ไหว พาผมไป โรงพยาบาลเถอะหมอ" เขาพูดถึงสองครั้ง
สีหน้าภรรยาเปลี่ยนและก้มหน้าเงียบ
ผมถามภรรยาว่า มีความเห็นยังไง "ลูกชายสองคนจะมาดูก็ไม่เห็นมา(ลูกชายภรรยาคนแรก)สงสัยที่ยังทนรออยู่ก็รอลูก"
ผมบอกกันภรรยาว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่อยากเอาคนไข้ไป รพ....คำตอบคือ ความเงียบ
ผมเดาใจว่าคงเหนื่อยที่จะเฝ้าหรือไม่ก็อยากให้พ้นภาระอันหนักอึ้งนี้ไปเสียที ผมเลยพูดให้สติว่า
"พี่คงเหนื่อยมาก ลุงแกบอกว่าอยากไป รพ. ผมคิดว่าแกยืนยันสองครั้ง แกคงรู้ว่าอาการเป็นมาก ช่วงนี้ผมจะให้พยาบาลไปช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องนอน รพ.ส่วนพี่พักอยู่บ้านให้หายเหนื่อยก่อนนะครับ"
"ถึงลุงแกจะเป็นไรไปก็ถือว่าเราทำเต็มที่..ลุงแกก็กลัวความตาย....ให้แกได้เลือกชีวิตแกเองเถอะครับ ผมจะประสานที่หอผู้ป่วยว่าพี่คงไม่ไหว อาจยังไม่ต้องไปเฝ้าช่วงนี้"
ภรรยาเงียบ ผมตามEMS มารับไป รพ. โทรคุยกับพยาบาล case manager stroke ให้รับทราบฝากประสาน med ให้ช่วยดูต่อ

ผมคุยกับภรรยาให้กำลังใจ ภรรยาดูสีหน้าดีขึ้น ยิ้มออกที่มีคนเห็นว่าแกก็ได้พยายาม
case นี้ผมได้เรียนเรื่อง caregiver burden ควบคู่ไปกับ ethics รู้สึกว่าไม่ง่ายเหมือนกันเมื่อญาติกับผู้ป่วยคิดต่าง "เราต้องดูทั้งสองคนและรวมถึงภรรยาเขาด้วย" คนไข้มี autonomy (คนไข้เลือกชีวิตตัวเองได้) ส่วนภรรยาก็มีสิทธิที่จะได้รับความเห็นเห็นใจ....ประเทศไทยยังมีปัญหาแบบนี้อีกมาก..หากเราข้าราชการประจำในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมองเห็นว่าประชาชนทุกข์มากแค่ไหน...ระบบบริการของเราสอดคล้องหรือไม่กับสังคมปัจจุบัน.....long term care and palliative care เมืองไทยเราต้องปรับปรุงหรือไม่ถ้าปัญหาที่ผมพบมันมากมายกว่าที่ผมมาพบ
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์มาแบ่งปันคะ ได้เรียนรู้ การคุยกับญาติที่กำลัง burden
มีการแสดง empathy, ให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และ แสดงแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม..
ขอบคุณครับแต้
update case หน่อย เมื่อวานไปเยี่ยมที่ med ชาย ไปคุยกับพยาบาลที่หอผู้ป่วยบอก incharge พยาบาลว่า "ฝากพี่ดูคนไข้ผมด้วยนะ เมียเขาไม่ไหวแล้ว ยังไงช่วงนี้เขาอาจจะยังไม่มาซักพัก" พยาบาลหอผู้ป่วยทราบเรื่องแล้วครับ และถ้ารอดชีวิตกลับบ้านได้ งานที่ใหญ่กว่ากำลังรออยู่ว่า จะช่วยภรรยาเขาอย่างไรให้ดูคนไข้ได้ตลอดรอดฝั่ง