บันทึกนี้ ข้าพเจ้าอยากเล่าในสิ่งที่เคยได้ยินสืบทอดกันมาในตระกูล ซึ่งเคยพิสูจน์กันแล้วว่า โลกนี้มี โลกหน้ามี โอปปาติกะมี (ตามพุทธวจนเรื่อง สัมมาทิฏฐิ) จุดประสงค์ของบันทึกนี้ คืออยากสืบทอดความรู้ที่ข้าพเจ้าได้เก็บไว้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน เผื่อวันใดท่านทั้งหลายจะได้พิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง หากล่วงละเมิดความเชื่อของผู้ใดก็ขออภัยด้วยที่ความจริงอันนี้ไม่ถูกใจท่าน....
อันที่จริงเมืองไทยนี้ดูแล้วสงบร่มเย็นดี โดยเฉพาะจุดที่เป็นแหล่งผู้คนที่ทำบุญ ถืออุโบสถศีล จะไม่ค่อยมีเหตุเภทภัยมาทำร้ายหนักหนา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้มีบุญคอยอำนวยผลให้ประสบแต่ผลที่ดี เพราะเป็น กิจ หน้าที่ของท่านผู้นั้น ใครบ้างที่มีกิจทำหน้าที่ดูแลโลกนี้....
....คำตอบนั้นคือ "พระภูมิ" ที่เราๆ ท่านๆ จะยกมือไหว้ขอให้คุ้มครองเรา
ข้าพเจ้าอยากจะบอกเล่าว่า "พระภูมิ" จริงๆแล้วเป็นใคร ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีตำราเล่มไหนได้เขียนความจริงล้วนๆ อันนี้ไว้หรอกครับ (ผู้ที่ทราบก็ไม่สามารถบอกได้เพราะเกรงภัยจากคนไม่เชื่อถือ)
พระภูมิ คือ พระภิกษุ เนี่ยแหละ แต่เป็นพระภิกษุที่มรณภาพไปแล้ว และยังวนเวียนอยู่ด้วยอาศัยกรรมที่เป็นวิบาก ปฏิสนธิเป็นพระภูมิ มีหน้าที่ (เวร) คอยรักษาแผ่นดินที่อยู่ของมนุษย์ให้ร่มเย็นเป็นสุข ตามคำสั่งของท้าวเวสสุวรรณ
หน้าที่หลัก ก็คือ คอยตรวจตรา ดูแล ภัยต่างๆ ไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น แล้วทุกๆวัน ท่านจะไปรายงานผลการตรวจให้แก่ท้าวเวสสุวรรณในช่วงเช้า เสร็จราวๆสาย ก็กลับที่พัก (ศาลพระภูมิ)
ถามว่า...วิบากอันใดทำให้พระภิกษุที่มรณภาพแล้วต้องเกิดมาเป็นพระภูมิ ?
....อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีจิตคิดดูหมิ่นพระศาสนาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่จะบรรยายให้ตามที่ได้ยินได้ฟังมา......
เฉลยว่า... การที่พระภิกษุมีศรัทธาในการบวช แต่ไม่ได้ทำกิจเพื่อบรรลุเป็นพระอริยเจ้าเพื่อความหลุดพ้นนิพพานและการไม่ปฏิบัติตนให้ถึงมรรคนั้นแหละเป็นเหตุ เพราะเมื่อบวชเป็นพระแล้ว บุญกุศลจะกระทำก็ต่อเมื่อเจริญสมถะ และวิปัสสนา หรือโปรดสัตว์ (เทศน์และบิณฑบาตร) หรือเจริญมุทิตาจิตเท่านั้น การงานอื่นๆ แทบจะไม่ได้สร้างกุศลเลย หากเป็นเช่นนี้เมื่อไม่ได้สร้างกุศลอื่นๆ จึงมีผลบุญน้อยได้แค่เพียงภุมมาเทวา (ยิ่งไม่ได้เจริญวิปัสสนาเพื่อความพ้นทุกข์ยิ่งไม่เกิดกุศลเลย) มรณภาพไปจะอุบัติเป็นพระภูมิ
ตรงข้าม หากพระภิกษุบวชแล้วมีศรัทธามาก มีความเพียรขวนขวายเพื่อบรรลุพระนิพพานด้วยการเจริญสมถะและวิปัสสนามาก ก็จะได้กุศลมาก เมื่อมรณภาพไปจะไม่อุบัติเป็นพระภูมิ หากได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าแล้ว เช่น พระโสดาบัน ก็จะไม่ตกต่ำอีกต่อไป
อีกอย่างหนึ่งคือ นักบวชต่างๆ (ศาสนาใดก็ได้) ที่บวชแล้วด้วยศรัทธา ปฏิบัติตนดี ถือศีล แต่ว่าไม่ได้หาทางหลุดพ้น (เพราะไม่มีในคำสอนของศาสนา) การสร้างกุศลก็ไม่มีเพิ่ม (เหตุผลเดียวกับผู้บวชเป็นพระภิกษุข้างต้น) เมื่อตายไปก็จะอุบัติเป็นพระภูมิได้ เช่น พระภูมิเป็นพราหมณ์ ก็มี พระภูมิเป็นพวกทรงอิทธิฤทธิ์ (เพราะเคยเป็นนักไสยศาสตร์จอมคาถาอาคม) ก็มี
"หลวงตา" (ซึ่งเป็นคนในตระกูลข้าพเจ้า) ที่เป็นพระภูมิ (จริงๆ) ได้บอกไว้ว่า เมื่อเป็นพระภูมิ ก็ยังมีจิตเป็นพระอยู่ จะไปไหน อยู่อย่างไร ก็ยังคิดว่าตนนั้นยังเป็นพระ ยังสวดมนต์ปกติ แต่ไม่ได้ลงอุโบสถอีกเพราะมรณภาพแล้ว
หลวงตา บอกอีกว่า พระภูมิเป็นภุมมาเทวาพวกหนึ่งที่พิเศษ คือต้องคอยเ้ข้าเวรกันตรวจพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบแล้วรายงานต่อท้าวเวสสุวรรณ ทุกๆเช้า ถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ดำเนินไปในโลกนี้ การที่พระภูมิไปอยู่ในเขตบ้านใคร ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะอำนาจบุญในความเป็นเทวดาของพระภูมิจะทำให้เขตบ้านนั้นร่มเย็นเป็นสุข
เมื่อพระภูมิเสร็จกิจตรวจตราพื้นที่และรายงานแล้วก็จะเข้าที่พัก ซึ่งมี 2 ที่ ที่หนึ่งได้แก่ศาลพระภูมิ(สำหรับตอนกลางวัน)ที่ตั้งไว้ภายในเขตบ้านเรือนที่รับผิดชอบ ที่หนึ่งเป็นวิมานบ้านเรือนจำเพาะของพระภูมิเลย(สำหรับกลางคืน) เป็นของทิพย์ ตั้งอยู่บนโลกนี้แหละ เป็นบ้านเรือนทิพย์ ซ้อนทับกับบ้านเรือนของคนทั่วๆ ไป
บริเวณใดเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนทิพย์นี้ท่านไม่บอก เพราะกลัวว่าพวกที่รู้จะไปรบกวน เพราะมิติของเทพที่อยู่บนพื้นดินนี้อ่อนไหวง่าย เพราะอาศัยวัตถุบนโลกนี้จึงเกิดขึ้น เช่น วิมานเป็นต้นไม้ ถ้าตัดต้นไม้ออกวิมานก็หายไปด้วย เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าพระภูมิกลางวันอยู่อีกที่ กลางคืนอาจจะอยู่อีกที่หนึ่งก็ได้