การใช้ถุงยางอนามัย








มารู้จักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กันเถอะ
โดย พล.ต.รศ.นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก 
ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD)


เป็นการติดเชื้อที่เกิดขึ้นและแพร่กระจายด้วยการมีเพศสัมพันธ์
โรคนี้เป็นโรคที่แพร่หลาย มีการติดเชื้อใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กว่าล้านรายต่อปี
ถึงแม้ว่าบางชนิดของ STD สามารถรักษาและดูแลได้
การป้องกันเป็นกุญแจหลักที่จะต่อสู้กับ STD โดยการรู้ถึงความจริง เป็นขั้นเป็นตอน
ซึ่งจะสามารถป้องกันตัวเองได้ เนื้อหาจะกล่าวถึง


ผู้หญิงทุกคนควรรู้จักวิธีป้องกันตัวเองและคู่นอนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


• อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
• ชนิด /
ประเภทของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การที่จะป้องกันตนเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


ใครก็ได้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ช่องทวาร หรือ ทางปาก
ก็สามารถที่จะเป็นโรคนี้ได้ ผู้ที่เป็นอาจจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรค
เพราะโดยปกติแล้วจะไม่มีอาการแสดง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลต่อสุขภาพของคุณ


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจก่อให้เกิดความรุนแรงต่อร่างกาย
หรืออาจถึงกับชีวิต ถึงแม้ว่าจะไม่แสดงอาการใดๆ
คนที่เป็นแล้วสามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลอื่นโดยการสัมผัสทางผิวหนัง
อวัยวะสืบพันธุ์ ปาก ทวารหนัก หรือ สารคัดหลั่งจากร่างกาย


อาการแสดงสามารถแบ่งได้ตั้งแต่ระคายเคืองเล็กน้อยไปสู่อาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการแสดงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากโรคที่รุนแรงขึ้น

ในหลายๆ
ตัวอย่าง
ปัญหาสุขภาพระยะยาวที่อาจจะเกิดขึ้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้ารีบรักษาแต่เนิ่นๆ


เชื้อสาเหตุโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ
เชื้อไวรัส
ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ
แต่สำหรับเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้ ได้เพียงแต่รักษาตามอาการเท่านั้น
สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์สามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการเกิดขึ้น
แต่ก็มี การตรวจหลายๆวิธีที่สามารถกระทำได้เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ


การใช้ถุงยางอนามัย

การเตรียมถุงยางอนามัยให้พร้อมที่จะช่วยป้องกันตนเองและคู่นอนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
รวมทั้งเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ด้วย
ถุงยางอนามัยสามารถใช้ได้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางอวัยวะสืบพันธุ์
ทางปาก หรือทางทวารหนัก สารหล่อลื่นที่ใช้ในถุงยางอนามัย
ต้องมีส่วนผสมของน้ำเป็นหลัก ถ้าเป็นจำพวกน้ำมันหรือ โลชั่น เช่น น้ำมันมะกอก
อาจจะไม่ปลอดภัย

ชนิดของถุงยางอนามัยที่เป็นที่นิยม
คือต้องเป็นชนิดที่พอดีกับอวัยวะเพศชาย
สำหรับเพศหญิงก็ต้องพอเหมาะพอดีกับปากมดลูกและช่องคลอด
ถุงยางอนามัยสำหรับเพศหญิงสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน


วิธีการใช้ถุงยางอนามัย
จะใส่เมื่ออวัยวะเพศชายแข็งตัวเต็มที่ รูดถุงยางอนามัยลงเล็กน้อย
บีบส่วนปลายของถุงยางอนามัยแล้วค่อยๆ
รูดถุงยางอนามัยจากส่วนปลายของอวัยวะเพศลงจนสุดที่โคน หลังจากหลั่งเรียบร้อยแล้ว
ให้จับที่โคนของถุงยางอนามัย ค่อยๆ ดึงออก
จากส่วนปลายของอวัยวะเพศแล้วทิ้งในที่ที่เหมาะสม ห้ามนำกลับมาใช้อีก


สำหรับการใช้ถุงยางอนามัยของเพศหญิง ให้บีบภายในวงแหวนระหว่างนิ้วมือ และ
ใส่เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้
ดันวงแหวนด้านในเข้าไปจนกระทั่งสุดกระดูกเชิงกราน ประมาณ 1
นิ้วจากปลายควรอยู่ด้านนอกร่างกาย หลังจากการหลั่ง
ให้บีบและหมุนวงแหวนด้านนอกและดึงออกอย่างนุ่มนวล แล้วทิ้งในที่ที่เหมาะสม
ห้ามนำกลับมาใช้อีก


โรคหนองใน และ การติดเชื้อ Chlamydia (หนองในเทียม )
เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อย
เมื่อติดโรคเกิดขึ้นแล้วไม่ว่าหญิงและชายจะไม่มีอาการในตอนแรก ๆ
อาการแสดงจะปรากฏให้เห็น 2 วันถึง 3 สัปดาห์หลังจากสัมผัสโรค


อาการแสดงอาจจะมีดังนี้
• มีสารคัดหลั่งจากช่องคลอดในเพศหญิง และ
ปลายอวัยวะเพศของเพศชาย คล้ายหนอง
• มีอาการเจ็บหรือปัสสาวะบ่อย

ปวดที่อวัยวะเพศหรือในช่องท้อง
• มีอาการแสบร้อน หรือ คันในช่องคลอด

บวมแดง บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
• มีเลือดทางช่องคลอดเป็นช่วงๆ
ทั้งโรคหนองในและการติดเชื้อ Chlamydia
สำหรับเพศหญิงสามารถก่อให้เกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่มดลูก
ท่อรังไข่ และ รังไข่ ซึ่งการติดเชื้อนี้ก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้


อาการของการอักเสบในอุ้งเชิงกรานที่พบได้บ่อย คือ มีไข้ คลื่นไส้และอาเจียน
และปวดท้องน้อย ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปวดในอุ้งเชิงกรานระยะยาวได้


หูดหงอนไก่ (Human papillomavirus (HPV))
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยอีกชนิดหนึ่ง HPV เป็นเชื้อไวรัส
ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธ์
บางสายพันธ์สามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่งทางเพศสัมพันธ์
เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่มักไม่มีอาการแสดง
บางสายพันธ์จะก่อให้เกิดหูดได้

สำหรับเพศหญิง
หูดสามารถมองเห็นได้ที่อวัยวะสืบพันธ์ด้านนอก ช่องคลอด ปากมดลูก และ ทวารหนัก
สำหรับเพศชายสามารถเกิดได้ที่ องคชาติ ลูกอัณฑะ ทวารหนัก หรือ
อวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงอวัยวะสืบพันธ์ บางครั้งหูดสามารถหายได้เอง แต่ถ้าไม่หาย
ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่สามารถรักษาได้ อย่างไรก็ตาม
ยาที่มีขายตามท้องตลาดที่ใช้รักษาหูดนั้นไม่สามารถใช้รักษาหูดที่อวัยวะเพศได้
ถึงแม้ว่าจะกำจัดหูดออกได้แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกได้
เพราะเชื้อสามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเดือนเป็นปี โดยไม่มีอาการแสดง


บางสายพันธ์ของ HPV สามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ทวารหนัก อวัยวะเพศ
ช่องคลอด ปากมดลูกและองคชาติ ทั้งในเพศหญิงและเพศชายได้ ซึ่งมีไม่กี่สายพันธ์นัก


แต่อย่างไรก็ตาม มะเร็งปากมดลูกก็สามารถที่จะตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
และรักษาได้

ซิฟิลิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ
“spirochete”
ถ้าเป็นแล้วไม่รักษาจะเกิดการติดเชื้อไปทั่วร่างกายและจะทำให้อาจถึงแก่ชีวิตได้
ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการแสดง
แต่อาการแรกเริ่มคือเกิดแผลเรียบบริเวณที่เกิดการติดเชื้อ และ 
ไม่ทำให้เกิดอาการปวด

ซิฟิลิสในระยะแรกสามารถรักษาได้ง่าย
อาการที่จะเกิดได้คือเป็นแผลขอบแข็งและผื่นคัน
การติดต่อจากผู้ที่สัมผัสเชื้อไปสู่บุคคลอื่นนั้นเกิดจากการสัมผัสที่แผลโดยตรง
แผลที่เกิดขึ้นมักจะเกิดที่อวัยวะเพศ ช่องคลอด หรือทวารหนัก
ในบางรายอาจจะเกิดที่บริเวณริมฝีปากและในปาก

ถ้าไม่ได้รับการรักษา
อาการแสดงอาจหายไป แต่เชื้อโรคยังคงมีอยู่ อาการจะกลับมาเป็นอีกในช่วงปีถัดไป
และเชื้อกระจายไปทั่วร่างกายได้

เริมที่อวัยวะเพศ
คนหลายล้านคนเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเริม อาการแสดงที่เกิดขึ้นคือเป็นแผลรอบๆ
อวัยวะเพศ แผลที่เกิดขึ้นจะมองเห็นเป็นจุดแดงๆ เป็นตุ่มหรือ แผลพุพอง
อาการอาจเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาไม่กี่วัน หรือ นานเป็นสัปดาห์ อาการแสดงอาจจะหายไป
แต่เชื้อไวรัสยังคงอยู่ในร่างกาย การเกิดแผลอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นซ้ำที่เดิม

การรักษายังคงเป็นแค่รักษาตามอาการ
แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นเมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อแล้ว
เป็นไปได้มากที่จะมีการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นโดยที่ตัวเองไม่ทราบ


การติดเชื้อ HIV ( Human immunodeficiency virus )
เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS - acquired immunodeficiency syndrome)


อัตราการติดเชื้อ HIV
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย เชื้อ HIV
จะเข้าผ่านทางกระแสเลือด โดยทางสารคัดหลั่ง โดยปกติแล้วจะเป็นเลือด หรือ อสุจิ
เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
ไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เกิดโรค
นำไปสู่โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้


โรคนี้จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ มากมายเช่น การติดเชื้อ หรือ มะเร็ง
ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ถาวร
แต่เป็นการรักษาเพื่อยืดเวลาการเกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องได้


การติดเชื้อทางช่องคลอด
ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิช่องคลอด (Trichomonas)
เกิดจากเชื้อปรสิตที่สามารถแพร่กระจายได้ทางการมีเพศสัมพันธ์
แต่เชื้อนี้สามารถรักษาได้ บางรายอาจจะไม่มีอาการแสดง แต่เมื่อมีอาการแสดงเกิดขึ้น
อาการที่พบคือมีสารคัดหลั่งทางช่องคลอด มีอาการคันภายในช่องคลอดและบวมแดง


ไวรัสตับอักเสบ
เป็นการติดเชื้อที่ตับโดยมีสาเหตุจากเชื้อไวรัส โดยที่ไวรัสตับอักเสบชนิด B และ C
สามารถถ่ายทอดได้ทางเพศสัมพันธ์
เชื้อสามารถแพร่กระจายได้โดยตรงจากสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ ได้แก่
เลือด อสุจิ น้ำจากช่องคลอด ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิด B
แต่สำหรับไวรัส C นั้นยังไม่มีวัคซีนสำหรับการป้องกัน


ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B หรือ C สามารถหายได้เป็นปกติ
แต่ก็มีบางส่วนที่พัฒนาไปเป็นโรคตับชนิดเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพระยะยาว
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์
การตรวจเพื่อหาเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์จะทำทุกรายในช่วงการตั้งครรภ์อยู่แล้ว


แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือการรักษาในช่วงแรกที่ตรวจพบเพื่อลดโอกาสเสี่ยงสำหรับทารกการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ในระยะตั้งครรภ์สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้


หนองในและ chlamydia
ทั้งสองชนิดสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ตาไปจนถึงปอดบวม

ซิฟิลิส
อาจก่อให้เกิดการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนด

การติดเชื้อ
HIV
สามารถติดต่อสู่ทารกได้
ถ้าตั้งครรภ์และมีคู่นอนที่อาจจะติดเชื้อหรือติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ให้แจ้งแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดต่อทารก
คุณจะป้องกันตนเองจากโรคทางเพศสัมพันธ์อย่างไร

คุณมีปัจจัยต่างๆ
เสี่ยงหรือไม่
  ถ้าข้อหนึ่งข้อใดตรงกับคุณ ก็ให้ป้องกันตนเองไว้ก่อน
ซึ่งมีหลายวิธีที่จะช่วยได้

• รู้จักคู่นอนของตนเอง และ จำกัดจำนวนคู่นอน
ถ้าสามารถรู้ประวัติทางเพศสัมพันธ์ของคู่นอนของคุณยิ่งดีใหญ่ ยิ่งมีคู่นอนมาก
ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น


ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่วาจะทางช่องคลอด ทางปาก
หรือทางทวารหนัก สำหรับถุงยางอนามัยที่มีสารหล่อลื่นที่สามารถฆ่าเชื้ออสุจิได้
แต่ยังไม่สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้
ในความเป็นจริงแล้วสารฆ่าเชื้ออสุจินั้นอาจจะระคายเคืองเยื่อบุภายในช่องคลอดและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้


• หลีกเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงเช่น
ความรุนแรงของการมีเพศสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดแผล หรือ การฉีกขาด
ถึงแม้ว่าการฉีกขาดนั้นจะไม่มีเลือดออก
แต่ก็เป็นทางที่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
และการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักนั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงเนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนักนั้นอ่อนนุ่ม
ง่ายต่อการฉีกขาด

• ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B
วัคซีนป้องกันเชื้อ HPV

คุณเสี่ยงหรือไม่? 
คุณจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ถ้า :
-
มีหรือเคยมีคู่นอนมากกว่า 1 ราย
- คู่นอนของคุณมีคู่นอนมากกว่า 1 คน
-
มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคทางเพศสัมพันธ์
-
มีประวัติการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์
- มีการใช้ยาทางหลอดเลือดดำ หรือ
มีคู่นอนที่ใช้ยาทางหลอดเลือดดำ

ท้ายสุด ผู้หญิงทุกคนควรรู้จักวิธีป้องกันตัวเองและคู่นอนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 
ถ้าคิดว่าได้รับการติดเชื้อแล้ว
พยายามที่จะหาทางรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

 

Link : http://www.vibhavadi.com/fertility/faqs.php?id=185