สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับหนังสือเชิญประชุมที จ.พิษณุโลก วันที่ ๓๑ ส.ค.๒๕๕๔ เวลาเช้า-บ่าย ในวันที่ ๓๐ ส.ค.ได้ฝากการบ้านคุณวุฒิไกร กุลกัลไชย กก.ลุ่มน้ำน่าน ตัวแทนผู้ใช้้น้ำภาคเกษตร ส่วนเราเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเป็นการบ้านที่ฝากไปในลักษณะที่ เมื่อมีวิกฤตกรมชลประทาน เชิญประชุม ทั้ง ๆ ที่ผ่านมา การไปมาหาสู่ค่อนข้างจืดจาก อยากพูดตรง ๆ ว่า กรมที่เชิญไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ แล้วตัวแทนของกรมในที่ประชุม กก.ลุ่มน้ำน่าน อ่อนการสื่อสารในที่ประชุม ได้ฝากไปอีกว่า งานโครงการสำคัญ ๆ จำเป็นต้องเคารพสิทธิชุมชน เคารพ กม.รัฐธรรมนูญและที่เกี่ยวข้อง ไม่อยากให้พากันมักง่าย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ ในที่ประชุม คุณวุฒิไกรฯ รับการบ้านเื่พื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ค่ำวันนี้ ๑ ก.ย.๒๕๕๔ ได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็ปจังหวัดน่าน พบข้อความว่า นายเสนีย์ จิตตเกษม ผวจ.น่าน เดินทางเข้าร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นชัดเจน ขอขอบพระคุณที่ท่านได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมตรงไป ตรงมา พวกเราเองไม่อยากให้หน่วยงานในระดับกรม ทำอะไรให้แบบผ่านไป อาศัยกระแสเพื่อให้เกิดผลงาน บ่อยครั้งที่มักเกิดเป็นผลร้าย เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินไม่คุ้มค่า หย่อนยานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นายเสนีย์ฯ ได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างไร โปรดติดตามอ่าน.....

การสัมมนาการบริหารจัดการน้ำและแผนพัฒนาลุ่มน้ำยม – ลุ่มน้ำน่าน เขียนโดย สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการ จ.น่าน วันพฤหัสบดีที่ 01 กันยายน 2011 เวลา 18:48 น. ผู้ว่าฯน่าน อัดหน่วยงานระดับกรม ต้นแบบแก้น้ำท่วม ย้ำอย่าคิดแต่เรื่องงบเฉพาะหน้า ตำหนิระบบเตือนภัยชุ่ย ชอบพล่ามต้องรู้จริงและลงมือทำจริง อาจจะได้แบบ “ยายแม้นโมเดล” เมื่อวานนี้ (วันที่ 31 สิงหาคม 2554) เวลา 09.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมลาพาโลมา อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดให้มีการสัมมนาการบริหารจัดการน้ำและแผนพัฒนาลุ่มน้ำยม – ลุ่มน้ำน่าน เกี่ยวกับแนวทางและนโยบายเร่งด่วน ปีงบประมาณ 2555 โดยผู้อภิปรายประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่, พิษณุโลก,สุโขทัย, น่าน ผู้แทนจากจากกรมชลประทาน และทรัพยากรน้ำ ทั้งนี้สืบเนื่องจากอิทธิพลพายุ “ไหหม่า” ที่ส่งผลก่อให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม และพายุ “นกเตน” ระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทั้งบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสิ่งสาธารณประโยชน์ อาทิ เช่น ถนน สะพาน เหมืองฝาย ชำรุดเสียหายเป็นจำนวนมากมายมหาศาล อีกหลายจังหวัดยังได้รับผลกระทบจนถึงขณะนี้ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวอภิปรายในตอนหนึ่ง ความว่า “...สถานการณ์ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ climate change เป็นผลให้เกิดภาวะโลกร้อน global warming เกิดวิกฤตอาหารและพลังงานจากการพัฒนาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรและต้องเผชิญภัยเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ อุทกภัยบั่นทอนชีวิตและความเป็นอยู่ ผู้คนยากจนจากผลผลิตถูกทำลาย หน้าดินถูกน้ำกัดเซาะ เกิดโรคระบาดทั้งคนและพืชหลังน้ำลด การเยียวยาจึงเป็นแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบผลเสียหายในระยะยาว ผู้ว่าฯ น่าน ได้นำเสนอต่อไปอีกว่า “...การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจะต้องให้ส่งเสริมศักยภาพของประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นในการเรียนรู้ นำข้อมูลที่เป็นจริง (knowledge management) เพื่อหาสาเหตุของปัญหา นำมาวิเคราะห์วางแผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มิใช่การสั่งการจากข้างบน หรือหน่วยงานราชการที่คิดและวางแผนแล้วจัดทำงบประมาณโดยปราศจากความคิดเห็นของประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น เพราะจากนี้เป็นต้นไป ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากอำนาจการสั่งการจากส่วนกลางซึ่งไม่สอดคล้อง สภาวะความเปลี่ยนแปลงในขณะนี้และในอนาคต หน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนจะต้องเป็นผู้มีบทบาทให้ความรู้ด้าน วิชาการ ซึ่งควรจะประกอบด้วย 3 ทหารเสือ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยซึ่ง ดูแลในเรื่องขององค์กรชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการปกครองท้องที่ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ...” “...ที่พูดกันในวันนี้ มีเฉพาะเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอุทกภัย ของ 2 หน่วยงาน คือ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ แต่อย่าลืมว่ารากเหง้าของปัญหา คือ การบุกรุกและทำลายป่าไม้อย่างรุนแรงใน เขตพื้นที่ภาคเหนือ เป็นลักษณะที่เรียกว่าการรุกราน บุกรุก encroachment ในเขตป่าลุ่มน้ำ ป่าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ... จึงควรที่จะเชิญหน่วยงานเหล่านี้มาร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วย ถ้าพูดในภาพรวม ภาคเหนือของประเทศ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำควรรักษาไว้ให้อุดมสมบูรณ์ เข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้ตามกฎหมาย มิให้ล่วงละเมิดใน พื้นที่หวงห้าม ภาคกลางเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ควรจัดสรรน้ำด้วยระบบชลประทาน ส่วนภาคกลางตอนล่างเป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องเร่งระบายน้ำออกไปสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว มิให้เกิดความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย...” นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ย้ำถึงแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไปว่า “...กล่าวสำหรับจังหวัดน่านแล้ว เป็นพื้นที่ทางตอนเหนือด้านตะวันออก ในยามที่เกิดลมมรสุมประจำปีที่พัดเข้าฝั่งประเทศเวียดนาม มักจะได้รับผลกระทบโดยตรง จากพายุ “ไหหม่า” ที่ผ่านมาบางครั้งก็ตกเป็นที่พื้นที่ตั้งของลมมรสุม เช่น พายุนกเตน เป็นต้น แถบอำเภอเฉลิมพระเกียรติ บ่อเกลือ เป็นพื้นที่ต้นน้ำน่าน อำเภอปัวและท่าวังผา สองแคว เป็นพื้นที่ชะลอน้ำ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกทำลายป่าไม้มากที่สุด เพื่อปลูกข้าวโพดหวังผลระยะสั้น เป็นข้าวโพดที่ดัดแปลงพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า Bt Corn เป็นพืชเชิงเดี่ยว monoculture ปลูกกันเป็นบริเวณกว้างในเทือกเขาสูง จนกลายเป็นเขาหัวโล้น ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชปุ๋ยเคมีและยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง เป็นจำนวนมากถึง 27,126 ชนิดที่เปิดให้มีการจดทะเบียนในประเทศไทย ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบมีไม่ถึง 2,000 ชนิด ลาวน้อยที่สุดเพียง 100 ชนิด ทำให้พื้นที่เหล่านี้เต็มไปด้วยสารเคมี ไม่มีพืชคลุมดิน กลายเป็นทะเลโคลนตม ยามเมื่อเกิดอุทกภัยหรือน้ำป่าไหลหลากก็ผสมเอาดินโคลนเคมีลงมาด้วย ไม่ต่างอะไรกับภัยจากน้ำฝนเหลือง... ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงการรณรงค์ให้ปลูกพืชเศรษฐกิจในระยะยาว ที่จังหวัดน่านได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เช่น การปลูกยางพารา กาแฟ มะขามเปรี้ยว ไผ่รวกตาแดง มะม่วงพันธุ์งามเมืองย่า เป็นต้น รวมทั้งการรณรงค์ปลูกแฝกที่เป็นพื้นที่ไหลผ่านของลำน้ำน่าน เช่น การปลูกแฝกที่บ้านซาววา อำเภอเชียงกลาง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งจะต้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาช่วยกันคิดและดำเนิน การอีกหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไม่ควรจะมีแต่เฉพาะโครงการขุดลอกเพียงอย่างเดียวเพราะ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหา แต่ต้องมีกิจกรรมโครงการที่บูรณาการทั้ง อ่างเก็บน้ำ, ฝายแก้มลิง อีกทั้งยังต้องครอบคลุมมิติทางสังคม วัฒนธรรมอีกด้วย...” “...สำหรับพื้นที่ตอนกลางของจังหวัด บริเวณเขตอำเภอเมืองและภูเพียง โดยเฉพาะเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การค้าการลงทุน การศึกษาและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ของจังหวัด จะต้องลดผลกระทบด้วยการเปลี่ยนทางไหลของน้ำ มิให้เข้ามาในเขตตัวเมือง หรือเข้าให้น้อยและลดให้เร็ว ด้วย การจัดทำการก่อสร้างทางเลี่ยงการจราจรน้ำ ที่ท่านผู้ว่าฯ พิษณุโลกใช้คำว่า Water Way ส่วนพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดน่าน ในเขตอำเภอเวียงสา เป็นพื้นที่ท้ายน้ำ และรับน้ำโดยตรงก่อนไหลลงที่ปากนาย อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิตต์ จะต้องพิจารณาหาวิธีการพร่องน้ำ Gravity เช่น การขุดลอกหรือขุดคลองขึ้นใหม่ ตามหลักวิชาการทางชลศาสตร์...” ผู้ว่าฯน่าน ได้ย้ำในตอนท้ายของการสัมมนาว่า “...ปัจจุบันมีผู้รู้ออกมาให้ความเห็นเป็นจำนวนมากทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องทำให้ประชาชนสับสนมาก หน่วยงานต่างๆ จะต้องออกมาชี้แจงให้ทราบ เพราะผู้ที่ไม่รู้ออกมาพูดมากเป็นอันตรายต่อสังคม จึงอยากเรียกร้องให้ช่วยกันอธิบายในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นจริง ปราศจากการฉกฉวยโอกาส โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหา เพราะการมองปัญหาอยู่ที่การตั้งสมมติฐาน เช่น ถ้าปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นภัย เช่น อุทกภัย มนุษย์จะต้องเอาชนะภัยดังกล่าวให้ได้ แต่ถ้ามองว่าธรรมชาติเป็นคุณประโยชน์ มนุษย์ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ก็จะหมดปัญหาว่าจะสร้างเขื่อนดีหรือไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น...” “...ระบบสัญญาณเตือนภัยในจังหวัดน่าน ประกอบด้วย 3 หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมทรัพยากรน้ำ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมชลประทาน โดยเฉพาะกรมชลประทาน ต้องขอชมเชยที่มีสถานีมาตรวัดน้ำ 3 แห่ง ใช้ประโยชน์ได้ดี คือ สถานี N64 บ้านผาขวาง N1 ที่สะพานพัฒนาภาคเหนือ และ N13A ที่เวียงสา ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มาก ดูง่าย และของกรมทรัพยากรน้ำและศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ได้มอบให้ท้องถิ่นดูแลใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย และเสียเงินงบประมาณทิ้งเปล่าๆ เพราะชาวบ้านไม่เคยได้ยินสัญญาณเตือน...” ผู้ว่าฯ น่าน ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “...ทั้งหมดนี้ เมื่อได้คำนวณการจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว จะต้องนำเสนอต่อประชาชนในรูปแบบของประชาคม กลุ่มองค์กรภาคประชาชน และประชาชนทุกสาขาอาชีพ ให้ทำการเสนอแนะขอความคิดเห็นหรือที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น น่านโมเดล อุดรโมเดล หรือบางระกำโมเดล แต่ประการใดที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ดังนั้น เมื่อประชาชนเห็นชอบด้วยแล้ว เราอาจจะเห็นยายแม้นโมเดล ยายแป้นโมเดล หรือทิดจุ่นโมเดล ก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนภาคภูมิใจ จับต้องและปฏิบัติได้ด้วยซ้ำไป...” (ที่ประชุมปรบมือ)