เว็บไซต์เพื่อสังคม

        ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก
          ต้องมีระบบการเมืองแบบธัมมิกสังคมนิยม

                             ตอนที่ 2

          พิจารณาดูความเจริญของโลกส่วนใหญ่ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ เช่น
1. ความเจริญ การพัฒนาในโลก มันเป็นไปในทางผิด ผิดคือไปเป็นทาสของกิเลส ไปตามใจตัวเอง เห็นแก่ตัวกู ของกู ถ้ายิ่งเจริญในแบบนี้แล้วก็ยิ่งไม่มีสันติภาพ การค้นคว้าก็ก้าวหน้า คิดดูซิ การศึกษาก็ก้าวหน้า การค้นคว้าก็ก้าวหน้า การประดิษฐ์ของใหม่ ๆ ก็ก้าวหน้า การผลิตขึ้นมาเป็นภูเขาเลากา ด้วยอำนาจเครื่องจักร นี่มันก็ก้าวหน้า แต่ก้าวหน้าอย่างไร มาเท่าไร มันก็ก้าวหน้าไปเป็นทาสของกิเลส

         ฟังดูให้ดี ๆ ก้าวหน้ากันอย่างไร เจริญขึ้นอย่างไร ก็ก้าวหน้าไป เพื่อเป็นทาสของกิเลส ไม่ใช่เพื่อชนะกิเลส มันยิ่งก้าวหน้ามาก มันก็ยิ่งเป็นทาสกิเลสมาก อุตส่าห์เจริญ อุตส่าห์ก้าวหน้าอะไร ๆ ก็เป็นทาสของกิเลส มันน่าหวัว หมดทุกอย่าง

          แม้ในสิ่งที่เรียกกันไพเราะน่าจะจับใจ คือทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดีนี้ แต่มันก็กลับตรงกันข้าม เช่นว่า เดี๋ยวนี้ก็ก้าวหน้า ในทางอารยธรรมในทาง civilization นี้มันก็ก้าวหน้าเรียกว่าก้าวหน้าทางอารยธรรม ไม่มีใครค้าน แต่แล้วก็ไม่มีสันติภาพ เพราะมันเป็นอารยธรรมเนื้อหนัง
อย่างอารยธรรม หรือวัฒนธรรมอะไรก็ตาม ที่ถึงกับไปโลกพระจันทร์ได้นี้ มันทำให้โลกเย็นลงหรือเปล่า การที่มนุษย์ไปโลกพระจันทร์ได้นี้ ทำให้โลกสันติภาพที่ตรงไหนบ้าง นี่ก็มองอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะว่าทำไปเพราะอำนาจของโลภะ หรือความต้องการ ฉะนั้นได้มา มันก็ใช้ไปตามวิถีทางของโลกหรือกิเลส เพราะฉะนั้นก็ไม่มีความหวังว่า โลกนี้มันสันติภาพหรือเย็นลงได้ เพราะก้าวหน้าในเรื่องนี้

          2. ที่นี้ดูในทางสังคม เขาก็ว่าเขาก้าวหน้าก็จริง ก้าวหน้าไปมาหาสู่ มีระเบียบในทางสังคมงดงาม แต่ไม่เห็นว่าโลกมันเย็นลง มีแต่โลกมันเร่าร้อน สังคมกันโดยวิถีทางที่ยกแก้วเหล้าชูท่วมหัวอะไรนี้ เคยพูดกันมาแล้ว วันก่อนนี้ ให้พรกัน ด้วยการยกแก้วเหล้าขึ้นชูเหนือหัวนี้ เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ว่าจะลืมกันได้ ว่าสังคมของมนุษย์ที่ยังมีความรู้สึกอย่างนี้ไม่ทำให้โลกนี้เย็นได้

         3. ทีนี้น่าประหลาดยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือจริยธรรม หรือศีลธรรมเดี๋ยวนี้ก็มีการยืนยันว่า เขาได้จัดให้มีศีลธรรม มีจริยธรรม พวกสมัยใหม่ที่ก้าวหน้าทางวัตถุนี่ เขายืนยันว่า เขาได้จัดให้มีความก้าวหน้า ความเจริญทางศีลธรรม ทางจริยธรรม แต่ดูให้ดีแล้วมันเป็นศีลธรรมเก๊ จริยธรรมเก๊ คือของปลอม ศีลธรรมที่ว่าเอาใหม่ซึ่งกิเลสเป็นผู้ว่า

         4. ทีนี้ บางพวกอาจจะกล้าอ้างขึ้นมาถึงคำว่า "มนุษยธรรม" พวกที่เจริญด้วยวัตถุนั่นแหละ เขาว่าเขาเจริญด้วยมนุษยธรรม คือมีคุณธรรมสูงสมแก่นามว่ามนุษย์ แล้วมันก็เป็นมนุษย์เก๊นั่นแหละ มนุษยืที่เป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของเนื้อหนัง เป็นทาสของวัตถุ นี่มันเป็นมนุษย์เก๊ นี่เขาเจริญด้วยธรรมะสำหรับมนุษย์ชนิดนั้น ก็เป็นมนุษย์ธรรมที่เก๊ ไม่ใช่มนุษยธรรมที่สมควรแก่มนุษย์ ผู้มีจิตใจสูง มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ คำว่า "มนุษย์" แปลว่าจิตใจสูง จิตใจสูงต้องอยู่เหนือปัญหาทั้งหลาย อยู่เหนือความทุกข์ทั้งหลาย คืออยู่เหนือกิเลสด้วย มนุษยธรรมแท้จริงต้องเป็นอย่างนั้น

        5. การศึกษา เราต้องยอมรับกับเขาว่าเจริญ แต่เจริญทางฝ่ายวัตถุ ทำให้คนฉลาดสำหรับเป็นคนเลว การศึกษาเจริญทำให้ลูกเก็ด ๆ ฉลาด แต่ฉลาดสำหรับจะเป็นคนเลว คือไปเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น เป็นคนเห็นแก่เนื้อหนังของตัวนี้ การศึกษาเจริญเรียนจบก็พอติดเฮโรอีน เมื่อการศึกษายังไม่เจริญ เด็ก ๆ รู้จักเกลียดเฮโรอีน เกลียดฝิ่น เกลียดกัญชา

         เดี๋ยวนี้เขาจัดการศึกษาก้าวหน้า เรียนจบมหาวิทยาลัยก็ได้ปริญญาเฮโรอีน หรือบ้าการเมือง หรือว่าอะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นความระสำระสายวุ่นว่าย เมื่อก่อนเขาเรียนแล้ว เขาเคารพคนเฒ่าคนแก่ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เดี๋ยวนี้ยิ่งเล่าเรียนแล้วยิ่งไม่เคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ คนคนเฒ่าแก่ อย่างนี้เป็นต้น นี้ว่าการศึกษาเจริญ แต่เจริญเพื่อความวินาศของมนุษย์

         6. การค้นคว้า โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ มันเจริญ มันก้าวหน้า เดี๋ยวนี้เราประดิษฐ์สิ่งของประหลาด ๆ เช่นวิทยุ เช่น ที.วี เช่นคอมพิวเตอร์ อะไรต่าง ๆ ซึ่งแสนจะประหลาด แล้วก็ประดิษฐ์ขึ้นมาได้มาก ผลิตก็เร็ว ทุ่นแรงก็ทุนแรง การทำมาหากินก็มีเครื่องมือชั้นดี ชั้นวิเศษ ก็เรียกว่าการค้นคว้ามันก็ก้าวหน้า แต่แล้วก็ไม่เคยเห็นสันติภาพ เพราะการค้นคว้าหรือก้าวหน้า

         7. ที่นี้ จะดูตัวการเมืองนั้นเอง ระบบการเมือง ว่าการเมืองนี้เขาถือว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในหมู่มนุษย์ ในระหว่างประเทศนี้ทุกคนกำลังระมัดระวังในทางการเมือง หรือว่าจะใช้ประโยชน์ทางการเมือง มีอุปกรณ์ทางการเมือง

          เช่นเศรษฐกิจนี้ก็ต้องจัดไป เพื่ออุปกรณ์แก่การเมือง การทหาร ก็จัดไปเพื่อเป็นอุปกรณ์แก่การเมือง แม้ที่สุดการสื่อสาร การคมนาคม อะไร ๆ ที่แสนจะวิเศษนี้ ก็ต้องเป็นอุปกรณ์แก่การเมือง เพื่อดำเนินทางการเมือง ให้ได้เปรียบคนอื่นมากที่สุด

         ฉะนั้นการเมืองก็คือการเล่นการพนันชนิดหนึ่ง ที่เอากำไร หรือจะเอาเปรียบผู้อื่น ให้มากที่สุด ด้วยจิตใจที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส หรือความเห็นแก่ตัว

         ถ้ามนุษย์ทุกคนมีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นจะต้องมีการเมือง ไม่ต้องเล่นการเมือง ไม่ต้องมีการปกครอง ฟังดูให้ดี ถ้าทุกคนมันเป็นคนดี เป็นสัตบุรุษนี้ เราไม่ต้องมีโรงมีศาล ไม่ต้องมีคุกตะราง ไม่ต้องมีตำรวจ นี่ข้างในนี้ แล้วภายนอกระหว่างประเทศก็ไม่ต้องมีการเมือง ไม่ต้องมีอะไร ถ้าคนมันดีนี่มันมีแต่คนที่จะหากำไร หรือกอบโกยผลประโยชน์ กระทั่งลักล้วงประโยชน์ของผู้อื่นมาอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง เลยต้องมีเรื่องการเมือง ต่อสู้ป้องกัน ต้านกัน ไว้สู้รบกัน ฉะนั้นการเมืองยิ่งเจริญก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้โลกมีสันติภาพ ยิ่งการเมืองก้าวหน้า ก็หมายความว่าโลกมันเลวลง ถ้าโลกนี้ดีขึ้น การเมืองก็ต้องน้อยลงมันไม่จำเป็น

            8. ทีนี้ มาดูกันทางอื่นบ้างว่าแม้เราจะมีความสุขในทางร่างกายกันบ้าง เพราะว่า การแพทย์ การอนามัย อะไรต่าง ๆ นี้มันดีขึ้น แต่แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้โลกนี้มีสันติภาพ คล้ายกับว่า เขาช่วยให้รอดชีวิตนี้ ก็เพื่อจะไปรบราฆ่าฟันกัน ในทางการเมือง หรือว่าทางทหารก็ตาม

           9. ทางการศึกษาชั้นสูงเต็มไปด้วยศาสตร์ต่าง ๆ เช่นปรัชญา เช่นจิตวิทยา เช่นตรรกวิทยา ก็ก้าวหน้า แต่ก้าวหน้าไปในทางให้คนมันโง่ลง คือเวียนหัวมากขึ้น เข้าไปสู่ความมืดมนออกไม่ถูกนี่มากขึ้น เพราะมันดีเกินไป เรื่องปรัชญาก็ดี เรื่อง logic, shychology อะไรก็ดีมันไป ๆ จนไปในทางที่ไม่รู้จะไปทางไหน เรื่องของปรัชญามันเป็นอย่างนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติโดยตรงด้วยสัมมาทิฏฐิ แล้วแก้ความทุกข์กันที่นี่ และเดี๋ยวนี้

          10. ทีนี้ ดูทางศิลปะกันบ้าง ก็น่าประหลาดที่สุด เดี๋ยวนี้เรื่องของศิลปะเจริญที่สุด มาอยู่ในหลักสูตรเด็ก ๆ ป.3 ป.4 อยู่แล้ว ในมหาวิทยาลัยก็มีแผนกศิลป์ทั้งนั้น นี้ศิลปะก็มีมาก โภชนาศิลป์ให้กินให้ดีที่สุด ให้คิดให้สุดเหวี่ยงที่ให้มนุษย์มันมีการกินที่ดีที่สุด ก็เรียกว่าโภชนาศิลป์ แล้วก็เรียกเคหศิลป์ ให้มันมีบ้านเรือนเหมือนกับวิมานที่สุด ให้มันสวยที่สุด นี้เรียกเองว่า สำอางศิลป์ เมื่อไม่นานมานี้เป็นเอามาก ๆ ที่ปากแดงเหมือนกินเลือด ใครมาเดี๋ยวนี้ดูน้อย ๆ ลงหน่อย

          11. ทีนี้ ดูแบบการเมืองเป็นครั้งสุดท้าย แบบหรือหน้าตาของหารเมือง ในโลกนี้ก็มีระบบการเมือง อยากเรียกกันให้มันฟังง่าย ๆนี้ โดยมากทั้งโลกนี้ ก็เป็นระบอบทหารธิปไตย ผู้ที่มีอำนาจทหาร ก็มีอำนาจครองประเทศ

          ระบอบทหารธิปไตย ก้ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ระบอบนายทุนธิปไตย ก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง เผด็จการก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ประชาธิปไตยก็ต้องการเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง นี่ดูที่ตรงนี้ ให้ดี ๆ และเข้าใจว่า มันจะต้องมีสักกี่ระบอบมันก็ไม่ทำให้โลกนี้ให้มีสันติได้

         นี่สภาพปัจจุบันของโลกมนุษย์เรา แล้วยุคที่มีความเจริญเหมือนกับวิ่งถอยหลังไปสัก 50 ปีมานี้ ก็เรียกว่ายุคอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนั้นก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ดูว่าเป็นเรื่องสูงสุดของมนุษย์แล้ว อะไรก็เป็นการใช้กำลังอิเล็กทรอนิกส์ ไม่กี่ปีเปลี่ยนเป็นยุคอวกาศ หรือยุคปรมาณู ใช้กำลังของปรมาณูได้ เอาปรมาณูในธรรมชาติมาใช้เป็นประโยชน์ได้ คือทำลายปรมาณูนั่นเอง และต่อมาไม่กี่ปีนี้ เลื่อนชั้นขึ้นเป็นโลกยุคปิงปอง ใช้ความหมายกลับกลอก กลิ้งกลอกของลูกปิงปองนั้นแหละเป็นที่พึ่ง ยุคปิงปองยังกำลังเป็นยุคสุดท้ายอยู่ไม่นานเท่าไรก็คงมียุคอื่นมาแทน

            ที่นี้อยากให้กวาดตาดูที่เดียวทุกยุค ยุคอิเล็กทรอนิกส์ ยุคปรมาณู ยุคอวกาศ กระทั่งยุคปิงปองนี้ ไม่เห็นว่าโลกมันดีขึ้นในส่วนสันติภาพ มันก็จะมีก๊อก ๆ แก๊ก ๆ อย่างลูกปิงปอง คือกลอกไปกลอกมามากขึ้น นี่เป็นอันว่า ไม่ต้องพูดถึงแล้ว เรื่องความสงสัยในเวลานี้ว่าโลกมีสันติภาพหรือยัง อยากจะสรุปความว่า ยิ่งเจริญด้วยวิทยาการ หรือว่าพฤติกรรมอะไรเหล่านี้ โลกก็ไม่มีสันติภาพ

           ที่นี้พูดกันใหม่ ในแง่อีกแง่หนึ่ง ให้เป็นที่เข้าใจ ว่าทำอย่างไรจะให้โลกนี้มันมีสันติภาพ อาตมาได้เสนอคำพูดขึ้นมา ตั้งแต่ทีแรกข้างต้นแล้วว่าให้ตั้งใจฟัง หรือว่ากำหนดไว้ให้ดี คือคำว่า โลกจะต้องมีระบบการปกครอง ที่ไม่เห็นแก่ตน และให้ประกอบไปด้วยธรรมะ ระบอบการปกครองในโลกที่ไม่เห็นตัวคนตัวบุคคล คือใครมือยาวสาวเอานี้ จะเปิดโอกาสให้ระบบการปกครองนั้นประกอบอยู่ด้วยพระธรรม หรือพระเจ้า แล้วแต่จะเรียกไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เรียกไว้ก่อนว่าระบบธัมมิกสังคมนิยม

            สังคมนิยมก็แปลว่าเห็นแก่เพื่อมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ตัวกูคนเดียว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ จึงเรียกว่าสังคมนิยม แล้วการเห็นแก่สังคมนั้นถูกต้องด้วย เพราะว่าผิดก็ได้เหมือนกัน การเห็นแก่สังคมผิด ๆ ก็คุมพวกไปปล้นพวกอื่น หาประโยชน์มาให้แก่ตัวนี้ มันก็ผิด ก็เลยต้องใช้คำว่า "ธัมมิก" ประกอบอยู่ด้วย ธรรมนี้เข้ามานำหน้าไว้ ว่า ธัมมิกสังคมนิยม-ระบอบ ที่ถือเอาประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก และประกอบไปด้วยธรรมะ

           ใจความใหญ่ ก็บอกล่วงหน้าให้ทราบเสียก่อนก็ได้ เพื่อจะได้ฟังได้ง่าย ๆ ก็คือว่าเป็นระบอบที่เห็นแก่ผู้อื่น จึงไม่มีการกอบโกย เอาส่วนเกิน นี่คำว่า "ส่วนเกิน" มาอีกแล้ว ช่วยทำความเข้าใจในคำว่า "ส่วนเกิน" นี้ให้ดี ๆ เพราะเดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกำลังมีปัญหา ยุ่งยากลำบาก จะร้อนเป็นไฟอยู่นี่ เพราะสิ่ง ๆ เดียว คือที่เรียกว่า "ส่วนเกิน" จะเป็นเกินอย่างที่คอมมิวนิสต์เขาเรียกกันว่า surplusvalve หรืออะไรก็ตาม หรือเป็นส่วนเกินตามธรรมชาติ ที่คนไม่รู้สึกตัวว่า มันมีส่วนเกิน นี่ก็ตาม มันเป็นส่วนเกินทั้งนั้น แล้วสิ่งที่เรียกว่าส่วนเกินนี้ คือข้าศึกของมนุษย์ ที่ทำให้มนูษย์ไม่มีสันติภาพ เพราะว่าเขากอบไปกอบโกยอาส่วนเกิน เขาไม่ซัดเหวี่ยงขว้างออกไปเสียให้ผู้อื่น เขากอบโกยเอามาไว้เป็นของตนเองมากขึ้น ร่ำรวยด้วยส่วนเกิน มันจึงเกิดเป็นพิษร้ายขึ้นมา

      ท่านที่สนใจเรื่องนี้ คลิกหวัเรื่องด้านบน อ่านต่อเนื่องทั้ง 4 ตอน

       หากสนใจเรื่องอื่น ๆ คลิก http://www.nature-dhrama.com