ดี เก่ง และมีสุขอยู่ในตน



ดี เก่ง และมีสุขอยู่ในตน

 

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๕๐ เป็นวันเริ่มต้นงานสำคัญอีกงานหนึ่ง ในฐานะของวิทยากรกระบวนการที่ดิฉันมีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้อง

 

                          "ดี เก่ง และมีความสุขอยู่ในตน"  

เป็นชื่อของการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทางสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา   สำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา  จะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่

๒๓ - ๒๔ มีนาคม ศกนี้   ที่   ภูเขางามรีสอร์ท   จ.นครนายก

 

               คณะผู้จัดงาน และผู้เข้าร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการทุกท่านจึงได้นัดกันมาทำ BAR - Before Action Review กันก่อนเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ และรับทราบความคาดหวังของสมาชิกทุกท่าน เนื่องจากวันที่นัดกันนั้น   ตรงกับคล้ายวันสถาปนาสภาการศึกษาพอดี จึงมีการทำบุญเลี้ยงพระกันอย่างเอิกเกริก ถือเป็นการเริ่มต้นดิถีของการเปลี่ยนจาก เก่ง ดี มีความสุข มาเป็น ดี เก่ง และมีความสุข ด้วย ดิฉันขอทำหน้าที่เป็นคุณลิขิต เพื่อนำมวลประสบการณ์ของอาจารย์เลขา ปิยะอัจฉริยะ มาเล่าสู่กันฟัง

 

               อาจารย์เลขา ได้เริ่มต้นการทำ BAR ในครั้งนี้ด้วยการมาเร้าพลังที่ประชุมด้วยผลของการทำการจัดการความรู้กับกลุ่มครูในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆที่ท่านได้ประจักษ์แก่ใจของท่านเอง พร้อมทั้งกล่าวว่าบุคลากรทางการศึกษา และผู้พัฒนามาตรฐานทางการศึกษาที่กำลังเปลี่ยนระบบของการจัดการศึกษา จำเป็นต้องมีทักษะในการสร้าง และใช้ความรู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จนกระทั่งเกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ขึ้นในองค์กร

 

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่อาจารย์กล่าวไว้ก็คือ

                       คนส่วนมากมักจะชินกับการระดมสมอง   ที่เป็นการนำความคิดที่แต่ละคนมีออกมาถกเถียงกัน   โดยเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง แล้วมองออกไปที่ปัญหานั้น ซึ่งเป็นการมองออกไปที่คนอื่น แต่เทคนิคของการระดมสมองนี้ก็ไม่สามารถเข้าไปนำเอาความรู้ฝังลึกที่มีอยู่ในคนออกมาได้

ในขณะที่เทคนิคเรื่องเล่าเร้าพลังคือ การดึงเอาขุมทรัพย์ในตนออกมา ซึ่งผู้นำเสนอจะต้องมองกลับเข้าไปในตัวเอง เริ่มจากการมองว่าเรามีดีอะไร เราทำสิ่งนั้นทำไม และสิ่งนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างไร เมื่อทำแล้วเกิดผลลัพธ์อย่างไร

                      ขณะที่เล่าก็ได้ฝึกตัวเองให้พูดตรงประเด็น คนฟังก็ได้ฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง คนบันทึกก็ได้ฝึกตัวเองให้เก็บรายละเอียด ฝึกให้มีทักษะในการจับประเด็น เมื่อนำประเด็นของทุกคนมารวมกันได้แล้วจึงค่อยหาทฤษฎีมารองรับ ที่สำคัญก็คือความรู้ทุกเรื่องที่ได้มานั้นมีฐานมาจากความคิดเชิงบวก   อันก่อให้เกิดการต่อยอดประสบการณ์   ในเชิงสร้างสรรค์  และพาให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเคารพ ศรัทธาในกันและกัน เป็นการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมไปด้วย

 ด้วยเหตุนี้ผลที่ได้จากเรื่องเล่าเร้าพลังจึงมีความแตกต่างจากการระดมสมองที่มาจากความคิด ซึ่งเป็นการนำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ได้อิงอยู่กับประสบการณ์จากความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

 

>> ดังนั้นจึงเป็นการคิดไปบนฐานของความคิด และจบลงด้วยการต่อสู้กันทางความคิดเท่านั้น <<

 

 

http://portal.in.th/teacherforpupil/pages/12822/