ประโยชน์ตนซ้อนทับประโยชน์ชาติอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ข้อวิจารณ์นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

มีทั้งหมด 16 ข้อ ผมยอมรับว่าไม่ได้ฟัง และยังไม่ได้อ่านรายละเอียด แต่แม้ฟังเพียงหลักการหยาบๆก็น่าจะพอวิจารณ์ได้เล็กน้อย


1.8.2 เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท

อันนี้แม้ถูกโจมตีมากแต่ผมเห็นด้วยนะ ผมว่าขึ้นน้อยไปด้วยซ้ำ อยากให้ขึ้นมากกว่านี้ เป็นสัก 600 บาทด้วยซ้ำ โดยต้องตรึงราคาสินค้าไม่ให้ขึ้นเกินไปด้วย มันมีสูตรคำนวณอยู่   (ค่าแรงไทยยังอยู่ต่ำกว่าจุดดีที่สุดไปมาก ผมเคยคำนวณคร่าวๆว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่ดีที่สุดควรเป็น 1000 บาท โดยต้องตรึงราคาก๋วยเตี๋ยวไว้ที่ 50 บาทด้วยนะ)  อีกทั้งต้องมีมาตรการช่วยเหลือนักธุรกิจสัญชาติไทยที่ผลิตสินค้าส่งขายต่างประเทศประเภท Labor intensive มิฉะนั้นจะแข่งขันสู้ต่างชาติลำบากมากขึ้น ส่วนพวกที่ไม่ใช้แรงงานมาก ก็ช่วยน้อยลงตามลำดับ ส่วนต่างชาตินั้นไม่ต้องไปช่วย



1.9 ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

 

ข้อนี้ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ประโยชน์ตนซ้อนทับประโยชน์ชาติอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย  การลดแบบนี้ธุรกิจตน ญาติ พวกพ้อง ก็ได้รับประโยชน์เต็มๆ ส่วนชาติจะเสียหายมาก เงินรายได้จะลดลงมหาศาล กล่าวคือขณะนี้รัฐเก็บภาษีจากนิติบุคคลได้ประมาณปีละ 3.9 แสนล้านบาท ถ้าลดจากปัจจุบันในอัตรา 30 ไปเหลือ 20 รัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีส่วนนี้ไปประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อย เกือบ 10% ของรายได้รัฐบาล

 รัฐบาลสัญญาประชานิยมไว้มาก ต้องใช้จ่ายมากขึ้น แล้วยังลดรายได้ลงแบบนี้ เงินส่วนที่เหลือก็คงต้องกู้มาแน่นอน หรือไม่ก็ไปตัดเงินส่วนอื่นๆ เช่น การศึกษาวิจัย

 คุณยิ่งลักษณ์คงยังไม่รู้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่เก็บภาษีได้น้อยที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเมื่อคิดเทียบเป็นร้อยละของรายได้ประชาชาติ (GDP) คือประมาณ 16% เท่านั้นเอง แล้วพอลดแบบนี้ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก  ที่เก็บได้น้อยเป็นสองเหตุผลคือ หนึ่งโกงภาษี สอง gdp ของเรา 70% มาจากบริษัทต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เสียภาษีเพราะได้รับการยกเว้นจาก boi

 จริงอยู่การลดภาษีนิติบุคคล จะทำให้บริษัทแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ถามว่าใครแข่งขันกับใคร เพราะเชื่อว่ารายได้ส่วนนี้ส่วนใหญ่มาจากบริษัทต่างชาติที่เสียภาษี (เพราะหมดช่วงยกเว้น boi แล้ว) ซึ่งบริษัทพวกนี้ครองตลาดแบบผูกขาดหมดแล้ว เช่น กระดาษชำระ สบู่ ยาสีฟัน ยานยนต์ เครื่องอีเล็กทรอนิกส์

 อีกทั้งการค้าของไทยยังมีลักษณะผูกขาด มีการฮั้วราคากันดังนั้นกำไรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจในส่วนนี้อาจไม่ส่งผลให้ราคาสิ้นค้าลดลง ไม่เชื่อก็คอยดูสิว่าก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงจะลดราคาลงไหม เพราะถ้าแข่งขันกันจริงราคาวัตถุดิบทำก๋วยเตี่ยวต้องถูกลง ส่งผลมาถึงราคาชามก๋วยเตี๋ยวถูกลงด้วย แล้วลองคอยดูว่าราคาค่าโดยสารรถโดยสารจะถูกลงไหม

 

ดังนั้นทฤษฎีที่ว่าสินค้าจะถูกลงยอดขายสูงขึ้น แล้วทำให้มีการลงทุนมากขึ้นจนเก็บภาษีได้มากขึ้นจึงไม่น่าเป็นความจริง แต่ที่เป็นความจริงแน่ๆ คือ บริษัทรวยๆ กำไรงามๆ หลายรายจะยิ่งรวยอู้ฟู่มากขึ้น และประเทศไทยจะต้องกู้หนี้มาทำโครงการประชานิยมมากขึ้น

 

1.10.3 จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาทต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการ

 

อันนี้ดีนะเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย แต่ควรมีเงื่อนไขว่า ต้องทำธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมจากการคิดค้นของคณาจารย์ในมหาลัยนั้นๆ และให้มหาลัยค้ำประกันเงินกู้ด้วย ซึ่งหมายความว่ามหาลัยต้องพิถีพิถันในการเลือกการลงทุน ไม่งั้นอาจต้องใช้คืนเงินกู้

  ...คนถางทาง (๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔)