ช่วงนี้ได้มีโอกาส ทำงานร่วมกับนักเขียนท่านหนึ่ง (แต่ท่านมักไม่ค่อยเรียกตัวเองว่านักเขียน แต่จะใช้คำแทนตนว่า "นักเล่าเรื่อง" มากกว่า) ในส่วนที่ดิฉันได้ช่วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น จะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับมุมมองของนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา ที่มีต่อประเด็น "วัยรุ่น" เพราะเรื่องราวที่ท่านกำลังเขียนนี้เป็นการนำเสนอชีวิตวัยรุ่นคนหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าผ่านช่วงชีวิตที่โชกโชน และบอบช้ำมาพอสมควร

...
       ในแต่ละตอนของงานเขียนนี้จะมีบทสรุปในมุมมองของคน "จิตวิทยา" ที่มีต่อประเด็นพฤติกรรมของเด็กๆ เหล่านั้น การทำงานชิ้นนี้สะท้อนให้ดิฉันได้เกิดความรู้สึกที่ว่า...การถอยมาอย่างน้อยก้าวหนึ่งและย้อนมองไปที่คนอีกคนหนึ่งนั้น อาจทำให้เราเข้าใจภาพชีวิตของเขาที่เรามองเห็นซ่อนอยู่ภายใต้ท่วงท่า และแววตาเขาได้... ปัญหาวัยรุ่นที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากว่าทุกฝ่ายต่างไม่เคยถอย พ่อแม่ก็จะมีอีกมุมมองของตนที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวัง ส่วนตัวเด็กเองนั้นก็จะอยู่อีกมุมหนึ่งที่เต็มไปด้วยการร้องขอความเข้าใจ เมื่ออยู่กันคนละมุมเช่นนี้ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น ... มากขึ้น และมากขึ้น

       ดังนั้น หากพ่อแม่ พยายามทำความเข้าใจ และไม่ใช้บรรทัดฐานแห่งตนไปวัดหรือไปตัดสิน ความเป็นไปของเด็กกลุ่มนี้ เราก็อาจจะหล่อหลอมและประคองให้เขาก้าวพ้นช่วงชีวิตวัยนี้ไปได้อย่างแน่นอน เพราะหากดูไปแล้ววัยนี้อาจเป็นช่วงวัยที่สาหัสพอสมควรสำหรับชีวิต เพราะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัยเด็ก และก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีการปรับตัวมากมายในชีวิต ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และความคาดหวังจากสังคม

       และที่สำคัญเมื่อเกิดปัญหาทางพฤติกรรมแก่เด็กวัยรุ่นนี้ อย่าตัดสินหรือด่วนสรุป "ชีวิต" เขาว่าเป็นความผิดมหันต์ ... หน้าที่เราในฐานะคนสังคมนี้ ที่ควรทำและพึงทำให้ดีที่สุดคือ การให้โอกาส ... โอกาสที่มนุษย์พึงมีให้แก่มนุษย์ด้วยกัน...

       อย่างในงานเขียนชิ้นนี้ ถือว่าเป็นความโชคดีของดิฉันที่ได้มีโอกาสศึกษาชีวิตของคนหนึ่งที่กว่าจะผ่านรอยต่อแห่งชีวิตตนมาได้นั้นด้วยตัวของเขาเองขณะที่ยืนกันอยู่คนละอีกมุมชีวิตกับพ่อแม่ของเขา ก็ถือว่าเป็นความโชคดีก็ว่าได้ แล้ววัยรุ่นอีกหลายๆ คนเล่าที่กำลังเริงร่าในสังคมทุกวันนี้ล่ะ..จะเติบโตจากเมล็ดพันธุ์นี้ไปเป็นต้นกล้า และเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์ได้อย่างไร...

       บันทึกนี้...พยายามจะยั้งๆ การเขียนของตน เพราะจะดูเคร่งวิชาการ และการวิเคราะห์เกินไป รอก่อนว่างานเขียนชิ้นนี้เสร็จสิ้นและตีพิมพ์เมื่อไหร่(ซึ่งก็อีกไม่นาน-ท่านผู้เขียนว่านะคะ) คงได้นำมาเล่าแลกเปลี่ยนได้เยอะและอีกหลายมุมมอง...เป็นแน่แท้