อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ
พิษณุโลกได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีน้ำตกสวยๆ มากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย แต่ละน้ำตกมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ ทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน น้ำตกชาติตระการ นับเป็นอีกน้ำตกหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่ในธรรมชาติ จนได้รับการจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ
ที่ตั้ง : อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอชาติตระการ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายที่สูงสลับซับซ้อนอุดมไปด้วย พรรณไม้ประเภทป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ลักษณะป่า ค่อนข้างโปร่ง จึงมีสัตว์ป่าชนิดเล็กๆ อาศัยอยู่ ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่บ้านปากรอง อำเภอชาติตระการเป็นน้ำตกที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามตามธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป มีชื่อเรียกตามชั้นต่าง ๆ ดังนี้ ชั้นที่ 1 ชื่อ “มะลิวัลย์” เป็นน้ำตกที่ตกจากช่องผาสูงประมาณ 30 เมตร น้ำตกจะตกลงสู่ธารน้ำซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นแอ่งวงกลมเหมาะสำหรับลงเล่นน้ำ บริเวณริมแอ่งน้ำ เป็นหาดทรายเล็กๆ สวยงามมาก ชั้นที่ 2 ชื่อ “กรรณิการ์” ลักษณะของน้ำตกจะลดหลั่นลงมาตามโขดหินเป็นชั้นๆ ดูสวยงาม แต่ไม่เหมาะต่อการลงเล่นน้ำ เพราะน้ำจะไหลวนลงสู่ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 3 ชื่อ “การะเกด” มีความสวยงามพอสมควร น้ำตกชั้นที่ 4 ชื่อ “ยี่สุ่นเทศ” น้ำไหลเป็นสายกว้างลงสู่แอ่งน้ำน่าลงเล่นน้ำ น้ำตกชั้นที่ 5 ชื่อ “เกศเมือง” ชั้นที่ 6 ชื่อ “เรืองยศ” และชั้นที่ 7 ชื่อ “รจนา” ทั้ง 3 ชั้น เป็นน้ำตกเล็กๆ หน้าผาบริเวณน้ำตก มีสภาพธรรมชาติที่สวยงามมีสีสรรต่างๆ บริเวณหน้าผาน้ำตกชั้นที่ 1 ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน จะมีฝูงผึ้งบินมาทำรังเป็นจำนวนมากเป็นสิ่งที่แปลกตามธรรมชาติ
น้ำตกชาติตระการ : ความสวยงามของ น้ำตกชาติตระการ
เริ่มต้นตั้งแต่ชั้นที่ 1 ไปจนถึงชั้นที่ 7 ซึ่งอยู่บนเขาขึ้นไป
สำหรับชั้นแรกมีความแปลกจากลักษณะหน้าผาสูงมี
รอยแยกตรงกลางแล้วมีสายน้ำพวยพุ่งออกมาลงสู่แอ่งกว้าง
เบื้องล่างซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งวงกลมพื้นที่มากเกินกว่าหนึ่งไร่
สามารถลงเล่นน้ำด้านหน้าได้ เมื่อเดินขึ้นสู่ชั้นที่ 2
จะพบน้ำตกที่ใหญ่ขึ้น สายน้ำไหลผ่านหินที่ลดหลั่นกันเป็น ชั้นดูสวยงาม
และมีทางขึ้นสู่ชั้นที่ 3 เป็นน้ำตกชั้นเล็กๆ ก่อน จะไปถึงชั้นที่ 4
น้ำตกชั้นนี้ลักษณะเป็นม่านกว้าง นับว่าเป็นอีกชั้นหนึ่งที่สวยงาม
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะเดินมาถึงชั้นที่ 4 แล้วเดินลง
ส่วนน้ำตกชั้นบนอีก 3 ชั้น เป็นชั้นเล็กๆ โดยเฉพาะที่ชั้นที่ 7
ลักษณะเริ่มเป็นลำธารไหล ออกมาจากป่าใหญ่ เป็นลำธารเล็กๆ เดินข้ามได้
หากเดินขึ้นถึงชั้นที่ 7 จะมีทางเดินเท้าอีกทางหนึ่งลงมา
โดยไม่ต้องกลับทางเก่าเพื่อลงมายังบริเวณที่ทำการอุทยานฯ
ได้เช่นกัน
หน้าผาบริเวณน้ำตก
: นอกจากจะได้ชมน้ำตกชั้นสวยๆ แล้ว
หน้าผาบริเวณน้ำตกยังมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามของชั้นหิน
และยังพบภาพเขียนสีเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ คล้ายรูปสัตว์ต่างๆ
ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณอุโมงค์ผาเลข
การเดินทาง: จากตัวเมืองพิษณุโลก ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก -
หล่มสัก) ถึงกิโลเมตรที่ 68 เลี้ยวซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 2013
(ไปอำเภอนครไทย) ระยะทาง 29 กิโลเมตร จากอำเภอนครไทยเลี้ยวซ้าย
ใช้ทางหลวงหมายเลข 1143 (ไปอำเภอชาติตระการ) ระยะทาง 38 กิโลเมตร
เลี้ยวขวาใช้ทางหลวงหมายเลข 1237 ไปที่ทำการอุทยานฯ อีก 10 กิโลเมตร
รวมระยะทางจากตัวเมืองพิษณุโลก 152 กิโลเมตร
อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ โทรศัพท์ 0 - 5523 -
7028
ภูหินร่องกล้า
ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติแปลกตาและสวยงาม ทั้งยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ เป็นยุทธภูมิสำคัญในอดีต ที่เกิดจากความขัดแย้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้ายกับภูเขาสูงของจังหวัดเลยเช่น
ภูกระดึงและภูเรือ เนื่องจากมีความสูงในระดับไล่เลี่ยกัน
อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิจะต่ำประมาณ 4
องศาเซลเซียส แม้ในฤดูร้อนอากาศก็ยังเย็นสบาย
อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ทางด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่
พิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร กังหันน้ำ สำนักอำนาจรัฐ
โรงพยาบาลรัฐ ลานอเนกประสงค์ สุสาน ทปท. ที่หลบภัยทางอากาศ
หมู่บ้านมวลชน
ทางด้านธรรมชาติ ได้แก่ ลานหินแตก ลานหินปุ่ม ผาชูธง
น้ำตกร่มเกล้า-ภราดร น้ำตกศรีพัชรินทร์ น้ำตกหมันแดง น้ำตกผาลาด
น้ำตกตาดฟ้า ธารพายุ
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ดังนี้
- พิพิธภัณฑ์การสู้รบ เป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการสู้รบในอดีต
มีสภาพแผนภูมิข้อมูล อุปกรณ์การแพทย์ อาวุธ
เอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์
รวมทั้งนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาภูหินร่องกล้า นอกจากนี้
ยังมีห้องประชุมสำหรับบรรยายสรุปหรือประชุมสัมมนา
- โรงเรียนการเมืองการทหาร ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 4
เป็นหมู่อาคารไม้ภายใต้ร่มเงาของป่ารกครึ้ม
เป็นที่ตั้งของคณะกรรมการเขต 3 จังหวัด คือ จังหวัดเลย
จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลกเมื่อปี2513 และต่อมาในปีพ.ศ.2520
ได้ก่อตั้งเป็นโรงเรียนซึ่งให้การศึกษาตามแนวทางลัทธิคอมมิวนิสต์
- กังหันน้ำ อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนการเมืองการทหาร
เป็นกังหันน้ำขนาดใหญ่
ถูกสร้างขึ้นจากการผสมผสานความคิดก้าวหน้าทางวิชาการกับการนำประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้งาน
โดยนักศึกษาวิศวะที่เข้าร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
- สำนักอำนาจรัฐ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ประมาณ 3
กิโลเมตร เป็นสถานที่ดำเนินการด้านปกครอง
มีการพิจารณาและลงโทษผู้กระทำผิดหรือละเมิดต่อกฎลัทธิ
มีคุกสำหรับขังผู้กระทำความผิด มีสถานที่ทอผ้า
และโรงซ่อมเครื่องจักรกลหลงเหลืออยู่
- โรงพยาบาลรัฐ อยู่ห่างจากสำนักอำนาจรัฐไปทางทิศเหนือ ประมาณ 2
กิโลเมตร เคยเป็นโรงพยาบาลกลางป่าที่มีอุปกรณ์ในการรักษาพยาบาลครบครัน
มีห้องปรุงยา ห้องพักฟื้น และห้องผ่าตัด
โรงพยาบาลแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2519
สามารถทำการรักษาพยาบาลและผ่าตัดอวัยวะได้ทุกส่วน ยกเว้นหัวใจ
มีหมอและพยาบาลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเร่งรัดจากประเทศจีน ในปี พ.ศ.
2522 ได้เพิ่มแผนกทำฟัน และวิจัยยา
เครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่ได้จากในเมือง
มีการรักษาด้วยวิธีฝังเข็มและใช้สมุนไพรด้วย
- ลานอเนกประสงค์ เป็นบริเวณลานหินกว้างใหญ่
อยู่ก่อนถึงสำนักอำนาจรัฐ
ใช้เป็นที่พักผ่อนและสังสรรค์ในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในโอกาสสำคัญต่างๆ
- สุสาน ทปท. เป็นสถานที่ฝังศพของนักรบทหารปลดแอกแห่งประเทศไทย
(ทปท.) ที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารฝ่ายรัฐบาล
ส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้บริเวณลานอเนกประสงค์
- ที่หลบภัยทางอากาศ
เป็นสถานที่หลบซ่อนตัวจากการทิ้งระเบิดทางอากาศของทหารฝ่ายรัฐบาล
ลักษณะพื้นที่เป็นหลืบหินหรือโพรงถ้ำใต้แนวต้นไม้ใหญ่
ทำให้ยากต่อการตรวจการณ์ทางอากาศ
สถานที่หลบภัยมีอยู่หลายแห่งแต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ 2 แห่ง
คือ บริเวณห่างจากโรงเรียนการเมืองการทหารราว 200 เมตร
ลักษณะเป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ มีซอกหลืบสลับซับซ้อน จุคนได้ถึง 500 คน
และอีกแห่งหนึ่งบริเวณทางเข้าสำนักอำนาจรัฐ
เป็นหลืบขนาดใหญ่สามารถจุคนได้ประมาณ 200 คน
- หมู่บ้านมวลชน เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มมวลชนแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ มีอยู่หลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านดาวแดง หมู่บ้านดาวชัย แต่ละหมู่บ้านมีบ้านประมาณ 40-50 หลัง เรียงรายอยู่ในป่ารกริมถนนที่ตัดมาจากอำเภอหล่มเก่า ลักษณะบ้านเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ไม่ยกพื้น หลังคามุงด้วยไม้กระดานแผ่นบางๆ กันน้ำฝนได้อย่างดี และมีหลุมหลบภัยทางอากาศอยู่ด้วย
วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร
ชาวบ้านส่วนใหญ่มักเรียกขานกันว่า วัดใหญ่ หรือวัดพระศรี กันจนติดปาก แม้นพระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานในวิหารคือ พระพุทธชินราช ชาวเมืองพิษณุโลกก็นิยมเรียกกันว่า หลวงพ่อใหญ่ ตามไปด้วย วัดใหญ่นับเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญของจังหวัด เพราะเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวเมืองและชาวไทยทั้งประเทศ ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองเมื่อปี พ.ศ. 1900
ภายในวัดสิ่งโบราณสถานโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย อาทิ
พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว และสูง 7 ศอก ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศ เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง พระหัตถ์มีปลายนิ้วทั้งสี่เสมอกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเรียกว่า ทีฒงฺคุลี ซุ้มเรือนแก้วทำด้วยไม้แกะสลักสร้างในสมัยอยุธยา แกะสลักเป็นรูปมกร (ลำตัวคล้ายมังกร มีงวงคล้ายช้าง) อยู่ตรงปลายซุ้ม และตัวเหรา (คล้ายจระเข้) อยู่ตรงกลาง และมีเทพอสุราคอยปกป้ององค์พระอยู่ 2 องค์ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดสุทัศน์เทพวรารามและวัดบวรนิเวศวิหารตามลำดับ
บานประตูประดับมุก ที่ทางเข้าพระวิหารด้านหน้า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2299 เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมโกศ ตรงกลางประตูมีสันอกเลาประดับลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ สองข้างเป็นลายกนกก้านแย่ง ช่วงกลางอกเลามีรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เรียกว่า นมอกเลา เป็นรูปบุษบก มีรูปพระอุณาโลมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ประดิษฐานบนบัลลังก์อยู่ในบุษบก สองข้างเป็นรูปชุมสายซึ่งเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่ง เป็นรูปฉัตรสามชั้น ใต้ฐานบุษบกมีหนุมานแบกฐานไว้ ส่วนเชิงล่างของอกเลาทำเป็นรูปกุมภัณฑ์ยืนถือกระบองท่าสำแดงฤทธิ์ ส่วนลวดลายบานประตูเป็นลายกนกที่มีภาพสัตว์หิมพานต์ เช่น ราชสีห์ คชสีห์ เหมราช ครุฑ กินรีรำ และภาพสัตว์อื่น ๆ และยังมีลาย อีแปะ ด้านละ 9 วงมัดนกหูช้างประกอบช่องไฟระหว่างวงกลม หรือวงกลมเป็นลายกรุยเชิง มีลายประจำยามก้ามปูประดับขอบรอบบานประตู เดิมบานประตูวิหารพระพุทธชินราชทำด้วยไม้สักแกะสลัก เมื่อทำบานประตูประดับมุกเสร็จแล้ว บานประตูเก่าได้นำไปประดับประตูวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์
พระเหลือ พระยาลิไทรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา มารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก เรียกว่า พระเหลือ และพระสาวกยืนอีก 2 องค์ ส่วนอิฐที่ก่อเตาสำหรับหลอมทองได้นำมารวมกันบนฐานชุกชี พร้อมกับปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้นบนชุกชี เรียกว่า โพธิ์สามเส้า ระหว่างต้นโพธิ์ได้สร้างวิหารน้อยขึ้นหนึ่งหลัง อัญเชิญพระเหลือกับพระสาวกไปประดิษฐาน เรียกว่า วิหารพระเหลือ
พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติด้านหลังพระวิหาร สูง 18 ศอก สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช ราว พ.ศ. 1811 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่แต่วิหารได้พังไปจนหมด เหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ 3-4 ต้น เรียกว่า เนินวิหารเก้าห้อง
พระปรางค์ประธาน ศิลปสมัยอยุธยาตอนต้น ฐานย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยแท้ ต่อมาถูกแปลงให้เป็นพระปรางค์ในสมัยอยุธยา
วิหารแกลบ
พระเจ้าเข้านิพพาน
เป็นโบราณวัตถุสมัยอยุธยา
นับว่าเป็นชิ้นสำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาวรวิหาร
ถือว่าเป็นการจำลองสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า
คาดว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นหีบบรรจุพระบรมศพ
ทำด้วยศิลาตั้งอยู่บนจิตราการ
ประดับด้วยลวดลายลงรักปิดร่องกระจกสวยงาม
ที่ปลายหีบมีพระบาททั้งสองยื่นออกมา และบริเวณด้านหน้า หรือด้านท้าย
หีบพระบรมศพ มีพระมหากัสสปะเถระ นั่งนมัสการพระบรมศพ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
เปิดทุกวัน เวลา 6.30-18.00 น. ส่วนพิพิธภัณฑ์ในวัดเปิดเวลา
8.30-16.30 น.
-
-
ไปมาแล้วตามคำชวน พิษณุโลกมีที่เที่ยวมากมาย พิษณุโลกพัทลุง เพื่อนกัน ขอบคุณที่แนะนำ
นั่งสามล้อคันนี้ชมเมืองมาแล้ว
ผมก็ไปเที่ยวที่พิษณุโลกบ่อยคร๊าบ ^^ เพราะว่าอยู่ใกล้ น้ำตกที่พิษณุโลกมีหลายที่มาก ผมไปครบแล้วด้วย ^^ ......//