ภายใต้กระบวนการของน้ำเสีย ก็ได้เห็นการหมุนเวียนของแร่ธาตุเป็นวัฎจักร จากสิ่งแวดล้อมสู่จุลินทรีย์และจากจุลินทรีย์สู่สิ่งแวดล้อม หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันอยู่ กลางวันแตกต่างกับกลางคืน มีแดดแตกต่างกับในร่ม ที่มีอากาศแตกต่างกับที่อับอากาศ
เห็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกันทั้งกระบวนการทางชีวภาพ กระบวนการทางกายภาพ และกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นทั้งในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ด้วยน้ำทิ้งที่จะปล่อยออกไปมีปลายน้ำเป็นป่าชายเลน ต่อจากป่าชายเลนก็เป็นหมู่บ้านที่เป็นชุมชนดั้งเดิมของที่นี่ อาชีพของชาวบ้านคือเลี้ยงปลาในกระชัง จับสัตว์น้ำมาขาย เลี้ยงแพะ และทำนาข้าว
ความเป็นชนบทที่ยังบริสุทธิ์ของชุมชนนี้ยังมีอยู่มากหลาย ทำให้วางใจไม่ลง หากคุณภาพน้ำที่ปล่อยทิ้งไม่ดีพอ
ที่เคยเป็นห่วงเรื่องดินเค็ม น้ำเค็ม ไม่ห่วงแล้ว ที่ห่วงใหม่คือ น้ำที่ปล่อยทิ้งไปจะไปทำให้ดินเปรี้ยวได้ไหม เรื่องนี้ยังไม่รู้เลย ทิ้งน้ำไปแล้ว น้ำไปมีผลทำให้ดินเปรี้ยวที่ป่าชายเลนท้ายน้ำ ก็จะกลายเป็นทำเรื่องให้ชุมชนแห่งนี้เดือดร้อนได้
เมื่อ 20 ปีก่อนเคยไปเยี่ยมโครงการหลวงที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้เรียนมาจากที่นั่นว่าดินเปรี้ยวปลูกต้นไม้ยาก ดินที่เปรี้ยวเกิดจากกระบวนการกำเนิดของดินที่ไปเกี่ยวข้องกับตะกอนน้ำทะเล หรือตะกอนน้ำกร่อย แล้วสะสมสารประกอบกำมะถันขึ้นในดิน เมื่อดินแห้งลง สารประกอบกำมะถันที่สะสมแปรสภาพทำให้เกิดกรดกำมะถันขึ้นในดิน ดินเป็นกรดสูงมากจนมีผลกระทบต่อพืชที่ปลูก
เมื่อรับรู้ว่ามีก๊าซไข่เน่าจากกลิ่นที่เหม็น ก็ไม่คิดว่าจะมีแหล่งของกำมะถันอยู่ที่ตรงไหนให้น่าเป็นห่วง จนเมื่อมีผู้รู้มาบอกว่ากำลังเข้าไปเรียนรู้เรื่องการหมุนเวียนทางชีวธรณีเคมี หรือ วัฏจักรชีวธรณีเคมี (Biogeochemical Cycle) ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวข้องกับ 5 ธาตุอยู่ ก็ชักจะยังไงๆ
5 ธาตุที่อยู่ในวงจร สร้างเรื่องได้เสียไว้ให้คนอย่างไรมี 3 ธาตุที่รู้จักดีขึ้นแล้ว คือ น้ำ คาร์บอน ไนโตรเจน ยังเหลือฟอสฟอรัส และกำมะถัน ที่คงจะต้องทำความรู้จักมันต่อไป
เมื่อรู้ว่าธาตุ “กำมะถัน” เป็นตัวการทำให้ดินเปรี้ยว กรดกำมะถันนั้นละลายน้ำได้ ก็ยิ่งเห็นความสำคัญของการจัดการน้ำเสียมากขึ้น
ความเป็นที่สาธารณะของรพ.ดึงดูดคนให้เข้ามาใช้น้ำจำนวนมากอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ การจัดการน้ำเสียก่อนทิ้งให้ไม่กระทบต่อชุมชนจึงเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ของรพ.
เคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆว่า คนโบราณใช้กำมะถันไล่แมลง วันนี้มาเจอร่องรอยของก๊าซไข่เน่าที่ใต้ถุนตึก ที่บอกว่ามีการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในพืชและสัตว์มาตลอดที่ใต้ถุนแห่งนี้ ก็ข้องใจกับความปลอดภัยของดินใต้ถุนและตะกอนสีดำในน้ำที่เห็น
เรื่องที่คนงานเล่าว่าเข้าไปทำงานใต้ถุนตึกแล้วต้องรีบออกมาเพราะหายใจไม่ออก บอกให้รู้ว่าใต้ถุนนั้นอับอากาศมากๆ
เคยพยายามให้น้องจูนจากศูนย์เขตฯ ช่วยวัดก๊าซนี้ แต่ไม่มีหัววัด ก็เลยไม่รู้ความมากน้อยที่มันสะสมอยู่
เคยรู้มาว่าก๊าซไข่เน่าเป็นก๊าซที่เป็นพิษกับคน ถ้ามันสะสมนานๆตรงไหน ตรงนั้นเป็นพื้นที่อับอากาศ ก๊าซนี้หนักกว่าอากาศ
เหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อใช้หลักอนุมานแบบลูกเสือ ก็บ่งชี้ว่า ที่ใต้ถุนตึกมีก๊าซไข่เน่าอยู่มากพอสมควรเชียวแหละ
เพิ่งจะรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าฟ้าแลบเป็นวิธีที่ธรรมชาติใช้เพิ่มไนเตรทให้โลก จึงไปค้นดูว่าธรรมชาติช่วยจัดการกำมะถันยังไง ได้มาว่า เมื่อซากพืชและซากสัตว์ย่อยสลายเป็นก๊าซไข่เน่า ธรรมชาติจะเปลี่ยนร่างมันต่อไปเป็นซัลเฟต พืชจะดึงซัลเฟตไปเป็นอาหาร กำมะถันส่วนที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นก๊าซไข่เน่า จะแฝงตัวเข้าไปอยู่กับถ่านหินและน้ำมันปิโตรเลียม
ความเป็นกรดของดินเปรี้ยวทำให้ดินมีไนโตรเจนและฟอสฟอรัสน้อยลง มีเหล็กและอลูมิเนียมเกิดเพิ่มขึ้น ธาตุ 2 ตัวหลังเมื่อมีมากถึงระดับหนึ่งเป็นพิษต่อพืชที่ปลูกได้
9 สิงหาคม 2554
Another powerful insight. Thank you.
I have been using butterfly peas (อัญชัน, Clitoria ternatea L.) as (experimental continuous) soil pH meters for a few years now. The results so far are very encouraging.
Butterfly peas flowers almost 9 months in a year (except in Winter, where I live). A few vines are grown in places. The flowers are nice blue when soil pH is neutral (~7), pink when soil is acid (<7) and purple when soil is alkali (>7).
By looking at the flowers we see the soil pH.
In an experiment, butterfly peas can also reduce soil acidity --though growing enough of them may be a problem--. And I think in general, they can 'balance' soil alkalinity too.
I wonder if this plant or some other plants may help with monitoring waste water control in hospital areas. ;-)