ปุราณคติ
ปุราณคติว่าด้วยเทพบนฟ้า
                          โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา  ภาณุรัตน์

              ในตำนานกรีกโบราณระบุถึงพฤติกรรมของเทพเจ้าแต่ละองค์บางองค์ก็ดีเป็นตัวอย่างบางองค์ก็ขาดคุณธรรม เจ้าชู้ อันธพาล ป่าเถื่อน ดุร้ายขี้ขโมยและอื่น ๆ แม้ว่าเทพเจ้าต่าง ๆ มีความประพฤติไร้คุณธรรม  แต่ชาวกรีกโบราณก็ยังคงเคารพบูชาเทพเจ้าทั้งยังทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าเทพเจ้าทรงมีอานุภาพและมีอำนาจให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ โดยนิยมปรึกษาเทพเจ้าผ่านคนทรงเจ้าซึ่งประจำอยู่ตามวิหาร อาทิ เทพซุส  อยู่วิหารโดโดนา  เทพอะพอลโลอยู่วิหารเดลฟีและเดลอส เป็นต้น แม้คำตอบของคนทรง (ตัวแทนเทพเจ้า) จะออกมาในรูปคำพยากรณ์หรือคำปริศนาที่ต้องตีความกันหลายแง่มุม แต่ชาวกรีกก็ให้ความเชื่อถือเคารพและบูชา

               เมื่อ 2,600 ปีล่วงมาแล้วชาวกรีกเชื่อว่าบนยอดเขาโอลิมปัสมีเทพวิมานอันเป็นสถิตย์ของเหล่าเทพเจ้าซึ่งล้วนมียศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำลดกลั่นกันไป  โดยเทพเจ้าซุสเป็นเทพที่มีศักดิ์สูงสุดและเป็นประมุขของปวงเทพเจ้าอันเสมือนหนึ่งจำแลงเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินกุมชะตาชีวิตของมวลมนุษย์ต้องบูชาสรวงพระองค์เพื่อจะได้รับการโปรดปรานประทานพรหากผู้ใดบังอาจทำให้พระองค์พิโรธ ผู้นั้นจะถูกลงโทษอย่างสาสมแม้เทพเจ้ามีมากมายหลายองค์ แต่ก็มีองค์เดียวที่เรียกว่าพระเจ้า(God) ผู้ซึ่งมีรูปลักษณ์พิเศษรูปร่างหน้าตาและชีวิตจิตใจไม่เหมือนมนุษย์พระเจ้าในที่นี้เป็นรูปทรงกลม มีตาทิพย์และเป็นสัพพัญญู 
ทรงมีอยู่ชั่วนิอันดร์กาล พระองค์ไม่มีการอุบัติและจุติ ไม่มีขอบเขตจำกัดไม่มีการเคลื่อนที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง
               ต่อมา พ.ศ.150 (เมื่อ 2,500  ปีล่วงมาแล้ว) ชาวตะวันตกได้รับอิทธิพลความคิดของ  พลาโต้ ที่ให้ความความสำคัญเรื่องวิญญาณว่าเป็นอมตะ  ต้นกำเนิดของวิญญาณอยู่บนสรวงสวรรค์ พระเจ้าทรงสร้างวิญญาณมนุษย์ขึ้นมาแล้วทรงปล่อยให้วิญญาณนั้นเพลินอยู่ในโลกแห่งมโนคติ  โดยมีสำนวนกวีตอนหนึ่งว่า
               “ยามที่สมบูรณ์เต็มที่และมีปีกแข็งกล้าวิญญาณจะเหินฟ้าสูงขึ้น...แต่คราวสูญเสียความสมบูรณ์  วิญญาณปีกหักจำต้องถลาลงมาตั้งหลักบนพื้นปฐพี 
ถือแผ่นดินเป็นเหย้าและสวมเครื่องแบบชาวดิน และวิญญาณกับร่างกายรวมกันโดยรับขนานนามว่าสิ่งมีชีวิตที่เป็นมรรตัย”
              ต่อมาไม่กี่ปีแนวคิดของอาริสโตเติลก็มีอิทธิพลทับเสริมแนวคิดของพลาโต้ โดยอาริสโตเติลสังเกตพบว่าดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรเป็นวงกลม  จักรวาลเคลื่อนที่ตลอดเวลาซึ่งปฐมเหตุแห่งการเคลื่อนไหวนั้น  พระเจ้าคือผู้เป็นแบบบริสุทธิ์  ทั้งนี้ในปรัชญาของอาริสโตเติลถือว่า “พระเจ้า (Theos)”  ไม่ได้เป็นพระผู้สร้างโลกเหมือนพระเจ้าในศาสนาคริสต์  ท่านเพียงผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว(Unmoved Mover) และพระเจ้าทรงเป็นภาวะที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร  ทรงสถิตอยู่ต่อเนื่องเป็นนิตย์

               ในปลายคริสต์ศตวรรษที่19 เป็นต้นมาได้มีการสร้างความตระหนักและให้ความสำคัญแก่คติชนโบราณในสังคมบุพกาลเพราะทั้งคติชน พิธีกรรม ศาสนา แบบแผนความเชื่อวิธีคิดวิธีปฏิบัติและค่านิยมต่างก็มีความเชื่อมโยงกันรวมเรียกว่าปุราณคติ (Myth) โดยที่มีนักทฤษฎีหลายคนให้ความสำคัญและเขียนอธิบายเป็นผลงานจำนวนมากอาทิ ไทเลอร์ (Edward B.Tylor) อธิบายการกำเนิดความเชื่อหรือศาสนาดั้งเดิมของมนุษย์บุพกาลว่าเกิดจากความฝันกลางคืนผนวกระสบการณ์ที่คาบเกี่ยวจากภาพหลอนหรือภาพนิมิตและภวังคจิตจนกำหนดเป็นความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีตัวแทนเป็นเทพเจ้าเทวดาหรือภูตผีวิญญาณ (หรือที่เรียกว่า animism) ซึ่งมนุษย์มีพัฒนาการของระบบความเชื่อเป็นขั้นตอนจนกลายเป็นพหุเทวนิยมคือนับถืออำนาจศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าหลายองค์หรือในบางกลุ่มชนกลายเป็นเอกเทวนิยม คือนับถือเทพเจ้าสูงสุดองค์เดียวเป็นต้น และพบว่าในบางสังคมสามารถยึดถืออำนาจดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจนเป็นวิวัฒนาการเพื่ออยู่รอดและปรับปรุงใช้พัฒนาโดยโครงสร้างสังคมของตนเองจนทุกวันนี้  เพรเซอร์ (Sir James G.Frazer) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งพยายามอธิบายว่าคติชนวิทยาคือการรวบรวมตำนานปรัมปรา  จัดหมวดหมู่แยกประเภทแก่นเรื่องและสร้างฐานข้อมูลขั้นต้นอันทำให้เห็นชัดว่ากลุ่มชนแต่ละสังคมได้สร้างความเชื่อและใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์อย่างไร  ต่อมามาลิโนวสกี (Bronislaw Malinow Ski)  แห่งสำนักหน้าที่นิยม
(Funtionalism) พยามสร้างประเพณีการศึกษาภาคสนามที่ต้องลงไปใช้ชีวิตร่วมกับชนในวัฒนธรรมต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง 
โดยเฉพาะสังคมที่มีวัฒนธรรมระดับชนเผ่าหรือบุพกาลในภูมิภาคต่าง ๆของโลก  ทั้งนี้ให้ความหมายว่า วัฒนธรรม รวมถึงความเชื่อศาสนาและพิธีกรรม โดยที่วัฒนธรรมจะทำหน้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของปัจเจกบุคคลทั้งทางกายภาพจิตวิทยาและทางสังคม  ขณะเดียวกันก็เป็นกลไกหนึ่งเพื่อกำหนดคุณค่าพื้นฐานของสังคมด้วย  ซึ่งเขาสรุปได้ว่า “ปุราณคติ”  ทำหน้าที่ประมวลหลักการความเชื่อ(Charter of belief) ในสังคมบุพกาลขณะเดียว สเตร้าท์ (Claude
Levi-Strauss) นักมานุษยวิทยาเชิงโครงสร้าง (Structural Antropologist) ที่ให้ความสำคัญจิตใจมนุษย์มากกว่าสังคมมนุษย์โดยเน้นการค้นหาโครงสร้างเชิงลึกภายใต้ผิวพื้นปรากฏการณ์ทางภาษา ซึ่งเขาได้ชี้ให้เห็นพลังสามารถของจิตใจมนุษย์บุพกาลที่กลั่นกรองมาเป็นตำนานหรือนิยายปรัมปราของชนพื้นเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อย่างมากมายและเขานำเสนอความสำคัญของ “ทวินิยม” (Dualism) คือลักษณะคู่หรือขั้วตรงข้ามซึ่งมักปรากฏอยู่เป็นหลักการสำคัญของตำนานนิยายปรัมปราเกือบทั้งหมด  กล่าวคือการดำเนินเรื่องของนิยายตำนานปรัมปราดังกล่าวมักแทรกและขมวดเป็นแนวเทียบอาทิ ซ้ายกับขวา  ดำกับขาว ดีกับชั่ว สูงกับต่ำ  ดินกับฟ้า เป็นต้นนอกจากนี้เขายังยกตัวอย่างคู่ขัดแย้งทั่วไปที่มักพบในนิทาน นิยาย ตำนานปรัมปราได้แก่ คำที่สื่อความหมายถึงความคิดมนุษย์ในสิ่งที่มีลักษณะตรงกันข้าม เช่น Nature: Culture, Man : Woman, Right : Left, Raw: Cooked,  Hot : Cold,  Incest : Exogamy เป็นต้น
            เขาสรุปว่าจิตใจของคนที่ถูกเรียกว่าคนป่า (Savage) หรือคนเถื่อน
ก็สะท้อนแนวคิดและทักษะหลายอย่างที่ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่อง incest :  Exogamy ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งระหว่างการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับพี่น้องหรือญาติที่มีสายโลหิตเดียวกันโดยตรงเช่นแม่กับลูก
พี่กับน้อง ฯลฯ ที่เรียกว่า Incest อันเป็นคู่ขัดแย้งกับ Exogamy ซึ่งหมายถึงการมีคู่สมรสนอกกลุ่มหรือนอกสกุลของตน ซึ่งเขาระบุว่าเรื่องนี้มีการสืบทอดความคิดของมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  นั่นคือคู่หรือขั้วตรงข้าม (Binary Opposition) มีความสำคัญและปรากฏอยู่ในนิทาน นิยายและตำนานปรัมปราของมนุษย์ทุก ๆกลุ่ม